กระแสการตั้งพรรคใหม่ “พรรคไทยรักษาชาติ” เพื่อรองรับผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย โดยจะมีการแยกส.ส.เขตไปสังกัดอีกพรรค เป็นแนวคิดมาใหม่จากแกนนำพรรคเพื่อไทย เพื่อแก้ปัญหากฎกติกาในการเลือกตั้ง ที่จะทำให้พรรคขนาดใหญ่ ได้ส.ส.เขตจำนวนมาก แต่ส.ส.บัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์จะหดหายหรือวูบลงไป
หากลงสมัครกันแบบเดิมๆ เพื่อไทยจะกลายเป็นพรรคอยู่ในระดับ 180-190 เสียง ทั้งที่เชื่อว่ามีศักยภาพที่จะได้ถึงครึ่งสภา คือ 250 เสียง
แหล่งข่าวในพรรค ระบุถึงเรื่องนี้ว่านายทักษิณ ชินวัตร มีเป้าหมายจะได้ส.ส.ทั้ง 2 ประเภทถึง 300 เสียง ดังที่ให้สัมภาษณ์สื่อญี่ปุ่นที่ฮ่องกงเมื่อเร็วๆนี้ ทำให้สงสัยกันว่า เสี่ยแม้วจะมีกลยุทธเรียกเก้าอี้ส.ส.อย่างไร และต่อมามีข่าวจากภายในพรรคว่า มีการเตรียมพรรคปาร์ตี้ลิสต์อีกพรรคไว้แล้ว และเปิดเผยว่าอาจจะใช้ชื่อ “พรรคไทยรักษาชาติ” ซึ่งย่อออกมาเป็น ทษช. พ้องกับชื่อของอดีตนายกฯ
รายงานข่าวเผยว่า แนวคิดในเรื่องนี้ก็คือ ขณะที่ปาร์ตี้ลิสต์ไปลง “ทษช.” ส.ส.เขตที่เป็นตัวเต็งว่าจะสอบได้ จะย้ายไปเพื่อธรรม เพราะกลัวพรรคเพื่อไทยถูกยุบจากกรณีแกนนำ 9 คนถูกดำเนินคดีและมีการเร่งรัดส่งเรื่องไปถึงอัยการแล้ว
แนวคิดนี้ปรากฏออกมา ขณะที่จะมีการประชุม เพื่อเลือกหัวหน้าเพื่อไทยวันที่ 28 ตุลาคมนี้ ซึ่งมีกระแสข่าวว่า กรรมการเพื่อไทยจะเป็นชุดเดิม
หัวหน้าพรรค มีการวางตัว พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ที่รักษาการณ์มาตั้งเกือบ 5 ปีแล้วเอาไว้
ส่วนคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จะไม่เป็นหัวหน้าตามแรงเชียร์ เพราะกลัวการยุบพรรคจะต้องซ้ำรอยอดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์
ดังนั้น จะผันตัวเองไปรับตำแหน่งสำคัญ และที่แน่ๆจะเป็นผู้มีชื่อเป็นผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ หนึ่งในสามชื่อ
จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เมื่อเตรียมจะอพยพย้ายพรรค เตรียมเปิดพรรคใหม่ แล้วจะเลือกคณะกรรมการบริหารด้วยเหตุผลอะไร แต่ความเป็นไปได้ คือ เป็นการกำหนด หรือจับจองบทบาทหน้าที่เอาไว้ก่อน
ยังมีโจทย์ที่รอการเฉลยอีกหลายเรื่อง อาทิ ข้อเสนอว่าน่าจะใช้ชื่อพรรคเพื่อไทยทำปาร์ตี้ลิสต์ เพราะน่าจะหาเสียงหาคะแนนได้มากกว่าเอาอดีตส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ไปรวมกันในพรรคใหม่ ซึ่งประชาชนอาจไม่รู้จัก ส่วนส.ส.เขตที่มีบารมี มีคะแนนส่วนตัว ไปอยู่พรรคใหม่
เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ แต่จะสรุปอย่างไร ยังต้องรอคอย
และถ้าจะใช้เพื่อไทยหาปาร์ตี้ลิสต์จริงๆ คงต้องยกเครื่องพรรคเพื่อไทยให้ไฉไลและดึงดูดมากกว่านี้
ความเคลื่อนไหวของเพื่อไทยในระยะนี้ คือการพยายามใช้เวลาที่เหลืออยู่ จัดระบบเพื่อต่อสู้ตามกติกาของคสช. โดยให้เสียเปรียบน้อยที่สุด
แต่ใช่ว่าจะราบรื่นไปหมด เพราะแนวคิดเหนือเมฆ เปิดพรรคใหม่ แล้วก็เปิดกันมาเต็มไปหมด สร้างความสับสนทั้งประชาชนและผู้สมัคร ว่าเป็นฝ่ายไหน ใครจะอยู่ตรงไหน และเป็นเครือข่ายกันจริงหรือไม่ สุดท้ายจะมาแข่งกันเองหรือไม่
ถ้ายังไม่มีความชัดเจนโดยเร็ว ไม่ใช้การประชุม 28 ต.ค.ในการเคลียร์ข้อสงสัย และยกเครื่อง จัดทัพทีมบริหารพรรคให้เฉียบขาดกว่านี้
อาจส่งผลกระทบหลายเด้ง
ในภาวะที่มีพรรครุ่นใหม่เกิดขึ้น แฟนคลับของเพื่อไทย อาจจะขยับไปสนใจ”อนาคตใหม่” ที่ก้าวย่างกระฉับกระเฉงคล่องตัว ด้วยเนื้อหาสดใหม่มากกว่า

