หน้าแรก ภาพนำ สกู๊ปหน้า 1 ม...

สกู๊ปหน้า 1 มติชน : รถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน เหตุใด ‘ซีพี’ ปิดจ๊อบไม่ลง

16.02.19 | 08:29 น.

ผ่านมาเกือบ 3 เดือนแล้ว นับตั้งแต่คณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมทุนโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กิโลเมตร (กม.) วงเงินลงทุนรวม 2.24 แสนล้านบาท ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) พิจารณาซอง 3 (ด้านการเงิน) เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2561 แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังหาข้อสรุปร่วมกับบริษัทที่เสนอราคาต่ำสุดไม่ได้

ซึ่งผู้เสนอของบสนับสนุนจากรัฐน้อยที่สุด คือ กิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ โฮลดิ้งส์และพันธมิตร หรือกลุ่มซีพี ประกอบด้วย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือซีพี ถือหุ้นสัดส่วน 70% บริษัท China Railway Construction Corporation Limited (สาธารณรัฐประชาชนจีน) ถือหุ้น 10% บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็มและบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นรวมกัน 15% และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือไอทีดี ถือหุ้น 5% เสนอ
ราคาที่ 117,227 ล้านบาท

ในขณะที่กิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ ประกอบด้วย บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส ถือหุ้น 60% บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นสัดส่วน 20% และบริษัท ผลิตไฟฟ้า
ราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 20% เสนอราคาที่ 169,934 ล้านบาท ส่งผลให้กลุ่มซีพีเสนอราคาต่ำกว่ากลุ่มบีเอสอาร์ 52,707 ล้านบาท และยังเสนอราคาต่ำกว่ากรองวงเงินที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ไม่เกิน 119,425 ล้านบาทด้วย

หลังจากทราบผลแล้ว ในวันที่ 24 ธันวาคม 2561 รฟท.ได้เปิดซองที่ 4 ซึ่งเป็นข้อเสนอพิเศษของกลุ่มซีพีทันที แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าข้อเสนอที่เพิ่มเติมเข้ามารับได้หรือไม่ โดยได้มีการประชุมเพื่อพิจารณาแยกหมวดหมู่ข้อเสนอพิเศษของกลุ่มซีพีกันอีกครั้ง ในวันที่ 15 มกราคม 2562 ซึ่งพบว่ามีการส่งเอกสารเข้ามาเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาซองที่ 4 ถึง 200 หน้า ที่ประชุมจึงได้จัดข้อเสนอ
ดังกล่าวออกเป็น 4 หมวดหมู่ เช่น เรื่องการเงิน การขอปรับแนวสถานี และการก่อส่วนต่อขยายไปจังหวัดระยอง เป็นต้น

แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เพราะตามขั้นตอนการประกวดราคาจะต้องเจรจากับกลุ่มซีพีด้วย ดังนั้น รฟท.จึงได้เชิญกลุ่มซีพีเข้าเจรจาในวันที่ 28 มกราคม เพื่อเร่งหา
ข้อสรุป โดยตั้งเป้าหมายจะเสนอ ครม.อนุมัติให้ทันเดือนมกราคม และลงนามในสัญญาภายในวันที่ 31 มกราคม 2561

Advertisement

ทั้งนี้ ในการเจรจาได้แบ่งข้อเสนอออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มอยู่นอกอำนาจของกรรมการ 2.กลุ่มที่ไม่เป็นไปตาม RFP (Request For Proposal หรือเอกสารขอให้เสนอโครงการ) 3.กลุ่มที่ส่งผลทางลบต่อรัฐและ รฟท. และ 4.กลุ่มที่เจรจาง่าย กระทั่งการเจรจาเสร็จสิ้นลงก็ยังไม่สามารถหาความชัดเจนร่วมกันได้ โดย รฟท. ยอมรับว่ายังมีหลายเรื่องที่ต้องพิจารณา ดังนั้น จึงจะเจรจาร่วมกันอีกครั้ง ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ส่วนกำหนดการที่ตั้งเป้าหมายจะลงนามในสัญญาวันที่ 31 มกราคม คงไม่ทันแน่นอน พร้อมกำหนดกรอบใหม่ว่าจะเสนอคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และ ครม.อนุมัติได้เดือนกุมภาพันธ์ จากนั้นจะลงนามในสัญญาเดือนมีนาคม 2562 ตามกรอบที่คณะกรรมการ
อีอีซีกำหนด

พอถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ คณะกรรมการได้เจรจากลุ่ม 1 เรื่องที่ยากที่สุดไปได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นข้อเสนอที่อยู่นอกเหนืออำนาจคณะกรรมการตัดสิน และเป็นข้อเสนอที่ไม่เป็นไปตาม RFP หรือเอกสารขอให้เสนอโครงการ แต่ยังไม่ได้สรุปรับหรือไม่รับข้อเสนอ เพราะยังมีรายละเอียดบางส่วนที่เกี่ยวกันกับด้านอื่นๆ ทำให้ต้องพักไว้ก่อน ขณะเดียวกันก็ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อเดินหน้าเจรจาร่วมกับกลุ่มซีพีแทน โดยเน้นเจรจารายละเอียดของข้อกฎหมาย ตามข้อเสนอที่เอกชนยื่นมา พร้อมทั้งจะเจรจากลุ่ม 2 ข้อเสนอที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของ รฟท.และรัฐบาล หากเจรจาแล้วเสร็จก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการเจรจาต่อในกลุ่ม 3 ข้อเสนอที่พิจารณาง่ายต่อไป

ทั้งนี้ ข้อเสนอในกลุ่ม 1 ซึ่งเป็นเรื่องเจรจายากนั้น จะมีทั้งการปรับเปลี่ยนสถานี ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนขยับออกไปเล็กน้อย เรื่องการมอบเงินอุดหนุนจากรัฐ ซึ่งตามเอกสารประกวดราคา (ทีโออาร์) กำหนดให้รัฐต้องจ่ายเงินอุดหนุนในปีที่ 6 แต่ทางกลุ่มซีพีขอให้รัฐจ่ายเงินอุดหนุนก่อนกำหนด และแบ่งจ่ายเงินอุดหนุนเท่ากัน 10 ปี รวมถึงการขยายอายุสัมปทานจาก 50 ปี เป็น 90 ปี เป็นต้น

ซึ่งในเรื่องของการขยายอายุสัมปทานนั้น นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน และรักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระบุว่า กรณีที่มีข้อมูลว่าทางกลุ่มซีพีมีข้อเสนอขอเพิ่มอายุสัมปทานจาก 50 ปี เป็น 99 ปีนั้น ต้องชี้แจงว่าเรื่องดังกล่าว
มีเงื่อนไขของข้อเสนอที่ผูกมัดกับเรื่องอื่นด้วย เป็นข้อเสนอที่เกี่ยวโยงแบบมีเหตุและผลนำมาซึ่งข้อเสนอสัมปทาน 99 ปี แต่ปัจจุบันคณะกรรมการคัดเลือกไม่สามารถชี้แจงได้ เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนของการเจรจา ดังนั้น จึงยังไม่อยากให้สรุปข้อเสนอของทางซีพีแบบเป็นข้อได้ แต่อยากให้รอการเจรจาแล้วเสร็จก่อนจึงจะเห็นข้อมูลที่เกี่ยวพันกันทุกข้อเสนอŽ

ล่าสุด ในการประชุมของคณะอนุกรรมการเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นการประชุมนัดที่ 2 ก็ยังหาข้อสรุปร่วมกันไม่ได้และในนัดประชุมร่วมกันอีกครั้งในวันที่ 18 กุมภาพันธ์นี้แทน

