เหตุการณ์ความรุนแรงถึงขั้นบุกฆ่าพระสงฆ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ของไทยเมื่อวันที่ 18 ม.ค. เป็นเรื่องที่สะเทือนขวัญและสะเทือนใจผู้คนครั้งใหญ่
ความสะเทือนใจนี้ยังแทรกมาด้วยอารมณ์ที่ต้องการตอบโต้รุนแรง ตามที่ปรากฏเป็นกระแสในโลกโซเชี่ยล หลายคนบอกว่าต้องเลิกโลกสวย เลิกประนีประนอมได้แล้ว ถึงเวลาต้องใช้กำลังปราบปรามอย่างเด็ดขาด อีกทั้งยังแสดงความไม่พอใจเมื่อรัฐบาลระบุว่าจะไม่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา
ท่าทีของรัฐบาลระบุว่ามาจากการประเมินเป้าหมายของคนร้ายที่มุ่งทำลายขวัญกำลังใจ และความอดทนในการแก้ปัญหาอย่างสันติวิธีของไทย คาดหวังให้เจ้าหน้าที่ใช้กำลังเข้าปราบปรามอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อดึงเอาการปฏิบัติการขององค์การระหว่างประเทศเข้ามา
ฉะนั้นรัฐบาลจะไม่หลงกล
การแสดงข้อมูลและท่าทีแบบนี้ดูจะเป็นเหตุเป็นผลดี แต่ขณะเดียวกันสิ่งที่ควรทำคือต้องพยายามตรวจสอบเรื่องที่การใช้ความรุนแรงในด้านมืดอื่นๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งไม่ปรากฏเป็นข่าวด้วย เพราะทุกความรุนแรงนั้นมีแต่เพิ่มเติมความสูญเสียและเคียดแค้นต่อกันและทำให้วงจรฆ่าล้างและแก้เค้นไม่สิ้นสุด
เราได้เห็นแล้วว่าถ้าวงจรนี้เกิดขึ้นที่ใดในโลก เหตุการณ์จะวนเวียนคร่าชีวิตผู้คนไม่จบสิ้นโดยเฉพาะฝ่ายพลเรือน ยิ่งเลี้ยงไข้ได้นานเท่าไหร่ มีแต่ผู้ซื้อขายอาวุธเท่านั้นที่ได้ประโยชน์เท่านั้น
ช่วงเวลาเดียวกันนี้ มีความพยายามแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ของฟิลิปปินส์ที่เกาะมินดาเนา อาจเป็นกรณีศึกษาให้บ้านเราอีกกรณีหนึ่ง
เกาะมินดาเนาเกิดปัญหาความไม่สงบที่ดำเนินมานาน 5 ทศวรรษ กองทัพฟิลิปปินส์กับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนมุสลิมสู้รบล้างแค้นกันไปมาจนมีผู้เสียชีวิตไปกว่า
120,000 ราย
กรณีของเกาะมินดาเนานั้นเดินมาถึงขั้นตอนจัดลงประชามติในสัปดาห์นี้
เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ท่ามกลางประชาชนที่มีสิทธิใช้เสียงราว 2.8 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม
การจัดประชามติครั้งนี้ไม่ใช่การแยกตัวออกจากประเทศ แบบที่อังกฤษขอแยกจากสหภาพยุโรป แต่เป็นการถามประชนชนว่า มินดาเนาควรจัดตั้งเขตพื้นที่การปกครองตนเองในรูปของสหพันธรัฐ ที่เรียกว่า เขตปกครองตนเองบังซาโมโร หรือไม่
การหยั่งเสียงประชาชนว่า จะสนับสนุนแผนการที่เสนอโดยกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดน กลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร (เอ็มไอแอลเอฟ) ในการกำหนดเขตปกครองพิเศษ ให้ท้องถิ่นควบคุมทรัพยากรของตนได้มากขึ้น ดึงงบประมาณไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้น รวมถึงจัดการเลือกตั้งภายในปี 2565 โดยเลือกสภาท้องถิ่นและรัฐบาลประจำเขตการปกครอง
ส่วนรัฐบาลกลางของฟิลิปปินส์ยังมีอำนาจในการกำกับดูแลด้านนโยบายและด้านความมั่นคงอยู่
ผลประชามติน่าจะออกวันที่ 25 ม.ค. โดยมีการประเมินกันไว้แล้วว่า ประชาชนส่วนใหญ่น่าจะเห็นด้วย ซึ่งไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลกลางของฟิลิปปินส์พ่ายแพ้หรือเสียหน้า เพราะจริงๆ แล้วทั้งรัฐบาลและกบฏพ่ายแพ้มานานแล้วจากการทำให้ชีวิตประชาชนตกอยู่ในอันตราย และพร้อมจะตายได้ทุกเมื่อ
ฉะนั้นถ้าจะต้องมีเขตปกครองตนเอง มีการกระจายอำนาจ แล้วผู้คนอยู่เป็นสุข ไม่ต้องสุมความแค้นไปเรื่อยๆ ก็น่าจะเป็นโมเดลตัวอย่างที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง

