หนึ่งในสถานีรถไฟฟ้าที่ขึ้นชื่อว่าสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ต้องนับรวม สถานีสนามไชย เข้าไปด้วย เพราะที่นี่ออกแบบให้มีกลิ่นอายสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดดเด่นด้วยโทนสีทองและสีแดง ให้ความรู้สึกวิจิตรตระการตา สร้างความประทับใจให้ผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ถึงขั้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมในการปักหมุดเช็กอินเลยทีเดียว!

เมื่อ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM จัดโครงการ ‘Happy Journey with BEM’ ตอบแทนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT ฟรี! และกระตุ้นการท่องเที่ยวในยุคนิว นอร์มอล เป็นทริปที่ 2 ในชื่อ สถานีสนามไชย ‘ประตูเชื่อมท่องเที่ยวเกาะรัตนโกสินทร์’ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา จึงไม่พลาดชวนผู้ร่วมทริปทุกคนเก็บเกี่ยวความสุขที่แรก ด้วยการชมความงามของสถานีสนามไชย
พร้อมรับฟังเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ ที่เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบสถานีสนามไชยให้งดงามปรากฏต่อสายตาทุกคน ในสเปเชียล ทอล์ก โดย 3 วิทยากรชั้นนำ ได้แก่ รศ.ดร.ชัชพล ไชยพร รองคณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และไวยาวัจกร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง หัวหน้าภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และ คุณอรรถพล นิลละออ เจ้าหน้าที่อาวุโสส่วนงานประชาสัมพันธ์ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)

‘สนามไชย’ ในมุมมองกูรูกฎหมาย
รศ.ดร.ชัชพล ไชยพร ที่อีกบทบาทหนึ่งคือ รองเลขาธิการ มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่าว่า หลงใหลพื้นที่ย่านนี้มาตั้งแต่เด็ก เมื่อมีรถไฟฟ้า MRT ที่วิ่งผ่านเส้นทางนี้ ก็ทำให้การเดินทางมาเที่ยวชมเกาะรัตนโกสินทร์สะดวกขึ้น
“การมาเที่ยวเกาะรัตนโกสินทร์ขึ้นอยู่กับว่าอยากดูอะไร ผมเป็นนักกฎหมาย ขึ้นมาจากรถใต้ดินก็เห็นกฎหมายเต็มไปหมดเลย อย่างหอกลองที่สวนเจ้าเชตุ ก็อาจไปค้นคว้าว่าในอดีตมีกลองกี่ใบแขวนอยู่ หรือกลองวินิจฉัยเภรีมีความเป็นมาอย่างไร ทั้งหมดนี้คือกฎหมายที่ผมเห็นในหอกลอง” รศ.ดร.ชัชพล เริ่มต้น
ไม่ไกลจากหอกลองที่สวนเจ้าเชตุ คือ พระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท ตั้งอยู่บนกำแพงพระบรมมหาราชวัง เป็นสถานที่อีกแห่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นที่เสด็จออกสีหบัญชร ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่ผ่านมา และยังเป็นพื้นที่กฎหมาย ตามที่ รศ.ดร.ชัชพลเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออกทรงรับฎีกาจากราษฎร ณ ที่แห่งนี้ ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เองในทุกวันโกน เว้นวันโกนไหนที่ฝนตกก็จะไม่เสด็จออก แสดงถึงการดูแลทุกข์สุขของราษฎร
หรือ ศาลหลักเมือง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท ก็เพิ่งมาปรากฏสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ชวนให้เกิดคำถามว่า เกี่ยวข้องอันใดกับศาลยุติธรรม เพราะหลายจังหวัดมีการสร้างศาลยุติธรรมใกล้กับศาลหลักเมือง
“ที่กล่าวมาเป็นเพียงน้ำจิ้ม ผ่านแว่นของนักกฎหมายก็จะเห็นกฎหมาย ผ่านแว่นของสถาปนิกก็จะเห็นสถาปัตยกรรม ถ่าท่านเป็นนักวัสดุศาสตร์อาจเห็นอิฐ ปูน ไม้ ถ้าเป็นนักมานุษยวิทยา อาจเห็นวิถีชีวิตที่หลากหลาย ดังนั้นพื้นที่บริเวณนี้จึงมีคุณค่าอย่างมากต่อทุกคน”

