หน้าแรก ภาพนำ ‘ณัฐพล&...

‘ณัฐพล’ ขอสื่อชี้แจง ปชช.ตามนโยบายรัฐ นพ.โอภาสชี้หากผู้ติดเชื้อสูงต่อเนื่องใน 2 เดือน อาจล็อกดาวน์แบบอู่ฮั่น

18.07.21 | 18:27 น.

‘ณัฐพล’ ขอความร่วมมือสื่อ ชี้แจง ปชช.ตามนโยบาย รบ. ด้าน ‘หมอโอภาส’ คาดอีก 2 สัปดาห์ ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะไม่ลด แนวโน้มใช้มาตรการคล้าย ‘ล็อกดาวน์เมืองอู่ฮั่น’

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) สำนักงานใหญ่ กรณีการประชุมหารือแนวทางการสื่อสารภายใต้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2564 ที่สำนักงานใหญ่ กสทช. โดยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ผอ.ศปก.ศบค.) เป็นประธาน พร้อมด้วย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษก ศบค. ประชุมร่วมกับผู้บริหารสื่อทั้งในและต่างประเทศ เพื่อหารือแนวทางปฏิบัติในการถ่ายทำภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ภายใต้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2564

ทั้งนี้ พล.อ.ณัฐพล กล่าวย้ำในที่ประชุมว่า การแก้ไขปัญหาและการควบคุมโรคจะให้ได้ดีที่สุดจะต้องประกอบด้วยรัฐ เอกชน ประชาชน และสื่อมวลชน กล่าวคือรัฐกำหนดนโยบาย โดยมีเอกชนและประชาชนให้ความช่วยเหลือ และหนุนการทำงาน ขณะที่สื่อมวลชนทำหน้าที่ช่วยชี้แจงทำความเข้าใจ ก็จะก้าวข้ามสถานการณ์นี้ไปได้ พร้อมชี้แจงถึงระบบการทำงานแก้ไขปัญหาโควิด-19 ที่มี ศบค.เป็นผู้กำหนดกำหนดนโยบาย โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นั่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์ศบค. ยืนยันในโครงสร้าง ศบค. ทำงานร่วมมือกันในทุกภาคส่วน

พล.อ.ณัฐพลกล่าวชี้แจงถึงการประกาศ ฉบับที่ 28 ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ล่าสุด ที่มีการปรับระดับพื้นที่สถานการณ์ว่า เนื่องจากจำเป็นที่ต้องต้องปรับให้ทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะการระบาดที่แพร่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการปรับมาตรการต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น ไม่จำเป็นต้องนำเข้าที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ เพราะ ศบค.ชุดใหญ่ได้ออกข้อกำหนดให้มีการเพิ่มมาตรการไว้แล้ว

ทั้งนี้ ข้อกำหนดฉบับที่ 28 มีความจำเป็นต้องดำเนินการโดยด่วน เพื่อลดการเดินทางออกจากเคหสถานของประชาชน ลดการแพร่เชื้อ เร่งการฉีดวัคซีน และชะลออัตราการระบาดที่รุนแรงของโรค โดยต้องหยุดยั้งการกระทำใดๆ ที่เสี่ยงหรือเป็นเหตุให้แพร่เชื้อ

Advertisement

พล.อ.ณัฐพลกล่าวชี้แจงถึงข้อสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีการสั่งห้ามไปเลยว่า การออกประกาศ หรือคำสั่ง เมื่อประกาศไปแล้วต้องทำได้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา โดยมีความคาดหวังว่าประชาชนจะให้ความร่วมมือ อย่างน้อย 14 วัน โดยฝ่ายความมั่นคงไม่อยากที่จะมีการตั้งด่าน รวมทั้งย้ำว่าข้อกำหนดฉบับที่ 28 ต้องการจะให้เวิร์กฟรอมโฮมแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอยากขอความร่วมมือภาคเอกชนในช่วงเวลานี้ เพื่องดการเดินทาง

ด้าน นพ.โอภาส รายงานสถานการณ์การแพรร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศไทย โดยยอมรับว่า ขณะนี้เป็นการชะลอ ไม่ให้ตัวเลขติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่หากไม่มีมาตรการที่เข้มขึ้นก็จะพบตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงขอความร่วมมือทุกคนในการร่วมมือกันดูแลตัวเอง

จากนั้นในที่ประชุมมีการแลกเปลี่ยนและสอบถาม พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะ ในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ โดยเฉพาะประธานสภาสื่อมวลชนแห่งชาติที่เสนอประเด็นการบริการจัดการเรื่องวัคซีนว่าไทยมีจำนวนเพียงพอตามความต้องการของประชาชนหรือไม่ รวมถึงปัญหาคอลเซ็นเตอร์ในการจัดหาเตียง การรักษาตัวที่บ้าน หรือ Home Isolation รวมถึงการสื่อสารต้องมีที่มีความชัดเจน

