พลันที่ปี่กลองทางการเมืองดัง
ความเคลื่อนไหวของพรรคและนักการเมืองก็คึกคัก
เช่นเดียวกันกับการวิเคราะห์อนาคตการเลือกตั้ง
จากผู้รู้และผู้ติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด
คณิตศาสตร์การเมืองเบื้องต้นมีดังนี้
10 ตุลาคม
รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนวิเคราะห์ระบบ
เลือกตั้งการเมืองไทย ในเฟซบุ๊กส่วนตัว Siripan Nogsuan Sawasdee ความว่า
คณิตศาสตร์ของระบบเลือกตั้งและข้อเท็จจริงในการเมืองไทย
1.เป็นไปได้ไหมที่เพื่อไทยจะไม่ได้คะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อเลย?
ข้าพเจ้าคิดว่าไม่น่าเป็นเช่นนั้น
…แม้กลไกระบบเลือกตั้งใหม่ จะทำให้เพื่อไทยได้ ส.ส.น้อยลง
แต่ด้วยสัดส่วนคะแนนที่เพื่อไทยชนะในอันดับ 2 และ 3 ที่สูงดังกล่าว
จึงเชื่อว่าเพื่อไทยน่าจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่น้อยกว่า 20 ที่นั่ง ไม่ใช่ 0 ที่นั่ง
เมื่อรวมกับ ส.ส.เขตแล้ว มีความเป็นไปได้ที่จะได้ 200 ที่นั่ง (+/-10)
2.พรรคประชาธิปัตย์ ดูเหมือนได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมามากกว่าที่คาดไว้ ทั้งการเกิดพรรคประชาชาติ การไหลออกของอดีต ส.ส.กทม. ชลบุรี และในอีกบางจังหวัด
การที่ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ แยกไปตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย และฐานเสียงของพรรคบางส่วนที่อาจหันไปหนุน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
จากการพลิกผันทางการเมือง อาจทำให้ประชาธิปัตย์ได้ที่นั่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
แต่ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ 20 คนแรกของพรรค น่าจะอยู่ในเขตปลอดภัย เช่นเดียวกับเพื่อไทย
3.ในระบบเลือกตั้งที่ทุกคะแนนจะถูกแปรเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ เชื่อว่ายุทธศาสตร์ที่ดีของทุกพรรคคือส่ง “ตัวจริง” ลง ส.ส.เขต เพื่อเก็บทุกแต้มให้มากที่สุด
4.พรรคขนาดกลาง ในที่นี้หมายถึงพรรคที่มีคะแนนประมาณ 10-50 ที่นั่ง ได้ประโยชน์มากที่สุดจากคณิตศาสตร์ของระบบเลือกตั้งนี้
พรรคขนาดกลางอย่างภูมิใจไทย และชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน จะได้ที่นั่งเพิ่มขึ้น และอาจเป็นตัวแปรสำคัญหลังการเลือกตั้ง
5.พรรคตั้งใหม่แต่กระแสแรง คืออนาคตใหม่ และพลังประชารัฐ
อนาคตใหม่ ไม่น่าจะมีผู้สมัครของพรรคชนะเลือกตั้งในระบบเขต แต่ระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสม และศักยภาพของพรรคจะเอื้อให้เป็นพรรคขนาดกลางได้
ยุทธศาสตร์ของพรรคคือ การส่งผู้สมัครลงทุกเขตเลือกตั้งเพื่อรวบรวมคะแนนให้มากที่สุด
แต่การส่งผู้สมัครที่ส่วนใหญ่ไม่มีฐานเสียงในพื้นที่มาก่อน ไม่ใช่เรื่องง่าย
ผู้สมัครเหล่านี้รู้ตัวว่าตนเองแทบไม่มีโอกาสชนะ แต่ต้องหาเสียงเพื่อแปรให้เป็นคะแนนผู้สมัครบัญชีรายชื่อ
พรรคพลังประชารัฐ จะได้ทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ
แต่ความสำเร็จหรือล้มเหลวอยู่กับว่าจะดึงกลุ่มและตระกูลทางการเมืองที่มีอดีต ส.ส. เข้าร่วมกับพรรคได้มากแค่ไหน
นักการเมืองหน้าเก่าเหล่านี้ จะยังเป็นที่นิยมของประชาชนในพื้นที่หรือไม่
ภายใต้ “แบรนด์” ใหม่ ที่ชูธงคงอำนาจของ คสช.
วันเดียวกัน
บีบีซี ภาคภาษาไทย ทดลองประมาณ
จำนวนส.ส.ของแต่ละพรรคการเมืองในการเลือกตั้งกุมภาพันธ์ 2562
โดยอาศัยฐานข้อมูลการเลือกตั้งปี 2554 ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า
1.การคำนวณนี้คิดบนพื้นฐานคะแนนรวม ส.ส. เขตทั้งหมดในปี 2554 แต่เมื่อบัตรเลือกตั้งมีใบเดียวยากจะคาดเดาเหตุผลในการตัดสินใจของประชาชน
2.ขณะนี้มีพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก อีกทั้งผู้เล่นหน้าเก่ายังอยู่ระหว่างโยกย้ายพรรค ซึ่งอาจนำฐานเสียงเดิมติดตัวไปด้วย
และพบว่า
พรรคเพื่อไทยจะได้ ส.ส. 204 คน แยกเป็น ส.ส.ระบบเขต 190 คนและบัญชีรายชื่อ 14 คน
ประชาธิปัตย์ 145 (107-38)
ภูมิใจไทย 50 (27-23)
ชาติไทยพัฒนา 22 (14-8)
ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 18 (5-13)
พลังชล 6 (6-0)
มาตุภูมิ 5 (1-4)
รักษ์สันติ 2 (0-2)
พรรคใหม่ๆ 48 (0-48)
การคาดการณ์โดยอาศัยฐานเสียงและจำนวน ส.ส.จาก 2554 มาใช้กับเลือกตั้ง 2562
จะแม่นยำ หรือเกิดความเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกผันอย่างไร
ยังมีเวลาที่จะติดตามกันต่อไป

