‘Happy Journey with BEM’ ทริปที่ 4 ‘Street Photo Walk’ ที่อยากชวนทุกคนมาเก็บภาพ ‘สถานีหัวลำโพง’ ในแบบตัวเองด้วยกัน

20.09.22 | 14:52 น.

ถึงเวลาแล้วสำหรับคนรักการถ่ายภาพ ที่จะได้คว้ากล้องคู่ใจตัวโปรด ออกมาค้นหาภาพประทับใจในทริปสุดพิเศษ ‘Happy Journey with BEM’ ทริปที่ 4 สถานีหัวลำโพง ‘Street Photo Walk’ โครงการดีๆ จาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ที่พร้อมจัดเต็มความสุข กระตุ้นการท่องเที่ยวให้ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน ด้วย 5 ทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ  โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ตลอดปี 2565 

ครั้งนี้ ‘Happy Journey with BEM’ ชวนทุกคนมาเปิดประสบการณ์ใหม่กับเวิร์กช็อป ‘Street Photo Walk’ ท่องย่านเก่ามากเรื่องราวอย่าง หัวลำโพง ถนนไมตรีจิตต์ และซอยนานา พาทุกคนไปลัดเลาะกดชัตเตอร์บันทึกช่วงเวลาแห่งความสุข ชวนไปตกหลุมรักตึกรามบ้านช่องในอดีต ที่ยังคงกลิ่นอายประวัติศาสตร์และวิถีชีวิต ร่วมกับสเปเชียลเกสต์มากความสามารถอย่าง ‘พิชัย แก้ววิชิต’ ช่างภาพชื่อดังแนวมินิมอล และภาพแนวสตรีท ที่มีผู้ติดตามในอินสตาแกรมแล้วกว่า 80,000 คน 

หนึ่งในไฮไลต์เด็ดที่ผู้ร่วมทริปจะได้ไปเปิดมุมใหม่ด้วยกัน คือ ‘สถานีรถไฟกรุงเทพ’ หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ ‘สถานีรถไฟหัวลำโพง’ ย่านที่มีเรื่องราวความเป็นมายาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สถานีหัวลำโพงคือสถานีแห่งโอกาส ที่เปิดประตูให้ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมา เพื่อค้นหาโอกาสเลี้ยงปากท้อง หรือแม้กระทั่งการเดินทางเพื่อตามหาความฝันด้วยเช่นกัน และในทางกลับกัน สถานที่แห่งนี้ก็เป็นประตูบานสำคัญ ที่จะเปิดโลกให้คนกรุงได้เดินทางออกไปท่องโลกสู่ดินแดนอื่น 

สถานีหัวลำโพงแห่งนี้จึงไม่เคยหลับใหล มีผู้คนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเดินทางเข้าออกพื้นที่อย่างไม่ขาดสาย 

Advertisement

แต่มิติความเป็นย่านของสถานีกรุงเทพไม่ได้เฉพาะเจาะจงเพียงแค่สถานีรถไฟเท่านั้น เพราะย่านหัวลำโพงมีพื้นที่ใหญ่ออกไปนอกเหนือจากสถานีรถไฟหัวลำโพง กินพื้นที่รอบด้านอีกพอสมควร มีชุมชนดั้งเดิมอยู่อาศัย มีผู้คนมากมายที่เข้ามาปะทะประสานวัฒนธรรมผ่านการเดินทางมายังพื้นที่แห่งนี้อยู่ตลอดเวลา 

ชื่อ ‘หัวลำโพง’ มาจากไหน ทำไมต้อง ‘หัวลำโพง’

ที่มาที่ไปของการตั้งสถานีหัวลำโพง รศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร อาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้กล่าวไว้ว่า หลังจากเมืองเริ่มเจริญเติบโต นับแต่การขุดคลองผดุงกรุงเกษม เพื่อสอดรับกับการขยายตัวของกรุงเทพฯ ไปทิศตะวันออก ทำให้ย่านการค้าเจริญเติบโตและขยายตัวออกไปนอกกำแพงเมืองทางด้านนั้นมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา กลายเป็นย่านการค้าที่สำคัญเรื่อยมาถึงปากคลองผดุงกรุงเกษม หรือบริเวณตลาดน้อย   

การสร้างสถานีรถไฟกรุงเทพขึ้นละแวกนั้น จึงมีจุดประสงค์เพื่อให้สอดคล้องกับพื้นที่กายภาพ 3 ประการ คือ ประการที่หนึ่ง อยู่ใกล้กับแหล่งเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายในการขนถ่ายสินค้าและผู้คน ประการที่สอง เป็นทุ่งโล่งกว้างขวาง เหมาะสมต่อการวางโครงสร้างขนาดใหญ่ และ สาม สามารถเชื่อมต่อกับทางรถไฟสายปากน้ำ ซึ่งเชื่อมโยงทั้งพื้นที่ภายในและภายนอก ทั้งในแง่อาณาจักรและนอกอาณาจักร ดังนั้น จึงเลือกเอาบริเวณชายคลองผดุงกรุงเกษมฝั่งตะวันออก ในการก่อสร้างสถานีรถไฟกรุงเทพ