อาจารย์ด้านกฎหมายยังกล่าวถึงพื้นที่สถานีสนามไชย ที่ทุกคนกำลังนั่งฟังสเปเชียล ทอล์ก กันอยู่ด้วยว่า เดิมเป็นที่ตั้งของกลุ่มวังใหญ่ เรียกว่าวังท้ายวัดโพธิ์ ไม่ใช่วังของเจ้านายพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง แต่เป็นกลุ่มวังที่มีพัฒนาการ เมื่อเจ้านายพระองค์ใดสิ้นพระชนม์ พระมหากษัตริย์ก็จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้านายพระองค์ใหม่ๆ เข้ามาทรงครองวังแทนไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับ ‘วังท่าพระ’ ที่มีเจ้านายหลายพระองค์ทรงครองวัง
รศ.ดร.ชัชพลยกตัวอย่างว่า อย่างบริเวณสนามไชย เจ้านายที่ทรงครองวังมีเช่น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงอดิศรอุดมเดช (พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นทิวากรวงษ์ประวัติ (พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4) ซึ่งกำกับราชการกรมช่างมุก เป็นต้น
“วัดราชบพิธที่มีบานมุกที่พระอุโบสถ ก็เป็นหนึ่งในผลงานกรมช่างมุกของกรมหมื่นทิวากรวงษ์ประวัติ หรือแม้แต่เจ้าอาวาสวัดราชบพิธพระองค์แรก คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ แรกประสูติเป็นหม่อมเจ้าในราชสกุลลดาวัลย์ เป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูมินทรภักดี ก็ทรงมีวังอยู่บริเวณสนามไชย ดังนั้น บริเวณนี้จึงมีความเชื่อมโยงกับความศิวิไลซ์ของบ้านเมืองมาโดยตลอด
“หรือกระทรวงพาณิชย์เดิมก่อนจะเป็นมิวเซียมสยาม ก็อธิบายได้ว่า รัชกาลที่ 6 ทรงตั้งสภาเผยแผ่พาณิชย์ ก่อนจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ เพราะแต่ก่อนกิจการพาณิชย์ไปอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ หรือซอยเศรษฐการ ที่อยู่ใกล้ๆ กัน ทำไมชื่อถึงไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์ เพราะกระทรวงนี้บางทีก็ชื่อกระทรวงเศรษฐการ” รศ.ดร.ชัชพลอธิบาย