โดย นางพฤฒิพร เนติโพธิ์ อธิบดีอัยการ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการร่างสัญญาคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการดังกล่าว ระบุว่า การเจรจาครั้งนี้ถือว่าคืบหน้าไปอีกขั้น ได้ข้อสรุปเพิ่มเติมอีก 7-8 ข้อ จากข้อเสนอทั้งหมด 28 ข้อในกลุ่ม 2 ที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ รฟท.และภาครัฐ โดยจะยังคงกำหนดกรอบเจรจาให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพราะเชื่อว่าการเจรจาจะคืบหน้าต่อเนื่อง และในกลุ่ม 3 ที่เหลืออยู่ พบว่าเป็นข้อเสนอที่พิจารณาง่าย ดังนั้น จะใช้เวลาเจรจาไม่มากนัก แต่หากการเจรจาเสร็จไม่ทันกรอบที่กำหนด ก็อาจจะต้องขยายเวลาออกไปอีก โดยยืนยันว่าการเจรจาข้อเสนอจะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ จะพิจารณารับไว้เฉพาะข้อเสนอที่ไม่อยู่นอกเหนือ RFP หรือเอกสารขอให้เสนอโครงการ แต่จะต้องทำการเจรจาทุกข้อเสนอ ทั้งข้อเสนอที่อยู่นอก RFP และข้อเสนอที่อยู่ใน RFP เพื่อความรอบคอบŽ

ขณะที่นายวรวุฒิกล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการเจรจารายละเอียดในกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มที่กระทบกับภาพลักษณ์ของ รฟท. โดยคณะอนุกรรมการคัดเลือกที่มีตัวแทนอัยการสูงสุดเป็นประธานการเจรจา และยังคงมั่นใจว่าการเจรจาร่วมซีพีจะแล้วเสร็จตามกรอบกำหนดภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ พร้อมเสนอเข้า ครม. เพื่อลงนามสัญญาภายในเดือนมีนาคมนี้ โดยยืนยันว่าคณะอนุกรรมการร่างสัญญามีอำนาจในการตัดสินใจได้เลย หากเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการคัดเลือกอยู่แล้ว แต่เมื่อเจรจาคืบหน้าก็จะต้องมารายงานให้คณะกรรมการคัดเลือกทราบผลอีกครั้ง ซึ่งทางตัวแทนอัยการบอกว่าจะเจรจาให้คืบหน้าโดยเร็ว และมั่นใจว่าจะจบภายในกรอบกำหนดเดือนนี้ ดังนั้น ยังมั่นใจและคงกรอบดำเนินงานไว้ตามเดิมไว้ว่า
การเจรจากับเอกชนจะแล้วเสร็จŽ

นายวรวุฒิระบุอีก กรณีการเจรจาไม่ได้ข้อยุติ จะต้องเกิดขึ้นจากการหารือของฝ่ายคณะกรรมการคัดเลือก และกลุ่มซีพีไม่เป็นผล คือ ระหว่างการเจรจาหาข้อยุติไม่ได้ และทั้งสองฝ่ายเห็นพร้อมกันว่าต้องจบการเจรจา หลังจากนั้นคณะกรรมการคัดเลือกก็จะสรุปผลและนำเสนอคณะกรรมการ
อีอีซี และกลับมาสู่ขั้นตอนเริ่มเปิดซอง 4 ข้อเสนอพิเศษของเอกชนรายที่ 2 คือกลุ่มบีเอสอาร์ แต่หากระหว่างการเจรจามีฝ่ายใดเห็นว่ายังไม่ควรยุติ ก็จะไม่ถือว่าจบการเจรจา แต่จะสรุปผลการเจรจาทุกข้อที่ได้รายงานกับคณะกรรมการอีอีซี ในที่นี้รวมไปถึงผลสรุปของการเจรจาในข้อที่อยู่นอกเหนือทีโออาร์ด้วยŽ

มาถึงตอนนี้ ถึงแม้ รฟท.จะยืนยันหนักแน่นว่าจะหาข้อสรุปได้ทันกำหนด แต่หากดูจากระยะเวลาที่ผ่านมา ก็ยังไม่แน่ว่ากลุ่มบีเอสอาร์ก็มีสิทธิเข้ามาเสียบแทนได้ตลอดเวลา

หากท้ายที่สุดการเจรจาไม่เป็นผลสำเร็จทั้ง 2 กลุ่ม จนต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง คงไม่ใช่รัฐบาลที่ถูดลดทอนความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพราะอนาคตของอีอีซีก็คงจะไม่สดใสอย่างที่คิด