ที่มาของชื่อหัวลำโพงนั้น  ต้องย้อนกลับไปในอดีต พื้นที่แห่งนี้ตามประวัติศาสตร์ระบุว่า ย่านหัวลำโพงเคยเป็นทุ่งเลี้ยงวัว และมีต้นไม้ชนิดหนึ่งคือ ‘ต้นลำโพง’ ขึ้นจำนวนมาก จึงเรียกย่านนี้กันว่า ทุ่งวัวลำพอง เช่นเดียวกับชื่อวัดหัวลำโพง ที่เรียกกันว่า วัดวัวลำพอง แล้วก็เรียกกันเพี้ยนจนมาเป็น ‘หัวลำโพง’ อย่างที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน 

สถานีรถไฟกรุงเทพ หรือ หัวลำโพง สร้างบนพื้นที่ 120 ไร่เศษ อยู่ในท้องที่แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ก่อสร้างแล้วเสร็จ และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2459 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งนอกจากประโยชน์ใช้สอยด้านการคมนาคมขนส่งแล้ว สถานีรถไฟแห่งนี้ยังกลายเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ รับประทานอาหาร นัดหมายสำคัญต่างๆ ของผู้คนตลอดมา 

แต่ที่สำคัญที่สุดคือการเป็นหมุดหมายสำคัญ ที่มีนัยของการนำพาประเทศเข้าสู่ความศิวิไลซ์ ที่เพียงแค่เดินทางผ่านก็แสดงให้เห็นแล้วว่า กรุงเทพฯ ได้ก้าวเข้าสู่ความทันสมัยเป็นที่เรียบร้อย

จุดเด่นสำคัญของสถานที่แห่งนี้คือการออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมแบบ ‘นีโอ-คลาสสิก’ ก่อสร้างเป็นรูปโดมสไตล์อิตาเลียนผสมผสานกับศิลปะยุคเรเนสซองส์ มีลักษณะคล้ายกับสถานีรถไฟเมืองแฟรงก์เฟิร์ตในประเทศเยอรมนี วัสดุในการก่อสร้างมาจากเยอรมนี ลวดลายต่างๆ ที่ประดับไว้เป็นศิลปะที่มีความวิจิตรสวยงามมาก บันไดและเสาอาคารบริเวณทางขึ้นที่ทำการกองโดยสารเป็นหินอ่อน เพดานเป็นไม้สักสลักลายนูน ซึ่งหาดูได้ยาก

รวมถึงกระจกสีที่ช่องระบายอากาศ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ติดตั้งไว้อย่างผสมผสานกลมกลืนกับตัวอาคาร เช่นเดียวกับนาฬิกายักษ์ใหญ่บอกเวลาที่มีอายุเก่าแก่ ติดตั้งไว้ที่กึ่งกลางยอดโดมสถานี ตัวนาฬิกามีเส้นผ่านศูนย์กลาง 160 เซนติเมตร เป็นเครื่องบอกเวลาแก่ผู้สัญจรไปมาและผู้ใช้บริการจนถึงปัจจุบัน

‘พิพิธภัณฑ์รถไฟไทย’ เพชรเม็ดงามในสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) 

นอกจากความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมภายในสถานี สถานที่แห่งนี้ยังมีเพชรเม็ดงามให้ประชาชนได้ไปค้นหาความทรงจำ สอดส่องวัตถุสำคัญ ที่ยังไม่หายไปตามกาลเวลา แต่ถูกสตัฟฟ์เรื่องราวและถ่ายทอดใหม่ให้ผู้คนได้รู้จัก ผ่าน ‘พิพิธภัณฑ์รถไฟไทย’ ตั้งอยู่บริเวณหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพด้านทิศตะวันตก 

ที่นี่รวบรวมข้อมูลความรู้ วิวัฒนาการ และการพัฒนากิจการขนส่งระบบรางของไทยเอาไว้อย่างน่าสนใจ อาทิ เครื่องมือเครื่องใช้ในกิจการเดินรถไฟและกิจการโรงแรมรถไฟ ซึ่งเป็นของเก่าแก่ ทั้งที่มีการใช้งาน และบางส่วนเลิกใช้งานแล้ว เช่น จานและโถกระเบื้องในสมัยรัชกาลที่ 5, เครื่องตราทางสะดวก, ลูกตราและห่วงตราทางสะดวก, ตั๋วรถไฟแข็ง, อุปกรณ์ในการประทับวันที่ลงบนตั๋ว, โคมตะเกียงให้สัญญาณ, เครื่องส่งโทรเลข, เครื่องพิมพ์ดีด, นาฬิกาไขลาน, โทรศัพท์แบบหมุน , ตลอดจนม้านั่งที่ทำจากไม้หมอนปลดระวาง เป็นต้น

