ศบค.ปรับเพิ่มพื้นที่สีแดงเข้มอีก 16 จว. คุมเข้ม งดขนส่งสาธารณะข้ามจังหวัด-ผ่อนให้ร้านอาหารในห้างขายดิลิเวอรีได้ ขอดูสถานการณ์ 14 วันก่อนประเมินอีกครั้ง 18 ส.ค.นี้ ชี้ หากไม่ดีขึ้น ล็อกยาวถึง 31 ส.ค.
เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 1 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบปรับระดับพื้นที่ โดยปรับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) จากเดิม 13 จังหวัด ได้แก่ กทม. ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม ชลบุรี ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา เป็น 29 จังหวัด โดยเพิ่มขึ้น 16 จังหวัด ดังนี้ กาญจนบุรี ตาก นครนายก นครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี เพชรบุรี เพชรบูรณ์ ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี สมุทรสงคราม สระบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง
พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ขณะที่ พื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) ปรับจาก 53 เหลือ 37 จังหวัด ดังนี้ กาฬสินธุ์ กำแพงเพชร ขอนแก่น จันทบุรี ชัยนาท ชัยภูมิ ชุมพร เชียงราย เชียงใหม่ ตรัง ตราด นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ บุรีรัมย์ พัทลุง พิจิตร พิษณุโลก มหาสารคาม ยโสธร ระนอง ร้อยเอ็ด ลำปาง ลำพูน เลย ศรีษะเกษ สกลนคร สตูล สระแก้ว สุโขทัย สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อุตรดิตถ์ อุทัยธานี อุดรธานี อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ ขณะที่พื้นที่ควบคุม (สีส้ม) จาก 10 จังหวัด เป็น 11 จังหวัด ดังนี้ จ.กระบี่ นครพนม น่าน บึงกาฬ พะเยา พังงา แพร่ ภูเก็ต มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน และสุราษฎร์ธานี
พญ.อภิสมัยกล่าวว่า สำหรับมาตรการในพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัด ห้ามออกนอกเคหสถาน 21.00-04.00 น. งดให้บริการขนส่งสาธารณะเพื่อลดการเคลื่อนย้าย การตั้งด่านตรวจสกัดระหว่างเขตจังหวัด ห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า 5 คน ห้ามบริโภคภายในร้าน ขายได้แบบนำไปบริโภคที่อื่น งดการจำหน่ายและงดดื่มสุราในร้าน โดยเปิดได้ไม่เกิน 20.00 น.
พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ส่วนห้างสรรพสินค้าเปิดบริการได้เฉพาะร้านอาหาร เครื่องดื่ม ผ่านดิลิเวอรีเท่านั้น ร้านยาเวชภัณฑ์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เปิดได้ไม่เกิน 20.00 น. ปิด ร้านเสริมสวย ร้านนวด สถานเสริมความงาม ห้ามใช้อาคารสถานที่เพื่อจัดการเรียนการสอนกิจกรรมที่มีการรวมคนจำนวนมาก ปิดสถานที่เล่นกีฬาหรือแข่งขันกีฬา นอกจากนี้ ขอความร่วมมือเวิร์กฟรอมโฮม ขั้นสูงสุด ถ้าเป็นไปได้ให้ 100% ทั้งภาครัฐและเอกชน
พญ.อภิสมัยกล่าวต่อว่า มาตรการพื้นที่สีแดง ตั้งจุดตรวจ ด่านตรวจ หรือจุดสกัดเพื่อตรวจคัดกรองการเดินทาง ห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า 20 คน บริโภคในร้านได้ เปิดได้ไม่เกิน 23.00 น. แต่งดจำหน่ายและงดการดื่มสุราในร้าน ส่วนห้างสรรพสินค้าเปิดบริการได้ตามเวลาปกติ โดยจำกัดจำนวนคน งดจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ร้านเสริมสวย ร้านนวด สถานเสริมความงาม เปิดบริการได้ตามปกติ ให้ใช้อาคารสถานที่เพื่อจัดการเรียนการสอนกิจกรรมที่มีการรวมคนจำนวนมาก โดยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด สถานที่เล่นกีฬาหรือแข่งขันกีฬาเปิดบริการได้ทุกประเภท ไม่เกิน 21.00 น. จัดการแข่งขันโดยจำกัดผู้ชม
พญ.อภิสมัยกล่าวด้วยว่า ส่วนมาตรการพื้นที่สีส้ม ไม่จำกัดการเดินทาง ห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า 50 คน บริโภคในร้านได้ เปิดได้ตามปกติ แต่งดจำหน่ายและงดดื่มสุราในร้าน ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า เปิดบริการได้ตามเวลาปกติ แต่ปิดในส่วนของเครื่องเล่นเกม สวนสนุก ร้านเสริมสวย ร้านนวด สถานเสริมความงาม เปิดบริการได้ตามปกติ ให้ใช้อาคารสถานที่เพื่อจัดการเรียนการสอนได้ตามปกติภายใต้มาตรการป้องกันโรค สถานที่เล่นกีฬาหรือแข่งขันกีฬาเปิดบริการได้ตามปกติ ทุกประเภทจัดการแข่งขันได้

