ส่งสัญญาณถึงการเลือกตั้งในห้วงต้นปี 2562 ของไทยอีกครั้ง เมื่อ “เสี่ยแม้ว” ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ เอ็นเอชเค ของญี่ปุ่น คาดการณ์อย่างมีความมั่นใจว่า
“การเลือกตั้งใหญ่ในประเทศไทยที่คาดว่าจะจัดขึ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2562 ตามที่รัฐบาลและ คสช. ประกาศไว้โดยเป็นไปอย่างเสรีและยุติธรรม
ผมคิดว่าพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยรวมกันจะได้ที่นั่งในสภาผู้แทนมากกว่า 300 ที่นั่ง จากทั้งหมด 500 ที่นั่ง นี่คือเวลาที่ประชาชนจะหย่อนบัตรเลือกตั้ง เพื่อจัดการเผด็จการออกจากประเทศไทย
หากฝ่ายประชาธิปไตยได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า 300 ที่นั่ง จาก 500 ที่นั่ง รัฐบาลจะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่สามารถผ่านงบประมาณ และยังต้องเจอกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขณะที่วุฒิสภาไม่มีส่วนในการลงคะแนน รัฐบาลก็จะล่มในไม่กี่สัปดาห์”
แม้การวิเคราะห์และคาดการณ์ของ “นายทักษิณ” อาจมีความมั่นใจในเหตุ ปัจจัย รวมทั้งจุดขายของพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคที่เป็นเครือข่ายพันธมิตร ที่ยึดหลักการประชาธิปไตย ที่จะสามารถได้แก้สมการคณิตศาสตร์ทางการเมือง ให้ได้คำตอบเก้าอี้ ส.ส. 300 ที่นั่ง จากทั้งหมด 500 ที่นั่ง
แต่ในความจริง ด้วยกติกาการเลือกตั้ง “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวชี้ขาดทั้งเก้าอี้ ส.ส.แบบเขตและแบบบัญชีรายชื่อ โอกาสที่ “พรรคเพื่อไทย” และพรรคเครือข่าย จะกวาดเก้าอี้ ส.ส.ได้ทะลุเป้า 300 เสียง ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก
ยิ่งหากมองตามหลักความจริง จุดแข็งของพรรคเพื่อไทย คือ จำนวน ส.ส.เขต ซึ่งแกนนำพรรคต่างรับรู้กันเป็นอย่างดีว่า หากได้ ส.ส.เขตในจำนวนที่ใกล้เคียงกับจำนวน ส.ส.ที่พรรคเพื่อไทยพึงมีแล้ว โอกาสที่จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบเป็นกอบเป็นกำ คงเกิดขึ้นยาก
จากการประเมินล่าสุดของแกนนำพรรค เก้าอี้ ส.ส.เขตที่พรรคเพื่อไทยคาดว่าจะได้ นั่นคือ 190 ที่นั่งบวก-ลบ ที่ต้องลุ้น นั่นคือ ส.ส.บัญชีรายชื่อว่าจะได้เติมกลับมาสักกี่เก้าอี้ แต่โดยรวมแล้วเก้าอี้ ส.ส.คงไม่ถึง 265 ที่นั่ง เท่ากับการเลือกตั้งเมื่อปี 2554
ยุทธศาสตร์ที่พรรคเพื่อไทยจะใช้แก้เกมดึงเก้าอี้ ส.ส.บัญชีรายชื่อกลับคืนมา นั่นคือ การขับเคลื่อนพรรคพันธมิตร และพรรคเครือข่าย ในลักษณะ “แยกกันเดินแต่ร่วมกันตี” ทั้งพรรคเพื่อธรรม (พธ.) พรรคเพื่อชาติ (พ.พ.ช.)
ด้วยการจัดวางผู้สมัคร ส.ส. กระจายตัวไปยังพรรคเครือข่าย โดยส่งชิงเก้าอี้ ส.ส.ในเขตที่ไม่ซ้ำซ้อนกับ พรรคเพื่อไทย ป้องกันการตัดคะแนนกันเอง
แต่ในทางปฏิบัตินั้นไม่ง่าย เพราะอดีต ส.ส.ระดับ “เกรดเอ” เจ้าของพื้นที่เดิม ย่อมไม่มีใครอยากเอาตัวเองไปเสี่ยงกับพรรคเครือข่าย ที่หวังลุ้นแค่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งมีโอกาสสูง ถึงขั้นชวดเก้าอี้ ส.ส.
เพราะในพื้นที่จริงชาวบ้าน รวมทั้งฐานเสียงของ ส.ส.แต่ละคน อาจจะรักและศรัทธาในแบรนด์ของพรรคเพื่อไทย และอยากเลือกผู้แทนของพื้นที่ตัวเองให้ได้ไปเป็นทำหน้าที่ ส.ส. เป็นปากเป็นเสียงให้
หากผู้สมัคร ส.ส.ดันย้ายไปลงสมัครพรรคเครือข่าย การทำความเข้าใจในช่วงหาเสียงกับชาวบ้านที่อาจจะยังไม่เข้าใจ กลเกมทางการเมืองอาจต้องออกแรงเหนื่อยกับปัญหา “คนที่รัก แต่ดันไปอยู่กับพรรคที่ไม่ชอบ”
ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นปัญหาที่แกนนำพรรค ต้องไปเคลียร์กับอดีต ส.ส.ในแต่ละเขต แต่ละพื้นที่ให้ชัดว่า จะจัดวางใครไว้ตรงไหน อย่างไร
เพื่อที่ผู้สมัคร ส.ส.แต่ละคน จะได้มีเวลาเตรียมพร้อม ลงไปทำการบ้านตามที่ได้รับมอบหมาย
เพื่อคำตอบสุดท้าย หลังปิดหีบเลือกตั้งปี 2562 กับจำนวนเก้าอี้ ส.ส. ของทั้งพรรคหลักและพรรคเครือข่าย ไม่ต่ำกว่า 300 ที่นั่ง

