กรณีแนวสันเขื่อนประกอบของเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ในพื้นที่ลาวใต้ ทำให้เขื่อนกลับมาเป็นที่จับตามองกันอีกครั้ง ผลกระทบจากการสร้างเขื่อน ซึ่งมีทั้งทางบวกและลบ ถูกนำมาพูดถึงกันอีกครั้ง
แน่นอนสืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ลาวใต้ ทำให้จุดโฟกัสไปอยู่ที่อันตรายเฉพาะหน้าของเขื่อน นั่นคือถ้าเกิดเขื่อนแตก เขื่อนพังขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น จะรับมือกันอย่างไร?
เกิดคำถามตามมาขึ้นหลายคำถาม ตั้งแต่เรื่องของความแข็งแรงของตัวเขื่อน มาตรฐานการก่อสร้าง เรื่อยไปจนถึงความพยายามค้นหาว่า อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของสถานการณ์เขื่อนแตกที่อัตตะปือกันแน่
ใช่ เป็นเพราะอิทธิพลของภาวะโลกร้อน ที่ทำให้เกิดสิ่งที่นักวิชาการด้านดินฟ้าอากาศเรียกว่า “สภาวะภูมิอากาศสุดโต่ง” บทจะร้อนก็ร้อนจัดจนแล้งคุกคาม เมื่อฝนตกก็ตกกระหน่ำต่อเนื่องกันไม่ลืมหูลืมตา
จนเป็นเหตุที่มาของมวลน้ำมหาศาลเกินขีดความสามารถในการรองรับของเขื่อนหรือเปล่า?
บางคนตั้งข้อสังเกตไปจนถึงเรื่องการเมือง เรื่องคอร์รัปชั่น อันอาจทำให้การก่อสร้างไม่แข็งแรงอย่างที่ควรจะเป็น
แต่มีไม่น้อยเหมือนกันที่ชี้ให้เห็นจุดบกพร่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า จะเกิดการสูญเสียน้อยกว่าที่เห็น หากมีระบบเตือนภัยและระบบอพยพในยามวิกฤตที่เป็นระบบระเบียบมากกว่าที่เห็นกันอยู่
น่าดีใจที่มีนักวิชาการด้านวิศวกรรมของไทยแหล่งน้ำออกมาพูดถึงความสำคัญของเรื่องนี้กันบ้างแล้ว อย่างเช่นกรณีที่มีการโยนคำถามไว้กลางวงเสวนาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า ถ้าเขื่อนศรีนครินทร์แตก น้ำจะท่วมกาญจนบุรี 4 เมตร ในเวลา 4 ชั่วโมง จะอพยพกันทันไหม? อพยพกันอย่างไร? ไปไหน? เป็นต้น
น่าสนใจดี แต่ก็ทำให้มีข้อกังขาเกิดตามมาอีกว่า ถ้าหากเกิดมีแผนอพยพแล้วต้องซักซ้อม ทำความเข้าใจกันในทางปฏิบัติ จะซ้อมกันไหม? สาธารณชนทั่วไปจะรู้สึกอย่างไรกับการซักซ้อมการอพยพรับมือเขื่อนแตก?
คำถามเหล่านี้เกิดขึ้นเนื่องจากเราได้เห็นตัวอย่างกันจะจะ ถึงอันตรายจากเขื่อน ซึ่งจริงๆ แล้วนั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งซึ่งเป็นผลกระทบทางลบจากการสร้างเขื่อน แต่ยังมีอีกหลายกรณีที่เคยพูดกันมาแล้วก็เลือนหายไปเฉยๆ
ในกรณีของสารพัดเขื่อนในลาวก็เช่นเดียวกัน คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission : MRC) องค์การร่วมมือระหว่างรัฐบาลในแถบลุ่มน้ำโขง เพื่อส่งเสริมและประสานงาน จัดการและพัฒนาแหล่งน้ำและทรัพยากรอื่น ที่เกี่ยวข้องอย่างยั่งยืน เคยจัดทำรายงานความยาว 3,600 หน้า เผยแพร่ออกมาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา พูดถึงอนาคตของแม่น้ำโขงภายใต้ชะตากรรมของสารพัดเขื่อนตั้งแต่จีนเรื่อยมาถึงลาวเอาไว้ มีหลายประเด็นสำคัญชวนให้นำไปขบคิดกันต่อ
ประเด็นหนึ่งที่รายงานชิ้นนี้ คาดการณ์เอาไว้ในทางวิชาการก็คือ ภายในปี 2040 หรืออีก 12 ปีนับแต่นี้ จะเกิดปรากฏการณ์ปลาและสัตว์น้ำในลำน้ำโขง “ลดลงอย่างมหาศาล” แต่ละประเทศในพื้นที่ไหลผ่านของลำน้ำโขงจะประสบปัญหานี้กันถ้วนหน้า ในสัดส่วนที่แตกต่างกันออกไป
ในรายงานดังกล่าวคาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะจับปลาจากลำน้ำโขงได้น้อยลง 55 เปอร์เซ็นต์ ลาว ลดลง 50 เปอร์เซ็นต์ กัมพูชา ลดลง 35 เปอร์เซ็นต์ และเวียดนาม ลดลง 30 เปอร์เซ็นต์
กรณีดังกล่าวจะเป็นปัญหามากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับสภาวะการณ์ในแต่ละประเทศอีกเช่นกัน ในบางประเทศ อาชีพที่เคยทำกันมาแต่รุ่นปู่รุ่นย่า คือการทำประมงในลำน้ำโขง อาจจำเป็นต้องสิ้นสุดยุติลง
แต่ในบางประเทศอาจเป็นเรื่องใหญ่โตไม่น้อย ตัวอย่างเช่นในกรณีของชาวกัมพูชา ซึ่ง 80 เปอร์เซ็นต์ของโปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่บริโภคในแต่ละปีได้จากเนื้อปลาที่ได้จากการทำประมงในลำน้ำโขงและล้ำน้ำสาขา การขาดหายไปของปลามากถึง 35 เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กแน่นอน
รายงานชิ้นนี้ยังพูดถึงการคุกคาม “ร้ายแรง” ในระยะยาวของเขื่อนที่มีต่อระบบนิเวศในพื้นที่ราบลุ่มลำน้ำโขงไว้ด้วยว่า การหายไปของตะกอนที่เดิมเคยถูกพัดพาไปตามกระแสน้ำ ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่เกษตรกรรมตามแนวลำน้ำสำคัญนี้หมดสิ้นไป
ผลถึงที่สุดคือการลดลงของรายได้จากการเกษตรกรรม ซึ่งทำให้ประเมินได้ว่าเขื่อนทั้งหลายสามารถทำให้จีดีพีของทุกประเทศตามแนวแม่น้ำโขงต่อจากจีนลดลงกันถ้วนหน้า
แต่ดูเหมือนทุกประเทศจะแค่รับฟังรับรู้กันไว้เฉยๆ เท่านั้นเอง

