หน้าแรก ภาพนำ ‘มติชน’ ท้าทา...

‘มติชน’ ท้าทายจุดเปลี่ยนผ่าน ‘อำนาจนอกระบบ’ จ่อ ล้วงวิสัยทัศน์แคนดิเดตนายกฯ ‘ศึกเลือกตั้ง 66’

23.02.23 | 13:17 น.

‘มติชน’ แถลงท้าทายจุดเปลี่ยนผ่าน อำนาจนอกระบบ จ่อล้วงลึกตัวแสดง ‘เลือกตั้ง 66’ งัดวิสัยทัศน์แคนดิเดตนายกฯ ปักฐานประชาธิปไตยให้มั่น

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ชั้น G บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) มีการจัดงานแถลงข่าว “มติชน : เลือกตั้ง 2566 บทใหม่ประเทศไทย” ซึ่งเป็นแคมเปญที่นำเสนอบทบาทใหม่ของ 5 สื่อเครือมติชน ประกอบด้วย มติชน ข่าวสด ประชาชาติ มติชนทีวี และมติชนสุดสัปดาห์ ที่จับมืออีก 5 พันธมิตร ได้แก่ ทีดีอาร์ไอ, สถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย, วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์, MFEC, และศูนย์ข้อมูลมติชน เปิด “5 เวที 10 ยุทธศาสตร์ 2 กลยุทธ์” เพื่อสะท้อนภาพทุกมิติ ตีแผ่ทิศทางของสถานการณ์การเลือกตั้ง 2566 ว่าจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยอย่างไร พลังมหาศาลจากคะแนนเสียงจากประชาชน จะปลดล็อกประเทศไทยให้พ้นจาก “ดีไซน์” ของกลุ่มอำนาจได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งนับเป็นมิติใหม่ของสื่อมวลชนในการร่วมขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทย

อ่านข่าว : มติชนจัดเต็ม ‘เลือกตั้ง 66’ คิกออฟบทใหม่ประเทศไทย ลงลึก ‘5 เวที 10 ยุทธศาสตร์ 2 กลยุทธ์’

บรรยากาศเวลา 10.40 น. นายปราปต์ บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการสายเทคโนโลยีและดิจิทัลมีเดีย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), นายศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) MFEC, ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ), รศ.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย และ ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ร่วมแถลงข่าวความร่วมมือภายใต้แคมเปญดังกล่าว ในหัวข้อ “เลือกตั้ง 66 บทใหม่ประเทศไทย” ดำเนินรายการโดย นายเอกภัทร เชิดธรรมธร

เมื่อพิธีกรถามถึง บทบาทของสื่อ กับการเลือกตั้งครั้งนี้ ?

Advertisement

นายปราปต์ บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการสายเทคโนโลยีและดิจิทัลมีเดีย กล่าวว่า มี 2 ประเด็นใหญ่ คือ 1.นิยามในมุมสื่อมวลชน ว่าการเลือกตั้งมีสถานะเป็นอะไรบ้าง คิดว่าการเลือกตั้งเป็นเหมือนเครื่องมือที่เราใช้เพื่อให้มองเห็นความเปลี่ยนแปลงทางสังคมชัดเจนขึ้น และเชื่อว่าทุกคนตระหนักดีว่าความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเกิดขึ้นตลอด เกิดขึ้นเรื่อยๆ ไม่หยุด และ 10 ปีให้หลัง ประเทศไทยเปลี่ยนไปเยอะ

“ถ้ามองในมุมสื่อ เมื่อการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไป ‘การเลือกตั้ง’ คือเครื่องมือหยุดภาพความเปลี่ยนแปลงนั้นไว้ชั่วขณะ เพื่อให้เราเห็นรายละเอียดของความเปลี่ยนแปลง เมื่อเวลาผ่านไป 4 ปี หรือซูมเข้าไปพินิจพิเคราะห์รายละเอียด ว่ามีความเปลี่ยนแปลงไหนน่าสังเกตเป็นพิเศษหรือไม่ การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ปี 2562 จุดที่เราใส่ใจเยอะ คือเกิดนิวโหวตเตอร์ หรือคนรุ่นใหม่ที่มีพลัง สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลง หรือสร้างนัยยะสำคัญอะไรบางอย่างได้เป็นต้น

