การเจรจาจัดตั้งรัฐบาลสะดุด เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ขอเลื่อนการประชุมกรรมการบริหารพรรค เพื่อลงมติเข้าร่วมรัฐบาลออกไปก่อน ส่วนพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล คือพรรคพลังประชารัฐ ยืนยันว่าพร้อมใช้เสียง ส.ส.เท่าที่มีอยู่กับ ส.ว. 250 คน ลงมติรับรองนายกรัฐมนตรีไปก่อน แล้วค่อยไปเจรจาจัดตั้งรัฐบาลในภายหลัง ส่วนพรรคภูมิใจไทย แสดงท่าทีว่าอาจจะต้องถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลด้วย หากรัฐบาลไม่มีเสียงข้างมาก
อาการสะดุดของการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้เกิด
กระแสข่าวลือต่างๆ ตามมา เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธข่าวนายกรัฐมนตรีจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินยุบพรรคการเมือง ทำให้ ส.ส. 500 คนพ้นสภาพ ว่าไม่เป็นความจริง ผู้ไม่หวังดีพยายามสร้างข่าวเท็จเพื่อให้เกิดความสับสนวุ่นวาย และลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลชุดปัจจุบัน นายกรัฐมนตรีทราบเรื่องดังกล่าว และขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ พร้อมกำชับทุกฝ่ายชี้แจงทำความเข้าใจแก่สังคม โดยยืนยันว่าไม่มีแนวคิดเช่นนั้น เพราะนายกรัฐมนตรีเคารพกฎหมายและฟังเสียงของประชาชน ขณะนี้เป็นขั้นตอนของพรรคการเมืองจึงต้องรอความชัดเจน
เป็นเวลา 2 เดือนเศษแล้ว หลังการเลือกตั้ง ที่การจัดตั้งรัฐบาลยังไม่เรียบร้อย การประชุมสภาผู้แทนฯนัดแรก เพื่อเลือกประธานสภา และรองประธานสภา มีข่าวงูเห่าติดตามมา ด้วยผลการลงมติที่คะแนนเสียงไม่สอดคล้องกับจำนวน ส.ส.ที่มีอยู่จริงของพรรคการเมืองทั้งสองขั้ว ขณะที่การคำนวณสูตร ส.ส.บัญชีรายชื่อของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ล่าสุดได้แก่ การคำนวณภายหลังเลือกตั้งใหม่ที่เขต 8 เชียงใหม่ ก็ยังเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอีก
สภาพต่างๆ ตลอด 2 เดือน ทำให้เกิดข่าวลือต่างๆ นานา ที่น่าห่วงมากกว่านั้นก็คือ รัฐบาลใหม่ ซึ่งจะมาจากกฎกติกาที่สังคมกังขา จะได้รับความเชื่อถือจากสังคมและประชาชนมากน้อยแค่ไหน เบื้องหน้าปัญหานี้ ทุกฝ่ายควรแสดงท่าทีต่อสังคม ว่าจะรับผิดชอบและร่วมกันแก้ไขปัญหานี้อย่างไร เห็นได้ชัดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแก้ไขกฎหมายลูก กลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วน ไม่แพ้ปัญหาเศรษฐกิจและเรื่องอื่นๆ เพราะหากไม่มีรัฐบาลที่มาจากกติกาที่ได้มาตรฐานและมีความน่าเชื่อถือ ก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างราบรื่น

