หน้าแรก ภาพนำ สุจิตต์ ทวงคว...

สุจิตต์ ทวงความเป็นธรรม ‘ศาสนาผี’ ถูกลืมจากการศึกษา ไขปมงานศพไทย ทำไมสุดครึกครื้น ?

1.10.22 | 16:48 น.

สุจิตต์ ทวงความเป็นธรรม ‘ศาสนาผี’ ถูกลืมจากการศึกษา ไขปมงานศพไทย ทำไมสุดครึกครื้น ?

 

 

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์มติชน จัดกิจกรรม Special talk หัวข้อ ‘ศาสนาผีในไทย หลายพันปี ก่อนประวัติศาสตร์ถึงปัจจุบัน’ โดยมี นายสุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์เครือมติชน ผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม บรรยาย

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเมื่อเวลา 12.30 น. ว่ามีผู้รอฟังบรรยายเต็มพื้นที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัยซึ่งทางสำนักพิมพ์เปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้า โดยที่นั่งเต็มในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

เวลาราว 12.45 น. นายสุจิตต์ เดินทางถึงสถานที่บรรยาย นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) รอร่วมฟังบรรยาย นางสาวปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) , นายนฤตย์ เสกธีระ กรรมการผู้จัดการ บริษัทงานดี จำกัด , นายสมปรารถนา คล้ายวิเชียร ผอ.ฝ่ายดิจิทัลมีเดีย มติชนทีวี และนายมณฑล ประภากรเกียรติ ผู้จัดการสำนักพิมพ์มติชน ให้การต้อนรับ

Advertisement

เวลาราว 13.10 น. นายสุจิตต์ เริ่มบรรยายโดยกล่าวถึงประเด็นเรื่อง ‘ขวัญ‘ ซึ่งเป็นความเชื่อในศาสนาผี

นายสุจิตต์กล่าวว่า คนส่วนใหญ่คิดว่าประเพณีพิธีกรรมต่างๆ ในสังคมไทยมาจากศาสนาพุทธทั้งหมด แต่ความเป็นจริงไม่ใช่เช่นนั้น เพราะมากมายด้วยความเชื่อจากศาสนาผีที่ถูกผนวกเข้ามา ปรากฏร่องรอยหลักฐานมากมาย อาทิ เพลงปี่พาทย์ชุดทำขวัญซึ่งเป็นเพลงชุดยาวหลายเพลงต่อเนื่องกัน โหมโรงเช้า ขึ้นด้วยเพลง ‘สาธุการ’ ในขณะที่เพลงทำขวัญไม่มีสาธุการ ไม่ไหว้พระ เพราะเป็นเพลงผี ขึ้นด้วยเพลงนางนาค ซึ่งเป็นผีบรรพชนในอุษาคเนย์ หรือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นี่คือเรื่องสำคัญ แต่การศึกษาไทยปฏิเสธ

นายสุจิตต์ กล่าวด้วยว่า คำที่คุ้นเคยอย่าง ‘ของขวัญ’ ก็เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องขวัญ ซึ่งคนมักสับสนหรือนำไปปะปนกับ ‘วิญญาณ’

“คนเขื่อเรื่องขวัญ แต่มักคิดว่าเป็นวิญญาณ คนตาย ขวัญไม่ตาย ปัจจุบันเวลามีการนิมนต์พระไปเชิญวิญญาณ จริงๆแล้วไม่ใช่วิญญาณ แต่เป็นขวัญ” นายสุจิตต์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการบรรยายครั้งนี้ มีภิกษุสงฆ์ร่วมฟังหลายรูป นายสุจิตต์ จึงกล่าวว่า ในวันนี้มีพระนั่งอยู่ด้วย ขอให้ถามพระเอง

จากนั้น นายสุจิตต์ กล่าวถึงบทบาทผู้หญิงในสังคมอุษาคเนย์ในอดีตว่าอยู่ในสถานะสูงกว่าชาย ดังเช่นการพบโครงกระดูกสตรีที่สวมใส่ลูกปัดนับแสนเม็ดที่แหล่งโบราณคดีบ้านโคกพนมดี จังหวัดชลบุรี ถือว่ามีอำนาจและศักดิ์ศรีมากกว่าชาย ผู้หญิงคือหัวหน้าเผ่าพันธุ์

“เวลาแต่งงาน เรียกบ่าว-สาว ผู้หญิงเป็นนาย ผู้ชายเป็นบ่าว ผู้สืบสายตระกูลคือหญิง ศาสนาผีตัองเข้าทรง ร่างทรงคือตัวกลาง และต้องเป็นผู้หญิง ส่วนหนึ่งเป็นหัวหน้าเผ่าพันธุ์ สามารถติดต่อผีฟ้าได้ ผีฟ้าไม่ลงผู้ชาย ลงแต่ผู้หญิง” นายสุจิตต์ กล่าว