“ผมเข้าใจว่า ‘ศักยภาพของการเลือกตั้ง’ สถานะของมันคือ ‘โพล’ ที่ใหญ่มาก มีกลุ่มตัวอย่างกว้างขวาง และใหญ่ระดับประเทศ ถ้าเป็นดาต้า ก็เป็นดาต้าที่ใหญ่มาก และซับซ้อนด้วย” นายปราปต์กล่าว

นายปราปต์กล่าวต่อว่า การเลือกตั้งคือการถาม 2 คำถามง่ายๆ ว่าคุณอยากได้นายกรัฐมนตรีแบบไหน และคุณอยากได้รัฐบาลแบบไหน แต่ถามทุกคนในฐานะโหวตเตอร์ เข้าใจว่าก่อนกากบาทลงในบัตร กระบวนการคิดของแต่ละคนซับซ้อนกว่านั้น

“มันมีอารมณ์ความรู้สึก มีนัยยะอื่นๆ ที่มันซับซ้อนกว่านั้น จริงๆ การเลือกตั้งเราพูดเสมือนว่าเป็นรูปธรรมอะไรบางอย่าง ผ่านคะแนนเสียง ผ่านพรรคการเมือง ผ่านแคนดิเดตนายกฯ แต่ผมเข้าใจว่ามันบรรจุอารมณ์ความรู้สึกของคนที่เปลี่ยนไปด้วย คือประเด็นแรก” นายปราปต์กล่าว

นายปราปต์กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่ 2 สื่อเครือมติชนจะทำอะไรบ้าง? แล้วสิ่งที่จะทำเชื่อมโยงกับความท้าทายของสื่อมวลชนในสนามการเลือกตั้งอย่างไร? หากเชื่อมโยงกับ “การเปลี่ยนแปลง” ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเลือกตั้งเชื่อมโยงกับเวลา 3 มิติ คือ “อดีต ปัจจุบัน อนาคต”

ปราปต์ บุนปาน

“สิ่งที่มติชนจะจัดนั้น น้ำหนักอยู่ที่ ‘อนาคต’ เวทีดีเบตต่างๆ เราจะฉายภาพให้เห็นวิสัยทัศน์ของแคนดิเดต หรือพรรค ว่ามองสังคมไทยอย่างไร ชัดเจนเช่นเดียวกับเวทีภาคประชาชน หรือกระทั่งเวทีคนรุ่นใหม่ที่จะจัดขึ้นที่ ม.ธรรมศาสตร์ ธีมเดียวกันหมด คือภาคส่วนต่างๆ เขามอง คาดหวัง อนาคตของสังคมไทยอย่างไรบ้าง

“แต่ขณะเดียวกัน เข้าใจว่ามีอีกประเด็นที่คนคาดหวังจากสื่อเยอะ คือการทำนายผลการเลือกตั้ง ผมรู้สึกว่าเป็นมิชชั่นอิมพอสซิเบิล คุณอาจจะทำนายแนวโน้มได้ แต่ไม่มีทางทำนายได้อย่างแม่นยำ 100 เปอร์เซ็นต์ ทุกการเลือกตั้งมีเซอร์ไพรส์เสมอ เพราะนิวโหวตเตอร์คือประชาชนกว่า 10 ล้านคน ไม่ว่าสื่อหรือใคร ไม่สามารถทำความเข้าใจคนทั้ง 10 ล้านได้หมด แต่นัยสำคัญคือการมองว่า เมื่อผลเลือกตั้งออกมาแล้วคุณไม่รู้จักอะไรต่างหาก คุณไม่รู้จักประชาชน เพื่อนร่วมประเทศขนาดไหน หรือคุณทึกทักพวกเขาไปขนาดไหน อันนี้น่าสนใจกว่าการทำนายผลที่คาดเดาไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์” นายปราปต์ชี้