‘สนามไชย’ พื้นที่หัวแหวนของกรุงเทพมหานคร
รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง เล่าว่า บริเวณสถานีสนามไชยในปัจจุบัน หากย้อนไปในอดีตถือว่าอยู่ในพื้นที่หัวแหวนของเกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นราชธานีสมัยรัชกาลที่ 1 ฝั่งตะวันตกอิงกับแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งตะวันออกติดกับคลองหลายสาย เช่น คลองโอ่งอ่าง ที่ผ่านบริเวณภูเขาทอง บางลำพู เป็นต้น นอกจากนี้ บริเวณสถานีสนามไชยยังอยู่ใกล้กับวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) พระบรมมหาราชวัง ฯลฯ อีกด้วย
เพราะฉะนั้น จึงไม่เกินเลยไปนักที่จะบอกว่า สนามไชยเป็นพื้นที่หัวแหวนของกรุงเทพมหานคร และหากย้อนไปสมัยโบราณ การบริหารจัดการบ้านเมืองต่างๆ ก็เกิดขึ้นที่นี่ ในมุมมองของนักประวัติศาสตร์ศิลปะอย่าง รศ.ดร.รุ่งโรจน์ จึงเห็นว่า พื้นที่ตรงนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมาก
อย่างไรก็ดี ความเป็นกรุงเทพมหานครไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นสมัยรัชกาลที่ 1 แต่ซ้อนทับกับชุมชนดั้งเดิมตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่เรียกกันว่าพื้นที่บางกอก แม้ศูนย์กลางความเป็นบางกอกยุคนั้นจะอยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นฝั่งธนบุรีในปัจจุบัน แต่ไม่ได้หมายความว่าบริเวณที่เป็นพระนคร ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดโพธิ์ พระบรมมหาราชวัง จะไม่มีชุมชน เมื่อย้ายราชธานีมาฝั่งนี้ เมืองก็มีพัฒนาการมาเป็นลำดับ
“ขอย้อนกลับไปสมัยอยุธยาตอนปลาย สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณนี้ที่เป็นพื้นที่บางกอก มีการตั้งป้อม 2 ป้อม เพราะจุดนี้คือเมืองหน้าด่าน ต้องมีการป้องกันข้าศึกศัตรู ป้อมหนึ่งที่ยังมีอยู่คือ ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่กองทัพเรือ อีกส่วนคือฝั่งพระนครที่เราอยู่ ในภาพเขียนสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย จะมีป้อมขนาดใหญ่มาก กินพื้นที่บริเวณโรงเรียนราชินีเรื่อยมาจนถึงมิวเซียมสยาม เรียกว่าป้อมวิไชยเยนทร์ ซึ่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง ป้อมนี้ก็ถูกรื้อทำลายไป”

หมุนกาลเวลาข้ามมาสมัยรัตนโกสินทร์ นอกจากวัดพระเชตุพนฯ พระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นหลักฐานแห่งยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นแล้ว รศ.ดร.รุ่งโรจน์เล่าว่า ยังปรากฏหลักฐานในยุคต่อมาๆ อีก อย่างกระทรวงพาณิชย์ ที่บอกเล่าเรื่องราวจากยุคจารีตสู่สยามใหม่ ที่เปลี่ยนการบริหารราชการแผ่นดินมาเป็นกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ หรือเยื้องไปไม่ไกลก็มีกระทรวงกลาโหม หรือด้านข้างคือกระทรวงการต่างประเทศเดิม ข้ามคลองไปคือกระทรวงมหาดไทย
“หากท่องเที่ยวในพื้นที่สนามไชยภายใน 1 วัน เอาแบบยังไม่ต้องลงลึก เราจะเห็นการเปลี่ยนผ่านของบ้านเมืองตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 1 จนถึงยุคสยามใหม่รัชกาลที่ 5-6 จนถึงปัจจุบันได้ นี่เป็นเสน่ห์ของสนามไชยที่ผมมองเห็น”