นายสุจิตต์ ยังกล่าวถึงคำว่า ‘มด’ ซึ่งปัจจุบันคุ้นเคยกันในคำว่า ผีมด แม่มด เป็นต้น ว่า ปัจจุบันยังไม่มีคำอธิบายอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ตนสันนิษฐานว่า เป็นคำเดียวกับคำว่า ‘มดลูก’ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ให้กำเนิดบุตร สัมพันธ์กับพิธีกรรมการฝังศพครั้งที่ 2 ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งผู้ตายจะถูกนำโครงกระดูกมาต่อใหม่ ใส่ลงในภาชนะดินเผา โดยมีผู้ตีความว่า สื่อถึงการคืนสู่ครรภ์มารดา

“เรื่องใหญ่ที่สุด คือความตาย ในศาสนาผี ไม่มีโลกหน้า มีแต่โลกของผี และโลกของคน
อย่างไรก็ตาม ความตายในความเข้าใจปัจจุบันกับอดีต เป็นคนละเรื่อง หลักฐานทางโบราณคดีที่พบ แสดงให้เห็นว่า พิธีกรรมความตายมีชนชั้น 1. รากหญ้า ให้แร้งกากิน ทำขวัญ 1-2 วัน 2. ชนชั้นนำ หัวหน้าเผ่า มีพิธีกรรมยาวมาก หลายพันปีที่ก่อนก็มีอภิสิทธิชนแล้ว” นายสุจิตต์กล่าว

 

จากนั้น นายสุจิตต์ กล่าวถึงการฝังศพในอดีตบริเวณ ‘ลานกลางบ้าน’ ในชุมชน เมื่อครั้งตนยังอยู่ที่บ้านเกิดในจังหวัดปราจีนบุรี ยังทันเห็นบรรยากาศงานศพที่ชาวบ้านสวมใส่เสื้อผ้ามีสีสัน มีมหรสพ ไม่ใช่งานโศกเศร้าที่ต้องแต่งกายด้วยชุดสีดำเหมือนปัจจุบันซึ่งเป็นอิทธิพลจากตะวันตกที่รับมาในภายหลัง

“ชุมชนสมัยก่อน มีลานกลางบ้านเป็นศูนย์กลาง เวลาฝังศพก็ฝังที่ลานกลางบ้านซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน มีการสูดขวัญ เรียกขวัญหลายคืน เพราะขวัญหาทางกลับไม่ถูก ต้องตีเกราะเคาะไม้ สนุกเฮฮา เพื่อเรียกขวัญกลับร่างที่นอนตาย

ศาสนาอื่น ร้องไห้เสียใจ แต่งานศพไทย สนุกฉิบหาย เล่นไพ่ ใส่ชุดสีสัน ไม่ใช่เรื่องเศร้า เพราะฐานคิดมาจากตรงนี้” นายสุจิตต์กล่าว

นายสุจิตต์ ยังกล่าวถึงการที่วงการโบราณคดีไทย มักใช้คำเรียกโบราณวัตถุที่พบร่วมกับโครงกระดูกในหลุมขุดค้นว่า ‘ของอุทิศ’ ว่า ไม่ถูกต้อง เนื่องจากเป็นการใช้แนวคิดทางพุทธศาสนามาอธิบาย และการศึกษาไทย แยกศาสนาต่างๆ ทำให้อยู่โดดๆ ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่ในสังคมไทยหลอมรวมไว้ทั้งศาสนาผี พราหมณ์ พุทธ และอื่นๆ

“การเอาภาชนะไปฝังในหลุมศพ ไม่ใช่ของที่ระลึก ไม่ใช่ของอุทิศตามที่นักโบราณคดีชอบใช้ เพราะจะเข้าพุทธ นี่มันศาสนาผี จะเอาพุทธไปอธิบายไม่ได้ หลายอย่างเกี่ยวกับผี และพราหมณ์ ไม่ใช่พุทธ แต่ถูกจับยัดให้เป็นพุทธ ซึ่งไม่ถูก” นายสุจิตต์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีบุคคลในแวดวงต่างๆ ร่วมกิจกรรมจำนวนมาก อาทิ นายตะวัน วัตุยา ศิลปินชื่อดัง, นางสาววิราวรรณ นฤปีติ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์, นายฆนัท นาคถนอมทรัพย์ นักวิชาการอิสระ รวมถึงผศ. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร และดร.ป๋วย อุ่นใจ ซึ่งจะร่วมอ่านบทกวีในตอนท้ายกิจกรรม

นอกจากนี้ นางสาวนิตยา กนกมงคล ผอ.สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร และนายเขมชาติ เทพไชย อดีตรองอธิบดีกรมศิลปากร ร่วมฟังด้วย

ทั้งนี้ ในช่วงก่อนการบรรยายมีผู้ขอร่วมถ่ายภาพและขอลายเซ็นนายสุจิตต์เป็นจำนวนมาก บางรายนำผลงานเล่มเก่ามาให้เซ็นโดยกล่าวว่าติดตามรายการขรรค์ชัย-สุจิตต์และย้อนอ่านผลงานในอดีตจนถึงวันนี้