“จุดเริ่มต้นของผมมาจากหัวลำโพง สมัยที่ยังขี่วินมอเตอร์ไซค์ ผมได้ขี่วนเวียนอยู่โดยรอบสถานีรถไฟหัวลำโพง และใช้สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งทำมาหากิน ชีวิตครอบครัวของผมก็เริ่มต้นจากที่นี่ และผมก็คิดว่ามีอีกหลายชีวิตที่เริ่มต้นจากหัวลำโพง อาจพูดได้ว่าหัวลำโพงเป็นมากกว่าสถานที่ แต่เป็นความทรงจำของทุกคน”
คือคำบอกเล่าหัวลำโพงในความทรงจำของ พิชัย แก้ววิชิต ช่างภาพแนวมินิมอลและแนวสตรีทชื่อดัง ที่พาทุกคนร่วมเดินทางบันทึกภาพ ไปกับ ‘Happy Journey with BEM’ โครงการท่องเที่ยวที่จัดโดย บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทริปสุดพิเศษ ตอบแทนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT ฟรี! โดยครั้งนี้ได้จัดเป็นทริปที่ 4 สถานีหัวลำโพง ‘Street Photo Walk’ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ที่ผ่านมา
ความพิเศษของทริปนี้ก่อนเริ่มเดินเท้าถ่ายภาพย่านหัวลำโพงคือ พิชัยได้ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสอนเทคนิคการถ่ายรูป ผ่านกิจกรรมสเปเชียล ทอล์ก เปิดมุมมองการถ่ายรูปที่น่าสนใจ และสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้ปลดล็อกความเป็นตัวเองผ่านการถ่ายรูป

ศิลปะ คือ เซฟโซนของ ‘พิชัย แก้ววิชิต’
พิชัยเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการถ่ายรูปว่า เกิดจากความชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะศิลปะช่วยให้ลืมปัญหาต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาได้ แต่ด้วยภาระครอบครัวที่ต้องดูแล ทำให้ต้องทำงานขี่วินมอเตอร์ไซค์หาเลี้ยงครอบครัว จึงต้องทิ้งความฝันในการรักศิลปะและรักการถ่ายรูปออกไป
จุดเปลี่ยนที่ทำให้มาเป็นช่างภาพแนวมินิมอลและแนวสตรีทชื่อดังทุกวันนี้ คือ วันหนึ่งมีโอกาสไปช่วยจัดงานนิทรรศการภาพถ่ายของรุ่นพี่ช่างภาพที่รู้จักกัน ขณะแขวนรูปภายในนิทรรศการอยู่นั้น ก็รู้สึกชอบบรรยากาศแบบนี้ ชอบอยู่กับงานศิลปะ และชอบวิถีชีวิตที่ไม่ต้องเร่งรีบ เพราะความจริงต้องไปขี่วินมอเตอร์ไซค์ ต้องอยู่บนท้องถนนที่รู้สึกได้ถึงความวุ่นวายและเร่งรีบ แต่พอเข้ามาอยู่ในห้องจัดนิทรรศการที่รายล้อมไปด้วยงานศิลปะก็รู้สึกถึงความเงียบสงบ จึงรู้สึกได้ว่านี่คือพื้นที่ของเรา
“ขณะที่ยืนอยู่ในพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการภาพถ่ายแห่งนั้น ได้คิดกับตัวเองว่า ถ้ามีปุ่มกดแล้วผมตายได้ ผมเลือกที่จะกดปุ่มนั้น เพราะรู้แล้วว่าเราอยากอยู่ในพื้นที่ที่รายล้อมไปด้วยงานศิลปะ จึงรู้สึกว่าอยากตายแล้วไปเกิดใหม่ ซึ่งความจริงแล้วชีวิตจริงไม่สามารถตายได้ แต่เป็นการตายทางความคิดของเรามากกว่า” พิชัยเล่าประสบการณ์ของตนเองในอดีต
สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น ทำให้พิชัยกลับมาคิดทบทวนถามตนเองว่า ความรู้สึกดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแค่ความชอบ แต่รู้สึกว่าถ้าตัวเขาสามารถตายให้งานศิลปะได้ แสดงว่าต้องมีอะไรที่พิเศษมากกว่านั้น จึงเป็นการจุดประกายทางความคิดให้หันกลับมาทำอะไรเพื่อตนเองบ้าง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ทำทุกอย่างมาเพื่อผู้อื่นโดยตลอด จนในที่สุดก็เดินทางเพื่อหาคำตอบว่า ตัวตนที่เกิดมาพร้อมกับเขาจริงๆ คืออะไร และเมื่อรู้แล้วจะทำอย่างไรต่อไป