นายปราปต์กล่าวถึงบทบาทสื่อในมิติ “ปัจจุบัน” ว่าเป็นสิ่งที่สื่อต้องทำอยู่แล้ว ซึ่งจากการรายงานข่าวรายวัน ก็กลายเป็นรายชั่วโมง รายนาที ปัจจุบันจุดพีคหรือไคลแมกซ์อยู่ในวันเลือกตั้ง ซึ่งคนคาดหวังตรงกันว่าสื่อต่างๆ จะแข่งขันกันอย่างดุเดือดเรื่องการรายงานผล แต่กระนั้น องค์กรจัดการเลือกตั้ง คราวนี้รู้สึกว่าไม่อยากให้เราดีลกับผลคะแนนการเลือกตั้งมากนัก แต่ปัจจุบันไม่สามารถดีลกับปัจจุบันของการเลือกตั้ง ด้วยความคลุมเครือได้ ต้องมีแรงผลักดันอะไรบางอย่าง

ประเด็นสุดท้าย “อดีต” เวลาเราพูดถึงการเลือกตั้งมักไม่ค่อยให้น้ำหนักกับอดีต แต่ความจริงแล้วสำคัญกว่าที่คิด อาจจะต้องมองว่าการเลือกตั้งปี 2562 และ 2566 เป็นอย่างไร

“มันอาจจะมีความคลาดเคลื่อน มีช่องโหว่บ้างก็ได้ แต่มันจะบอกว่า ‘สังคม คน การเมือง’ เปลี่ยนไปอย่างไร ‘อดีต’ ในแง่ประวัติศาสตร์ เป็นเครื่องมือที่ทำให้เราเข้าใจสภาพการเมืองไทยได้ เวลาเราพูดถึงการเมืองไทยร่วมสมัย เราจะมองมันเป็นความสืบเนื่อง เราจะนิยามว่านี่คือวาระ 4 ปีที่สภาผู้แทนราษฎรอยู่ครบชุด 8 ปีที่เรามีนายกฯชื่อประยุทธ์ หรือมองยาวกว่านั้น 14-15 ปีของสงครามเสื้อสี 17 ปีของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ผมรู้สึกว่ามันคือความคาดหวังของสังคม โดยเฉพาะสื่อเก่าแก่อย่างเครือมติชน คุณมีประสบการณ์ มีชุดคำอธิบายต่อปรากฏการณ์ต่างๆ มีความรู้ความเข้าใจตัวแสดงการเมืองหลากหลายรุ่น จะนำมาเชื่อมโยงได้อย่างไรบ้าง เชื่อมโยงได้มากพอไหม สุดท้ายอยู่ที่ผลการเลือกตั้งที่อาจจะเกิดขึ้นประมาณวันที่ 7 พฤษภาคมนี้ สุดท้ายคนจะคาดหวังกับสื่อ ด้วยองค์ความรู้ทั้งหมดที่คุณมี จะสามารถอธิบายความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้หรือไม่” นายปราปต์กล่าว

ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร

ด้าน นายศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFEC กล่าวว่า บริษัทของตนเองเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ สมาชิกในทีมส่วนใหญ่เป็นโปรแกรมเมอร์ คนรุ่นใหม่ค่อนข้างเบื่อเพราะรู้สึกว่าการเมืองที่ผ่านมามันเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ เหมือนไม่มีความพยายามในการเปลี่ยนแปลง

“เราไม่พูดถึงสิ่งที่สำเร็จหรือไม่สำเร็จ แต่เราดูที่ความพยายาม สิ่งที่เราอยากจะเน้นก็คือว่าถ้าจะพัฒนาประเทศเหมือนกับเกาหลีใต้หวันเขาจะมีความคิดใกล้เคียงกันว่าจะไปในทิศทางไหนและทำอย่างต่อเนื่อง หรือซอฟต์เพาเวอร์ของเกาหลีใต้จริงๆเขาจะทำตั้งแต่ 10-15 ปีที่แล้ว และเลือกคนที่ความคิดเห็นแนวเดียวกันและทำอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยเราเคยทำ Creative Economy ทำปีเดียวจบ ไม่มีความต่อเนื่อง สิ่งที่ทางเราอยากจะสนับสนุนคนรุ่นใหม่คือ อย่างไรก็ต้องเลือกและเลือกคนที่มีความคิดใกล้เคียงกัน เน้นที่สิ่งที่เราอยากได้นั่นก็คือ Public Policy ตอนนี้คนรุ่นใหม่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถ้าเลือก ส.ส.จากพรรค ก. หรือ พรรค ข. แล้วเขาจะได้ทำอะไร ถ้าเราเน้นที่ Public Policy ทุกคนจะรู้ว่าถ้าเลือกคนกลุ่มนี้เราจะได้อย่างนี้ตามลำดับ เพราะฉะนั้น น่าจะถึงจุดเปลี่ยนแปลง ที่เอาคน 500 คนที่มีความคิดคล้ายๆ กันมาแก้ไขปัญหาของประเทศ” นายศิริวัฒน์กล่าว