โดยประเด็นการบริหารจัดการวัคซีน อธิบดีกรมควบคุมโรค ยอมรับในข้อทักท้วงเรื่องการกระจายวัคซีน แต่ยืนยันว่าในเดือนมิถุนายน ไทยได้รับวัคซีน 6 ล้านโดส และในเดือนกรกฎาคม อีก 10 ล้านโดส ซึ่งได้คาดการณ์ไว้เช่นนั้น ทั้งนี้ ตามเป้าหมายคือไทยจะมีวัคซีนจนถึงสิ้นปี 2564 นี้ 100 ล้านโดส

นพ.โอภาสระบุว่า ขณะนี้มีการการจัดหาวัคซีนเพิ่ม ทั้งซิโนแวคและไฟเซอร์ และเตรียมเจรจาเพิ่มอีก โดยการกระจายวัคซีนจะเน้นไปที่กลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะในพื้นที่ระบาดที่สูง ยืนยันการจัดซื้อวัคซีนไฟเซอร์ มีจำนวน 20 ล้านโดส แต่เตรียมเจรจาเพิ่มอีก 50 ล้านโดส โดยจะมีการเจรจาอย่างต่อเนื่อง เป็นเรื่องที่ไม่ยาก แต่ก็ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก

นอกจากนี้ นพ.โอภาสยอมรับว่า ข้อมูลการจัดซื้อวัคซีนมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้น จะปรับปรุงในเรื่องของการให้ข้อมูล อีกทั้งเว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคมีข้อมูลที่จะอ้างอิงในการจัดหาวัคซีนทั้งหมด รวมถึงยุทธศาสตร์วัคซีนในไทย

นพ.โอภาสกล่าวตอบคำถามเพิ่มเติม โดยยอมรับว่า คาดว่าในอีก 2 สัปดาห์ ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะไม่ลดลง ดังนั้น จึงต้องเพิ่มมาตรการที่เข้มขึ้นเพื่อควบคุมการระบาด แต่หากแนวโน้มตัวเลขผู้ติดเชื้อยังสูงต่อเนื่องใน 2 เดือน ก็มีแนวโน้มจะใช้มาตรการคล้ายเมืองอู่ฮั่นของจีน คือล็อกดาวน์เมืองนั้น เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด คือประชาชนอยู่บ้าน งดการเดินทาง หรือถึงขั้นต้องส่งข้าว ส่งน้ำตามบ้าน เป็นต้น

ทั้งนี้ นพ.สมศักดิ์ ฉายคลิปวิดีโอผู้รักษาแบบ Home Isolation จำนวนครองเตียง 14,000 คน ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ผู้ป่วยสีเขียวกับสีเขียวอ่อน 77-78 เปอร์เซ็นต์ ​ทำ Home Isolation และ Community Isolation โดยมีคนป่วยรอที่บ้านอีกนับหมื่นคน สำหรับตัวเลขเสียชีวิต แนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ โฮมไอโซเลชั่นสำคัญมากในการแยกกักตัว การใช้ Telemonitor และเข้าสถานพยาบาล คนที่ครบ 7 วันในฮอสปิเทล คนไข้สีเขียวหายแล้วกลับบ้านได้ ก็จะต้องมีการประเมินอาการที่บ้านอีก 7 วัน สำหรับการจัดตั้งศูนย์พักคอยในพื้นที่ กทม.รวม 2,950 เตียง ทั้งนี้ ในส่วนของศูนย์พักคอยนั้นยืนยันว่าไม่ใช่โรงพยาบาลสนาม ต้องให้ชุมชนและผู้เกี่ยวข้องช่วยกัน

นพ.สมศักดิ์ยอมรับว่า บุคลากรในโรงพยาบาลหลัก โรงเรียนแพทย์ ค่อนข้างตึง จึงขอให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม

“เราพยายามทำ Virtual Hospital covid care set ที่กำลังเตรียมให้ อยากได้อาสาสมัครโทรคุย ถ้าสามารถเปลี่ยนเตียงในฮอสปิเทล 20,000 เตียง ถ้าได้สัก 10 เปอร์เซ็นต์ ก็จะเป็นการดี จะมีการประเมินเป็นระยะ จะจบเมื่อฉีดวัคซีนได้มากพอ และมาตรการตอบสนอง ไตรมาส 4 สถานการณ์ต่างๆ จะดีขึ้น ช่วงนี้ยันสถานการณ์ไว้ไม่ให้พุ่งขึ้น ช่วง 1-2 เดือนนี้วิกฤตที่สุดที่ต้องขอความร่วมมือ” นพ.สมศักดิ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นที่ประชุมได้รับฟังข้อเสนอแนะต่างๆ จากตัวแทนสื่อมวลชน