“ทั้งนี้ ข้อกำหนดเหล่านี้จะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ หรือหลังเที่ยงคืนวันที่ 2 สิงหาคม ไป 14 วัน และจะประเมินอีกครั้งในวันที่ 18 สิงหาคมนี้ จากนั้นจะมีการพิจารณาทบทวน หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นสามารถยืดไปถึง 31 สิงหาคม หรือหากกิจกรรมใดที่เริ่มดีจะมีการผ่อนคลายมาตรการได้ โดยข้อกำหนดดังกล่าวจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาคืนนี้ ส่วนรายละเอียดจะนำมาชี้แจงต่อไป” พญ.อภิสมัยกล่าว
พญ.อภิสมัยกล่าวว่า สำหรับมาตรการบับเบิ้ล แอนด์ ซีล เป็นการเน้นย้ำพื้นที่ 16 จังหวัดสีแดงเข้มที่เพิ่มเข้ามา เนื่องจากกรมควบคุมโรครายงานถึงสถานการณ์จำกัดวงอยู่ในโรงงานขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ที่มีบุคลากรเกิน 500 ราย เพื่อควบคุมโรค โดยเน้นย้ำไม่เฉพาะพื้นที่โรงงาน แคมป์ ที่มีการแพร่ระบาดเท่านั้น แต่จะครอบคลุมไปถึงบริษัทโรงงาน แคมป์ ที่ยังไม่มีการติดเชื้อด้วย ต้องทำมาตรการนี้เช่นกัน
“หลักการของบับเบิ้ล แอนด์ ซีล กรมควบคุมโรคได้ออกคู่มือเป็นข้อปฏิบัติให้ทุกจังหวัดศึกษารายละเอียด โดยเน้นย้ำจัดกลุ่ม คุมไว ลดแพร่กระจาย รายได้ไม่สูญเสีย โดยที่ประชุม ศบค.ตระหนักถึงความสำคัญของแรงงานและสถานประกอบการ เนื่องจากมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมาตรการนี้จะปรับให้การควบคุมโรคมีประสิทธิภาพ ในขณะที่เศรษฐกิจยังไปพร้อมกันได้ด้วย และก่อนจะประกาศมาตรการนี้ได้หารือทุกภาคส่วน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย จังหวัด และภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรม และหอการค้าในพื้นที่ได้พยายามจะปรับมาตรการให้เป็นไปได้มากที่สุดเพื่อให้การปฏิบัติเกิดผล” พญ.อภิสมัยกล่าว
พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ผอ.ศบค.ได้พูดถึงเรื่องของ การกระจายวัคซีนและอุปกรณ์การแพทย์ที่รัฐบาลต่างประเทศส่งให้รัฐบาลไทย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ส่งวัคซีนไฟเซอร์ให้เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม จำนวน 1,503,450 โดส สหราชอาณาจักร ได้ทำเรื่องส่งมอบวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าให้รัฐบาลไทยในเดือนสิงหาคม จำนวน 415,040 โดส สมาพันธรัฐสวิส ส่งมอบชุดตรวจแบบเร่งด่วน 1,100,000 ชุด และเครื่องช่วยหายใจ 102 เครื่อง มาถึงแล้วเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ขณะที่ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม รัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุนวัคซีนแอสตร้าเซนเนกากว่า 1 ล้านโดส โดยที่ประชุมเน้นย้ำให้กระจายให้ครอบคลุม กทม. ปริมณฑล และจังหวัดที่มีการแพร่ระบาดสูง โดยเร่งรัดให้ได้ 50% ของประชาชนกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ 7 กลุ่มโรค หญิงตั้งครรภ์ โดยให้กระทรวงมหาดไทย สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ดำเนินการขับเคลื่อน อย่างไรก็ตาม เน้นย้ำไปยังจุดฉีดทุกจุดให้บริหารจัดการการป้องกันและควบคุมโรคให้เป็นไปตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข
พญ.อภิสมัยกล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังหารือถึง การกระจายวัคซีนไฟเซอร์ให้บุคลากรทางการแพทย์ เพื่อกระตุ้นเป็นเข็มที่สาม และกำหนดเงื่อนไขของกระทรวงสาธารณสุข โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุขชี้แจงว่า จากการสำรวจบุคลากรทางการแพทย์ของ กทม.และทั่วประเทศ ต้องการกระตุ้นภูมิเข็มสามกว่า 4 แสนโดส ในจำนวนนี้มีผู้ที่รับแอสตร้าเซนเนก้าไปแล้ว 1 แสนโดส ย้ำว่าจะกระจายให้ทั่วถึงทั้งแพทย์ พยาบาล บุคลากรต่างๆ และ อสม. ไม่ได้จำกัดเฉพาะแพทย์ทางเดินหายใจ อายุรแพทย์ หู คอ จมูก เท่านั้น เพราะทุกคนเสี่ยงหมด ทั้งทำงานในห้องคลอด ทันตแพทย์ แพทย์ฉุกเฉิน แพทย์ไอซียู ขอให้มั่นใจว่าจะพิจารณากระจายให้บุคลากรทางการแพทย์อย่างครอบคลุมและเป็นธรรมอย่างแน่นอน

