บทนำ : ปัญหาที่รออยู่
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผู้เสนอร่างแก้ไข 4 ร่าง และมีการลงมติไปเมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา ปรากฏว่าถูกตีตกหมดทั้ง 4 ร่าง ไม่มีร่างใดได้คะแนนเห็นชอบเกินครึ่งของสมาชิกรัฐสภา หรือ 364 เสียง จากสมาชิกรัฐสภาที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ทั้งหมด 727 คน และปรากฏว่า ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลัง และพรรคเล็ก ไม่รับหลักการทั้ง 4 ร่าง ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาล ทั้งพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ และฝ่ายค้านทุกพรรค ลงมติรับหลักการทั้ง 4 ร่าง ส่วนเสียงของ ส.ว. มี ส.ว. 23 คน ลงมติรับหลักการ แต่ก็ไม่ถึง 84 เสียง หรือ 1 ใน 3 ของ ส.ว.ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า ต้องมี ส.ว.เห็นชอบ 1 ใน 3 จึงจะเป็นอีกหลักเกณฑ์ที่จะทำให้ร่างแก้ไขผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา
ร่างแก้ไขทั้ง 4 ฉบับ มีการแก้ไขมาตรา 159 และ 170 ให้ผู้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ต้องมาจาก ส.ส.และแก้ไขบทเฉพาะกาล มาตรา 272 ตัดอำนาจวุฒิสภาในการลงมติรับรองนายกรัฐมนตรี แต่สุดท้ายถูกตีตก และคาดว่าจะเป็นปัญหาต่อไป โดยเฉพาะในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เพราะทำให้พรรคการเมืองเสนอชื่อบุคคลที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ บทบัญญัตินี้เปิดช่องให้เกิดการแทรกแซงจากภายนอกพรรคการเมือง โดยยัดเยียดชื่อบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้ แทนที่จะให้แคนดิเดตมาจากผู้ที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง และในขั้นตอนการสรรหานายกรัฐมนตรี การให้ ส.ว. 250 คนที่มาจากการแต่งตั้ง ร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร ลงมติเลือกนายกฯ เป็นการแทรกแซงอำนาจของประชาชน พรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากอาจไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล ดังที่เกิดขึ้นมาแล้วในปี 2562
การอภิปรายของ ส.ส.และ ส.ว.ระหว่างพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 4 ฉบับ เมื่อวันที่ 7-8 ก.ย.ที่ผ่านมา เป็นไปอย่างดุเดือดเป็นการปะทะระหว่างอำนาจที่มาจากประชาชนและอำนาจจากระบบที่ครองอำนาจหลังรัฐประหาร 2557 ความชอบธรรมและเหตุผล ย่อมอยู่กับฝ่ายที่มาจากประชาธิปไตย ที่ต้องการกลับไปสู่บทบัญญัติปกติ ที่การจัดรัฐบาล ต้องสะท้อนผลเลือกตั้ง แต่การลงมติ ฝ่ายที่ยืนอยู่กับอำนาจของประชาชนกลับต้องพ่ายแพ้สะท้อนถึงสภาพปัญหาประชาธิปไตยของประเทศที่ยังรอคอยการแก้ไขอีกมาก