เมื่อถามว่า ในฐานะสถาบันวิจัย มองนโยบายสาธารณอะไร ที่เหมาะสมกับประเทศไทย ณ เวลานี้

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า เป็นโอกาสดีที่เครือมติชน จัดมหกรรมรับมือการเลือกตั้งที่สำคัญยิ่ง ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนผ่านของการมีอำนาจนอกระบบเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นเป็นประชาธิปไตยเต็มใบมากยิ่งขึ้น ซึ่งตนอยากให้เดินหน้าไม่ถอยหลังไปมา สามารถแก้ได้ด้วย

1.การแข่งขันเชิงนโยบายของพรรคการเมือง พรรคไหนชนะ นโยบายทำได้จริง จะสร้างความน่าเชื่อให้ประชาธิปไตยในประเทศ

2.นโยบายสาธารณะควรจะยั่งยืน ทำได้จริงในทางการเมือง ไม่ทำให้คนในอนาคต ต้องรับภาระคนรุ่นหลัง และควรจะยั่งยืนในด้านการคลัง ไม่ทำประเทศติดหล่มด้วยการลด แลก แจก แถม

“นักการเมืองแสดงความเป็นห่วงว่า ปัจจุบัน การลด แลก แจก แถม จะส่งผลให้ประเทศไปไม่ได้ทางเศรษฐกิจการคลัง แม้ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยมั่นคง อย่างอังกฤษ การที่นายกฯ คนล่าสุดลาออก ก็เพราะการพยายามดำเนินนโยบายที่เป็นไปไม่ได้ทางการคลัง

แต่ถ้าไม่ทำหลังจากหาเสียง ก็เสียในเรื่องความน่าเชื่อถือ ในฐานะสถาบันวิจัยด้านโยบาย อยากช่วยทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญ ในการลงหลักปักฐานประชาธิปไตย ทำได้จริง และไม่ทิ้งภาระให้คนในอนาคต” ดร.สมเกียรติกล่าว และว่า

โปรดอย่ารอคอย แต่จงติดตามด้วยความระทึกใจ

ดร.สมเกียรติ ยังกล่าวถึงบทบาทที่สังคมคาดหวังต่อสื่อมวลชนด้วยว่า ไม่เพียงเป็นกระจก แต่เป็นตะเกียงด้วย ช่วยเชฟข้อมูลให้โหวตเตอร์ตัดสินใจได้ดีขึ้น

“เวลาจัดเวที ไม่อยากให้ถามว่าพรรคการเมืองมีนโยบาย มีวิสัยทัศน์อย่างไรเท่านั้น แต่ต้องล้วงลงไป เอาเงินมาจากไหน ทำได้จริงหรือไม่ อย่างไร ? เพื่อให้โหวตเตอร์ได้ฉุกคิดว่ามีต้นทุนในการทำนโยบาย เพื่อการตัดสินใจกำหนดอนาคตได้ดีขึ้น” ดร.สมเกียรติกล่าว

ธนพร ศรียากูล

ด้าน รศ.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย กล่าวว่า ถ้าดูตัวเลขเมื่อปี 2562 ก็ต้องบอกว่าพลังเสรีนิยมกับอนุรักษนิยม ชนะกันไม่เด็ดขาด เอาตัวเลขโหวตเตอร์มารวมกันจะอยู่ที่ฝ่ายละ 15 ล้านคน เพราะฉะนั้นชุดข้อมูลที่เรามีเราเน้นที่การปฏิบัติจริง คือชุดข้อมูลการเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งเรามีชุดข้อมูลถึงระดับหน่วยเลือกตั้ง