รูปถ่ายโดยพิชัย แก้ววิชิต ที่โพสต์ลงในอินสตาแกรม @phichaikeawvichit เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2561
มองทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวให้เป็นศิลปะ
เมื่อพิชัยรู้ว่าตนเองชอบการถ่ายรูปเป็นชีวิตจิตใจ แต่ด้วยการทำงานขี่วินมอเตอร์ไซค์ทำให้ไม่มีเวลาเดินทางออกไปถ่ายรูปในพื้นที่สวยๆ ตามพื้นที่ต่างจังหวัด ทั้งยังมีเรื่องค่าใช้จ่ายเข้ามาเป็นปัญหาอีก จึงคิดว่า หากการถ่ายรูปคือศิลปะอย่างหนึ่ง เขาได้เริ่มแหงนมองเพดาน มองท้องฟ้า และมองสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว ทำให้รู้ว่าศิลปะมีองค์ประกอบคือ เส้น สี แสงและเงา รูปร่างและรูปทรง ซึ่งทุกอย่างที่กล่าวมาล้วนเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวทั้งสิ้น เพียงแต่ทุกคนมองข้ามไป
“ผมเริ่มใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวที่มีแสงและเงา ทั้งขาโต๊ะ ขาเก้าอี้ ฯลฯ ซึ่งตอนที่ถ่ายรูปไม่ได้คิดว่าภาพที่สวยจะต้องออกมาเป็นอย่างไร หลักการถ่ายรูปที่ถูกต้องเป็นแบบไหน และเทคนิคการถ่ายรูปแบบมืออาชีพคืออะไร จึงไม่ได้คิดว่ารูปที่ถ่ายออกมาจะเป็นรูปที่ดี หรือสมบูรณ์แบบในสายตาใคร รู้แค่เพียงเป็นงานศิลปะที่สวยงามในสายตาของเราเท่านั้น”
ช่างภาพแนวมินิมอลและแนวสตรีทชื่อดัง ยังบอกอีกว่า หลังจากเริ่มมาถ่ายรูปอย่างจริงจัง ทำให้เริ่มสังเกตสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวมากขึ้น และเห็นอะไรเป็นศิลปะไปทุกอย่าง จากที่เมื่อก่อนต้องผ่านกระบวนการคิดและกลั่นกรองกว่าจะได้รูปถ่ายแต่ละรูป กลายเป็นว่าปัจจุบันมองสิ่งที่อยากจะถ่ายเป็นสิ่งที่ใช่สำหรับเรา เมื่อใช่แล้วก็ลงมือกดชัตเตอร์ลงไปเลย

ฟีดแบ็กผู้ชมรูปถ่ายในอินสตาแกรม สร้างแรงผลักดันในการผลิตผลงาน
จากโทรศัพท์มือถือ พิชัยก็เปลี่ยนมาใช้กล้องถ่ายรูปเล็กๆ ที่สามารถซูมได้ เพื่อให้มีความคล่องตัว สามารถพกพาไปยังสถานที่ต่างๆ ได้สะดวก และได้เปลี่ยนแนวการถ่ายรูปจากการถ่ายรูปขาโต๊ะ ขาเก้าอี้ หันไปถ่ายรูปมุมตึก หรือเห็นอะไรที่น่าสนใจ ก็หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปไว้ และเพื่อให้ผลงานเป็นที่รู้จักมากขึ้น จึงได้เปิดแอ็กเคานต์ในอินสตาแกรม @phichaikeawvichit ไว้แสดงผลงานของตนเองออกสู่สายตาสาธารณชน
“รูปแรกที่ผมโพสต์ลงในอินสตาแกรม เป็นรูปที่ถ่ายจากวัดอรุณราชวราราม ซึ่งรูปวัดนั้นมีคนถ่ายเป็นจำนวนมาก แต่ผมก็คิดว่าจะถ่ายอย่างไรให้รูปที่ออกมาไม่เป็นรูปที่ทุกคนคุ้นเคย จึงมองภาพวัดให้เป็นศิลปะ มองบันไดให้เป็นเส้นแนวนอน มองเจดีย์ให้เป็นสามเหลี่ยม เมื่อได้ครบองค์ประกอบแล้วเราก็จัดวางลงไป รูปที่ออกมาอาจไม่ได้เป็นเจดีย์ที่เต็มองค์ แต่ให้ทุกส่วนของรูปนี้มีความสมดุลกัน เพราะไม่ได้อยากถ่ายบันทึกให้เห็นว่านี่คือเจดีย์ แต่อยากถ่ายจากความรู้สึกและจินตนาการจนออกมาเป็นรูปถ่ายนี้”