‘สนามไชย’ เมื่อประวัติศาสตร์พบเทคโนโลยีสมัยใหม่
เมื่อโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมคือสิ่งสำคัญในการพัฒนาเมือง แต่จะทำอย่างไรให้ยังรักษาประวัติศาสตร์ไว้ได้ เป็นความท้าทายใหญ่ของ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ผู้รับผิดชอบการก่อสร้างรถไฟฟ้า MRT ที่ต้องสร้างสถานีสนามไชยให้สำเร็จ โดยไม่กระทบสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์
“เนื่องจากข้อกำหนดการเป็นพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ ทำให้ไม่สามารถขุดเปิดหน้าดินได้ 100 เปอร์เซ็นต์ จากวิธีการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน ที่เดิมคือสร้างแนวกำแพงกันดินโดยรอบสถานี 4 ด้านก่อน แล้วขุดลงมาทีละชั้นกระทั่งได้สถานี พอมาถึงสนามไชย ต้องใช้เทคนิค pipe roof” คุณอรรถพล นิลละออ เกริ่น แล้วอธิบายเทคนิคดังกล่าวให้พอเห็นภาพว่า
pipe roof (ไปป์ รูฟ) คือการนำท่อมาทำเป็นหลังคาสถานี แต่ก่อนหน้านั้นต้องมีส่วนพื้นที่ที่เป็นกำแพงกันดินก่อนขุด เรียกว่า diaphragm wall (ไดอะแฟรม วอลล์ หรือ ดี วอลล์) เป็นกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็ก หนา 1.50 เมตร โดยสร้างดี วอลล์ รอบสถานี และมี 2 จุดที่ได้รับอนุญาตให้ขุดเปิดหน้าดินได้ คือ ฝั่งมิวเซียมสยาม และฝั่งโรงเรียนวัดราชบพิธ เพื่อนำดินขึ้นมา และเพื่อให้พนักงานได้ลงไปทำงาน
จากนั้นนำท่อเหล็ก ความหนาราว 10 มิลลิเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางราว 1.30 เมตร ลงไปใต้ดินทางโรงเรียนวัดราชบพิธ ซึ่งความยากอยู่ที่ความห่างของดี วอลล์ คือ 15 เมตร แต่พื้นที่หน้าดินเปิดได้น้อยกว่า 15 เมตร จึงต้องแบ่งความยาวท่อออกเป็น 3 ส่วน ส่วนละ 5 เมตร ดันเข้าไปทีละท่อน ตรวจสอบรอยเชื่อมระหว่างท่อเรียบร้อยแล้วก็ต่อใหม่ ทำเช่นนี้ไปจนเต็มพื้นที่สถานี รวมแล้วมีท่อเกือบ 200 ท่อน

“เมื่อสร้าง pipe roof เสร็จ เราก็สามารถขุดส่วนรถไฟฟ้าได้ โดยที่ข้างบนรถก็ยังวิ่งอยู่ตามปกติ ต้องบอกว่า เทคนิคนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ที่นี่เป็นการทำ pipe roof ในสเกลที่ใหญ่มาก ไม่เคยมีใครทำสเกลนี้มาก่อน”
นอกจาก ช.การช่าง จะใช้เทคโนโลยีขั้นสูงต่างๆ มาวางแผนก่อสร้างรถไฟฟ้าแห่งนี้แล้ว ก็ยังให้ความสำคัญกับการเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ โดยตั้งคณะทำงานสำรวจทางโบราณคดีก่อนขุด ภายใต้การกำกับดูแลของกรมศิลปากร ซึ่งระหว่างขุดก็พบทั้งโบราณวัตถุและฐานรากของโบราณสถานเดิม มีการขึ้นทะเบียนและส่งมอบให้กรมศิลปากรนำไปจัดเก็บอย่างถูกต้อง
“ที่น่าสนใจคือฐานรากของโบราณสถานเดิม การเคลื่อนย้ายต้องมีขั้นตอนพิเศษ บางอย่างเก่ามาก เรียกว่าหากยกแล้วอาจแตกคามือได้ อย่างกำแพงต้องมีการทำคอนกรีตหุ้มไว้ก่อน เพื่อย้ายไปจัดเก็บ แล้วค่อยนำมาจัดแสดง ดังนั้น ทุกอย่างที่เราขุดค้นพบ ก็จะอยู่ภายใต้การดูแลของกรมศิลปากร” คุณอรรถพลเล่า และบอกด้วยว่า หากใครสนใจชมโบราณวัตถุต่างๆ ที่ขุดค้นพบในพื้นที่สนามไชยอย่างใกล้ชิด สามารถชมได้ที่ พิพิธภัณฑ์ใต้ดินแห่งแรก (Site Museum) แห่งเดียวของไทย ตั้งอยู่ภายในสถานีสนามไชย ฝั่งทางออก 1 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ในการเข้าชมทั้งสิ้น
‘Happy Journey with BEM’ ยังมีทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ฟรี! ให้เข้าร่วมอีกหลายทริป ติดตามรายละเอียดและข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก: MRT Bangkok Metro ทวิตเตอร์: MRT Bangkok Metro อินสตาแกรม: mrt_bangkok และโมบายแอปพลิเคชัน Bangkok MRT “เดินทางปลอดภัย สะดวก รวดเร็ว ด้วยรถไฟฟ้า MRT”

