
พังรุ่งนภา ช้างเชือกแรกของโลกที่ได้รับการฉีดโบท็อกซ์ : โดย นสพ.นิกร ทองทิพย์, อส.พญ.สุภาเพ็ญ ศรีพิบูลย์
พังรุ่งนภา เป็นช้างเพศเมีย อายุประมาณ 50 ปี มาจากปางช้างเอกชนแห่งหนึ่ง ได้เข้ารับการรักษา ณ อาคารคลินิกสุขภาพช้างและสัตว์ป่า โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2561 ด้วยอาการน้ำลายไหลตลอดเวลาและไม่สามารถอ้าปากกินอาหารได้ กินได้แต่น้ำเล็กน้อยมาเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ ซึ่งช้างปกติต้องได้รับอาหารสดมากถึง 200 กก.ต่อวัน และต้องกินน้ำถึง 200 ลิตร
สัตวแพทย์จึงได้ทำการให้น้ำเกลือและสารอาหารเข้าเส้นเลือดที่ใบหูร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อและให้ยาลดการอักเสบ แต่ช้างรุ่งนภาไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้นดังกล่าว ยังคงไม่สามารถอ้าปากกินอาหารได้เอง
สัตวแพทย์จึงทำการวินิจฉัยเพิ่มเติมด้วยการวางยาซึมในท่ายืน แล้วล้วงเปิดปากดูพบว่ามีการแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อขากรรไกรมากกว่าปกติจนช้างอ้าปากไม่ได้ ร่วมกับพบการงอกผิดรูปของฟัน
จนทำให้เกิดแผลในช่องปาก ทางทีมสัตวแพทย์จึงตัดสินใจทำการส่งตัวพังรุ่งนภาไปยังโรงพยาบาลช้าง




ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จ.ลำปาง เพื่อทำการรักษาเพิ่มเติมเนื่องจากมีช้างอยู่จำนวนมาก หากช้างไม่สามารถอ้าปากกินอาหารได้จะสามารถถ่ายเลือดจากช้างเชือกอื่นมาให้พังรุ่งนภาเพื่อรักษาชีวิตได้ในกรณีที่จำเป็น
ที่โรงพยาบาลช้าง สถาบันคชบาลแห่งชาติ จ.ลำปาง ทีมสัตวแพทย์ได้ทำการวางยาสลบพังรุ่งนภาแบบสลบทั้งตัว (แบบนอน) ทั้งสิ้น 2 ครั้ง เพื่อตรวจวินิจฉัยช่องปากอย่างละเอียด และตะไบฟันที่แหลมคมที่ยื่นออกมาแทงกระพุ้งแก้มออก นอกจากนี้พังรุ่งนภาถูกวางยาซึมในท่ายืนซึม อีกทั้งสิ้น 4 ครั้ง เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยภายในช่องปาก รวมทั้งล้างแผลในช่องปากและกำจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างในช่องปาก
การรักษาและพยุงอาการพังรุ่งนภาในระยะนี้ ประกอบด้วย การให้ส่วนประกอบของเลือด (พลาสมา) จำนวน 2 ครั้ง
การให้สารน้ำและยาบำรุงตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ช้างไม่สามารถอ้าปากได้, การให้อาหารปั่นทางสายยาง (ผลไม้, หญ้า อาหารข้นและอื่นๆ) เป็นระยะเวลา 2 เดือน, การลดปวดลดอักเสบของกล้ามเนื้อบริเวณกรามด้วยการใช้แสงเลเซอร์, การกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทกล้ามเนื้อขากรรไกรด้วยการใช้การฝังเข็ม
และการให้ยาฆ่าเชื้อ ยาลดอักเสบ และยาบำรุงระบบประสาทต่างๆ แต่ก็เพียงช่วยให้พังรุ่งนภาสามารถอ้าปากได้เล็กน้อยเมื่อย่างเข้าเดือนที่ 4
เมื่ออ้าปากได้เล็กน้อย ทางทีมสัตวแพทย์ได้ทำการปรับสูตรอาหารให้พังรุ่งนภา โดยให้กินหญ้าสับละเอียดแทนน้ำปั่น ซึ่งแม้ว่าพังรุ่งนภาจะสามารถกินหญ้าสับ
ได้บ้าง แต่ต่อมากลับพบว่าพังรุ่งนภามีภาวะกล้ามเนื้อฝ่อบริเวณแก้ม (ตรงกลาง) และพบการเกิดพังผืดบริเวณแก้ม (รอบนอก) ตามแนวกราม และเริ่มเกิดการตกค้างของอาหารในกระพุ้งแก้ม
ดังนั้นเพื่อลดความตึงและแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณขากรรไกร ทีมสัตวแพทย์จึงตัดสินใจทำการฉีดโบท็อกซ์เข้าบริเวณกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าส่วนแก้มทั้งข้างซ้ายและขวา เพื่อให้เกิดการคลายตัวของกล้ามเนื้อนั้นๆ