บริเวณชั้นบนมีมุมจำลองบรรยากาศการนั่งรถไฟผ่านโต๊ะและเก้าอี้ให้ผู้ชม แต่ที่พิเศษที่สุดคือมุม

จัดแสดงพระเก้าอี้ในสมัยรัชกาลที่ 7 ที่ให้ประชาชนได้เข้าไปเยี่ยมชมอย่างใกล้ชิด รวมถึงยังมีภาพโปสเตอร์เตือนระวังภัยในการเดินรถไฟในยุคแรกที่มีเสน่ห์ เปรียบดั่งภาพสตรีท อาร์ท ที่หาชมได้ยาก

เมื่อความเจริญจากพื้นดิน เติบโตสู่ใต้ดิน 

หากกล่าวว่าสถานีรถไฟกรุงเทพคือหมุดหมายแห่งความศิวิไลซ์ของกรุงเทพฯ  เมื่อราวศตวรรษก่อน รถไฟฟ้าใต้ดินสถานีหัวลำโพง ที่ตั้งอยู่เบื้องล่างสถานีกรุงเทพ ก็คงเป็นหมุดหมายแห่งการกลายเป็นเมือง(urbanization) ที่สำคัญของกรุงเทพมหานครเช่นกัน ที่พาคนไทยทุกคนได้รู้จักกับระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสมัยใหม่ (Mass Rapid Transit) ที่เราคุ้นเคยในคำเรียกว่ารถไฟฟ้าใต้ดิน หรือ MRT ซึ่งวิ่งอยู่บนทางเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นบนดินหรือใต้ดิน ในขณะที่ยานพาหนะอื่นๆ ไม่สามารถใช้งานร่วมได้ โดย MRT มีประสิทธิภาพสูง เดินทางได้รวดเร็ว รองรับผู้ใช้บริการได้เป็นจำนวนมาก

สถานีหัวลำโพงนับเป็นเส้นทางการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินสายแรกของประเทศไทย ระยะแรกวิ่งระหว่างสถานีหัวลำโพง-สถานีบางซื่อ มีจุดประสงค์เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรของกรุงเทพฯ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น ภายใต้ชื่อเส้นทาง ‘เฉลิมรัชมงคล’ ซึ่งเป็นชื่อที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน เพื่อเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายสีน้ำเงินในช่วงแรก คือช่วงหัวลำโพง-บางซื่อ โดยมีความหมายว่า ‘งานเฉลิมความเป็นมงคลแห่งความเป็นพระราชา’ 

ตลอดเส้นทางเชื่อมสถานีหัวลำโพง มีการจัดแสดงเนื้อหา ‘วิวัฒนาการของระบบขนส่งมวลชนในประเทศไทย’ ตั้งแต่เกวียน รถราง รถไฟ จนกระทั่งรถไฟฟ้าที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน ข้อมูลการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคล ตลอดจน ‘ศิลาฤกษ์’ ให้ประชาชนที่สนใจได้เรียนรู้ศึกษาเกร็ดประวัติระหว่างการเดินทาง

ทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสถานที่ไฮไลต์รอบสถานีหัวลำโพง  ซึ่งบริเวณโดยรอบภายนอกสถานียังมีความงดงามอีกหลายแห่งรายล้อม ตั้งแต่คลองผดุงกรุงเกษม ที่สวยงาม สงบร่มรื่น มีร้านคาเฟ่ชิคๆ ในซอยนานา ที่สอดแทรกอยู่ตามสถาปัตยกรรมเก่าอันวิจิตร ยังมีวิถีชีวิตของผู้คนตลาดสองฟากฝั่งถนนไมตรีจิตต์ ที่รอผู้ร่วมทริป Street Photo Walk เข้ามาเปิดมุมมองทำความรู้จักกับย่านแห่งนี้ด้วยตัวเอง  

แต่ทริปนี้ยังมีเซอร์ไพรส์สุดพิเศษ!! มายกระดับความสนุกมากขึ้น กับกิจกรรมประกวดภาพประทับใจจากทีมงานและคุณพิชัย ซึ่งภาพที่ได้รับการคัดเลือกจำนวน 10 ภาพ จะถูกนำไปจัดแสดงใน Exibition สุดพิเศษ ณ รถไฟฟ้าใต้ดินสถานีสวนจตุจักร โอกาสดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ ดังนั้นห้ามพลาดเพราะงานนี้ฟรีตลอดทริป!!

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ ‘Happy Journey with BEM’ ในทริป ‘Street Photo Walk’ สามารถติดตามรายละเอียดการเข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก MRT Bangkok Metro  หรือ https://bit.ly/3er39bW