“ลองคิดดูว่ามันน่าตื่นตาตื่นใจขนาดไหน ถ้าสมมติวันนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศเขตเลือกตั้ง เราใช้ฐานตัวเลขปี 62 ออกมาได้เลยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเป็นนายกหรือไม่ หรือพรรคเพื่อไทย (พท.) จะได้เป็น ผมคิดว่าสมมติฐานแบบนี้เกิดจากการคำนวณโดยใช้ข้อมูลจากการต่อสู้ของจริงในเวทีการเลือกตั้งจริงปี 62

และเรามีสมมติฐานว่า วันนี้การต่อสู้ระหว่างพลังสองขั้วนี้ก็ยังดำรงอยู่ ผมอยากจะท้าทายว่าถ้าเราคิดว่าเราจะเป็นเสรีนิยมมากๆ วันที่ 3 มีนาคมรอดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ ถ้าเรายังสลัดไม่พ้นเรื่องราษฎรต้องมีแต่สัญชาติไทย นัยยะของมันคือเรายังคงมีความเป็นอนุรักษนิยมอยู่ จะเข้มหรือจะอ่อนไม่ทราบ แต่พื้นฐานคือเรายังก้าวข้ามไม่พ้นคำว่า ‘มนุษย์ทุกคนมีความเสมอภาคกันในฐานะความเป็นมนุษย์’ ซึ่งนี่คือความคิดพื้นฐานของเสรีนิยม และวันที่ 20 มีนาคมหลังจากที่ กกต.ทำการแบ่งเขตเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่เราพยายามจะทำเสริมกับงานของมติชนคือใช้ฐานข้อมูลการเลือกตั้งปี 62 เอามาวิเคราะห์ว่าจาก 350 เขต ถ้าแตกตัวมาเป็น 400 เขต พล.อ.ประยุทธ์ หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี” รศ.ธนพรกล่าว

เมื่อถามว่า คาดหวังกับการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างไร ?

อัครพงษ์ ค่ำคูณ

ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กล่าวว่า ในฐานะวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ เราต้องหยิบยกคำพูดของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ที่ว่า ‘ทุกคนควรจะต้องอยู่ร่วมกันอย่างสันติในโลกได้’ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนชาติไหน เมื่อมาอยู่ในเมืองไทยคุณมีหน้าที่รับผิดชอบต่อสังคมไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์เรายินดีที่จะเป็นพื้นที่ปลอดภัย พื้นที่เสรีภาพ อย่าง อ.ปรีดี ชัดว่าท่านเป็นสันติภาพ ไม่เคยเห็น อ.ปรีดี ว่าใครทั้งๆ ที่ตัวเองโดนมาก ต้องยอมรับเลยว่า อ.ปรีดีคือคนเริ่ม constitutional monarchy บอกว่าเราเป็น ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งพระมหากษัตริย์ยังเป็น Head of State

“ตอนนี้เราพูดถึง Head of Government เรากำลังหาผู้แทนซึ่งจะไปทำหน้าที่ตัดสินใจในการใช้ทรัพยากรของชาติ เพราะฉะนั้น ทุกคนเกี่ยวข้องหมด รวมถึงนักศึกษา 50/50 กำลังสู้กันระหว่างนิวเจนเนอเรชั่น และเจเนอเรชั่นที่สถาปนาแล้ว

“อันนึงที่ยังไม่เห็นในทุกพรรคการเมือง อย่าลืมว่า อ.ปรีดี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นโยบายต่างประเทศ ของไทย ยังไม่เห็นเลยในทุกพรรคการเมือง พูดเรื่องอยู่ดีกินดี อย่าลืมว่าประเทศที่เจริญแล้วทั่วโลก สิ่งที่เขามีนอกเหนือจาก Domestic Policy ทำให้อยู่ดีกินดี คือการออกไปค้าค้าขาย ติดต่อกับต่างประเทศ นโยบายเราเป็นอย่างไร เราจะดูแลคนอื่นที่มาอยู่เมืองไทยอย่างไรบ้าง นโยบายต่างประเทศต้องมี ต้องแข็ง เอาง่ายๆ เกาหลีใต้ดังขึ้นมาเพราะนโยบายต่างประเทศ เพราะฉะนั้นฝากด้วย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี ชื่อก็นานาชาติอยู่แล้ว เราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่เน้นว่า งคนไทยต้องรู้ไทย เข้าใจโลกให้ได้’ ” ผศ.อัครพงษ์กล่าว