โดยเมื่อผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ พังรุ่งนภาสามารถอ้าปากได้กว้างขึ้น และสามารถหยิบกินหญ้าท่อนยาวเคี้ยวและกลืนได้ดีเมื่อเวลาผ่านไปสองอาทิตย์ และเมื่อครบหนึ่งเดือน ทีมสัตวแพทย์จึงทำการฉีดโบท็อกซ์ซ้ำอีกหนึ่งครั้ง จากนั้นจึงเฝ้าดูอาการต่ออีกหนึ่งเดือนเมื่อพบว่าพังรุ่งนภาสามารถอ้าปากกินอาหารได้ดีจึงส่งตัวกลับมาพักฟื้นอยู่ที่อาคารคลินิกสุขภาพช้างและสัตว์ป่า โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน
เมื่อกลับมาอยู่ที่กำแพงแสนทีมสัตวแพทย์ได้ทำการฉีดโบท็อกซ์ซ้ำอีกหนึ่งครั้ง รวมเป็นฉีดโบท็อกซ์ทั้งหมดสามครั้งในเวลาสองเดือน ปัจจุบันพังรุ่งนภาสามารถกินอาหารเองได้ดีแล้ว ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ขึ้น รวมเวลาที่ใช้ในการรักษาทั้งหมดถึงหกเดือน แต่อย่างไรก็ตามต้องมีการตรวจและเฝ้าระวังอาการอย่างเป็นประจำต่อเนื่องต่อไป
สาเหตุของการอ้าปากกินอาหารไม่ได้ของพังรุ่งนภานั้นแม้ว่าจะยังหาสาเหตุที่ชัดเจนไม่ได้ แต่สาเหตุที่น่าจะเป็นไปได้อย่างหนึ่งคือการที่ช้างอายุมากแล้วมีปัญหาเรื่องฟันที่อาจจะงอกยาวไปทิ่มเหงือกและกระพุ้งแก้มจนเกิดการติดเชื้อและการอักเสบเฉพาะที่ จนทำให้กล้ามเนื้อที่อยู่ใกล้เคียงเกิดการตึงแข็งตามมาและกล้ามเนื้อที่ตึงแข็งนั้นอาจจะมีความสำคัญมากกับการอ้าปากเคี้ยวอาหารของช้าง ดังเช่นการอ้าปากไม่ได้ของพังรุ่งนภาก็อาจเป็นได้
ดังนั้น ควาญช้างและเจ้าของช้างควรหมั่นใส่ใจตรวจสอบฟันและช่องปากของช้างของท่านทุกวัน โดยเฉพาะช้างแก่ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในขณะนี้
พังรุ่งนภาจะไม่สามารถกลับมาอ้าปากและกินอาหารได้อีกเลย หากขาดความช่วยเหลือและร่วมมือจากหน่วยงานดังต่อไปนี้

โรงพยาบาลช้าง ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย สถาบันคชบาลแห่งชาติ จ.ลำปาง
คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยลัยเกษตรศาสตร์
คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
ศูนย์วิจัยช้างและสัตว์ป่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย
สมาคมสหพันธ์ช้างไทย
สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์
กองทุนเพื่อรักษาช้างและสัตว์ป่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์
และทุกๆ ท่านที่ร่วมบริจาคอาหารและสมทบทุนค่ารักษาและพยาบาลช้าง ทั้งนี้ทีมสัตวแพทย์ขอขอบคุณควาญช้างที่คอยดูแลช้างเป็นอย่างดีระหว่างที่เจ็บป่วย และขอขอบคุณเจ้าของช้างที่อนุญาตให้ทีมสัตวแพทย์ได้ทำการรักษาอย่างเต็มที่ โดยใช้ศาสตร์และองค์ความรู้ใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ในกรณีนี้ จนทำให้พังรุ่งนภาสามารถกลับมาอ้าปากได้อีกครั้งหนึ่ง
สนใจร่วมทำบุญ ชื่อบัญชี กองทุนเพื่อรักษาช้างและสัตว์ป่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ เลขที่บัญชี 7692005620 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขากำแพงแสน
รศ.นสพ.ดร.นิกร ทองทิพย์
อส.พญ.ดร.สุภาเพ็ญ ศรีพิบูลย์
หน่วยสัตว์ป่า โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน
คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