รูปถ่ายวัดอรุณฯ โดยพิชัย แก้ววิชิต
เป็นที่น่าสนใจว่าเมื่อพิชัยเริ่มลงรูปถ่ายในอินสตาแกรมมากขึ้น ก็มีกระแสตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้เข้ามากดไลก์และแสดงความคิดเห็นในรูปถ่ายอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นแรงผลักดันในการทำงานถ่ายรูปมาโดยตลอด และพร้อมจะสร้างสรรค์ผลงานออกสู่สายตาของทุกคนต่อไป
“เริ่มมีผู้ให้ความสนใจในผลงานมากขึ้น ก็มีอาการเกร็งและกังวล แต่ก็ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นว่า สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ทำไปเพื่ออะไร คำตอบคือ ได้ถ่ายรูป ตรงนี้เองทำให้ผมนึกย้อนไปตอนที่ถอดเสื้อวินยัดใส่ใต้เบาะ แล้วสะพายกล้องเดินออกไปถ่ายรูป เมื่อถ่ายแล้วก็โพสต์ลงไป เพื่อให้ทุกคนได้เห็นผลงาน นั่นคือความสุขของผมแล้ว” พิชัยเล่าด้วยสีหน้ายิ้มอย่างภูมิใจ
ด้วยสไตล์การถ่ายรูปที่น้อยแต่มาก โดดเด่นด้วยลายเส้นและแสงเงา ทำให้ผลงานของพิชัยเริ่มเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง นำสู่จุดเปลี่ยนที่พาให้เขาก้าวสู่การเป็นศิลปินเต็มตัว นั่นคือ การได้จัดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย ‘Accidentally Professional Exhibition’ ในปี 2562 ที่บ้านอาจารย์ศิลป์ พีระศรี
หลังจากนั้น พิชัยก็ได้ร่วมแสดงผลงานในนิทรรศการต่างๆ ระดับประเทศ อาทิ ‘Unlock’ (2563) นิทรรศการเดี่ยว ที่ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก, นิทรรศการกลุ่ม ‘Urban in Progress’ (2564) ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เป็นต้น
ล่าสุด พิชัยมีนิทรรศการเดี่ยว ‘The Memoir of Movement’ ที่ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม – 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องราวความเคลื่อนไหวของทุกสรรพสิ่ง ทั้งมองเห็นและมองไม่เห็น สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต รวมถึงความเคลื่อนไหวทางอารมณ์และตัวตนภายในของตัวเขาเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เห็นว่าหยุดนิ่งอยู่ในปัจจุบัน สิ่งนั้นมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

เทคนิคการถ่ายรูปของ ‘พิชัย แก้ววิชิต’ ให้ใช้ความรู้สึกถ่ายทอดออกมา
พิชัยเล่าว่า มักจะมองสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวให้เป็นองค์ประกอบของศิลปะ แต่เชื่อว่าก็ไม่ง่ายที่จะมองเช่นนั้น จึงอยากให้ทุกคนใช้ความรู้สึกของตนเอง อย่าไปกังวลว่ารูปที่ถ่ายออกมาจะสวยหรือไม่ หากทุกคนใช้ความรู้สึกถ่ายทอดลงไปในรูปถ่าย และปลดปล่อยอิสระของตนเอง เชื่อว่ารูปที่ถ่ายออกมาจะสวยงามทุกรูปอย่างแน่นอน
“หากทุกคนถ่ายรูปตามเทคนิคเสมือนว่าทุกคนเดินไปตามเส้นทางเดียวกัน เราจะไม่เจออะไรที่แปลกใหม่และแตกต่างไปจากเดิม แต่ถ้าเกิดเราเชื่อตัวเอง อาศัยประสบการณ์ หรือภูมิหลังของแต่ละบุคคล บางสิ่งบางอย่างที่อยู่ภายในอาจถูกขับออกมาผ่านงานถ่ายรูปได้
“อยากให้ทุกคนนึกย้อนกลับไปตอนที่เป็นเด็ก ทุกคนได้เล่น ได้ทำในสิ่งที่ไม่ต้องหาเหตุผลของการกระทำนั้นๆ ตรงจุดนี้เองจะช่วยสร้างทักษะบางอย่างที่พิเศษ ซึ่งแต่ละคนถูกหล่อหลอมออกมาไม่เหมือนกัน งานที่ออกมาก็จะเป็นมุมมองเฉพาะของแต่ละบุคคล”
ช่างภาพแนวมินิมอลและแนวสตรีทชื่อดังยังแนะอีกว่า อยากให้ทุกคนสังเกตเรื่อง เส้น สี แสงและเงา รูปร่างและรูปทรง โดยองค์ประกอบทั้งหมดต้องจัดแบ่งออกมาเป็นกลุ่ม ให้ทุกอย่างออกมาในรูปแบบสไตล์ของเรา และผสมผสานกันได้อย่างลงตัว
‘หัวลำโพง’ สถานที่แห่งความทรงจำของทุกคน
‘หัวลำโพง’ หนึ่งในย่านที่มีเรื่องราวความเป็นมาที่ยาวนานแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ เพราะเป็นแหล่งรวมศิลปะ วัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยว และความเจริญด้านต่างๆ เอาไว้ในย่านนี้ กล่าวได้ว่าพื้นที่โดยรอบหัวลำโพง ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่น่าสนใจและได้รับความนิยม จนกลายเป็นจุดหมายให้ทุกคนที่รักในการถ่ายรูปได้เดินทางมาเก็บภาพของอาคารเก่าแก่ รวมถึงวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ ราวกับว่าได้ย้อนเวลากลับไปในอดีตได้อีกครั้ง
พิชัยเล่าว่า จุดเริ่มต้นของเขามาจากหัวลำโพง ในสมัยที่ยังขี่วินมอเตอร์ไซค์ ได้ขี่วนเวียนอยู่โดยรอบสถานีรถไฟหัวลำโพง และใช้สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งทำมาหากิน ชีวิตครอบครัวก็เริ่มต้นจากที่นี่ และคิดว่ามีอีกหลายชีวิตที่เริ่มต้นจากหัวลำโพง
“อาจพูดได้ว่าหัวลำโพงเป็นมากกว่าสถานที่ แต่เป็นความทรงจำของทุกคน” พิชัยเผย
‘Happy Journey with BEM’ ทริปที่ 4 สถานีหัวลำโพง ‘Street Photo Walk’ ถือเป็นกิจกรรมที่ทำให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของสถานที่และผู้คน ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า คาเฟ่ แกลลอรี รวมทั้งทุกพื้นที่ที่เดินเท้าผ่านเข้าไปถ่ายรูป ทุกคนจะพบกับวิถีชีวิตของผู้คนที่ผสมผสานกับความเก่าแก่ของย่านนี้ ช่วยให้ย่านหัวลำโพงเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยหลับใหลและยังคงเป็นสถานที่ที่สำคัญของทุกคนต่อไป
สำหรับใครที่พลาด ‘Happy Journey with BEM’ ในครั้งนี้ ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะยังมีทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ฟรี! ให้เข้าร่วมสนุกในทริปหน้า คือ สถานีอิสรภาพ ‘ตามรอยพระเจ้าตากสิน เที่ยวฝั่งธน’ วันที่ 17 ธันวาคม 2565 ชมวัง ชมวัด ตามรอยพระเจ้าตากสิน กับวิทยากรพิเศษ ปรามินทร์ เครือทอง นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ผู้เขียนหนังสือ ชำแหละแผนยึดกรุงธนบุรี และ กบฏเจ้าฟ้าเหม็น
ติดตามรายละเอียดและข้อมูลข่าวสารได้ที่ เฟซบุ๊ก: MRT Bangkok Metro ทวิตเตอร์: MRT Bangkok Metro อินสตาแกรม: mrt_bangkok และโมบายแอปพลิเคชัน Bangkok MRT “เดินทางปลอดภัย สะดวก รวดเร็ว ด้วยรถไฟฟ้า MRT”

