‘มติชน’ เชื่อ มีเซอร์ไพรส์ได้เสมอ! โหวตเตอร์คิดซับซ้อน วัดกันที่อารมณ์สังคม มองสื่อมีบทบาทเชื่อมโยงเวลา 3 มิติ ‘อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต’
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ชั้น G บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) มีการจัดงานแถลงข่าว “มติชน : เลือกตั้ง’66 บทใหม่ประเทศไทย” ซึ่งเป็นแคมเปญที่นำเสนอบทบาทใหม่ของ 5 สื่อเครือมติชน ประกอบด้วย มติชน ข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ มติชนทีวี และมติชนสุดสัปดาห์ ที่จับมืออีก 5 พันธมิตร ได้แก่ ทีดีอาร์ไอ, สถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย, วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์, MFEC, และศูนย์ข้อมูลมติชน เปิด “5 เวที 10 ยุทธศาสตร์ 2 กลยุทธ์” เพื่อสะท้อนภาพทุกมิติ ตีแผ่ทิศทางของสถานการณ์การเลือกตั้ง 2566 ว่าจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยอย่างไร พลังมหาศาลจากคะแนนเสียงจากประชาชน จะปลดล็อกประเทศไทยให้พ้นจาก “ดีไซน์” ของกลุ่มอำนาจได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งนับเป็นมิติใหม่ของสื่อมวลชนในการร่วมขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทย

บรรยากาศเวลา 10.40 น. นายปราปต์ บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการสายเทคโนโลยีและดิจิทัลมีเดีย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), นายศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) MFEC, ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ), รศ.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย และ ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ร่วมแถลงข่าวความร่วมมือภายใต้แคมเปญดังกล่าว ในหัวข้อ “เลือกตั้ง 66 บทใหม่ประเทศไทย” ดำเนินรายการโดย นายเอกภัทร เชิดธรรมธร
อ่านข่าว
- : ‘มติชน’ ท้าทายจุดเปลี่ยนผ่าน ‘อำนาจนอกระบบ’ จ่อ ล้วงวิสัยทัศน์แคนดิเดตนายกฯ ‘ศึกเลือกตั้ง 66’
- มติชนจัดเต็ม ‘เลือกตั้ง 66’ คิกออฟบทใหม่ประเทศไทย ลงลึก ‘5 เวที 10 ยุทธศาสตร์ 2 กลยุทธ์’
- คณบดีวิทยาลัยฯปรีดี ถามหา ‘นโยบาย ตปท.’ รอเปิดสนามให้ประชัน ฝากทุกพรรค ‘ต้องรู้ไทยเข้าใจโลก’
เมื่อพิธีกรถามถึงบทบาทของสื่อ กับการเลือกตั้งครั้งนี้?
นายปราปต์ บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการสายเทคโนโลยีและดิจิทัลมีเดีย กล่าวว่า มี 2 ประเด็นใหญ่ คือ 1.นิยามในมุมสื่อมวลชน ว่าการเลือกตั้งมีสถานะเป็นอะไรบ้าง คิดว่าการเลือกตั้งเป็นเหมือนเครื่องมือที่เราใช้เพื่อให้มองเห็นความเปลี่ยนแปลงทางสังคมชัดเจนขึ้น และเชื่อว่าทุกคนตระหนักดีว่าความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเกิดขึ้นตลอด เกิดขึ้นเรื่อยๆ ไม่หยุด และ 10 ปีให้หลัง ประเทศไทยเปลี่ยนไปเยอะ

“ถ้ามองในมุมสื่อ เมื่อการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไป ‘การเลือกตั้ง’ คือเครื่องมือหยุดภาพความเปลี่ยนแปลงนั้นไว้ชั่วขณะ เพื่อให้เราเห็นรายละเอียดของความเปลี่ยนแปลง เมื่อเวลาผ่านไป 4 ปี หรือซูมเข้าไปพินิจพิเคราะห์รายละเอียด ว่ามีความเปลี่ยนแปลงไหนน่าสังเกตเป็นพิเศษหรือไม่ การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ปี 2562 จุดที่เราใส่ใจเยอะ คือเกิดนิวโหวตเตอร์ หรือคนรุ่นใหม่ที่มีพลัง สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลง หรือสร้างนัยยะสำคัญอะไรบางอย่างได้เป็นต้น
“ผมเข้าใจว่า ‘ศักยภาพของการเลือกตั้ง’ สถานะของมันคือ ‘โพล’ ที่ใหญ่มาก มีกลุ่มตัวอย่างกว้างขวาง และใหญ่ระดับประเทศ ถ้าเป็นดาต้า ก็เป็นดาต้าที่ใหญ่มาก และซับซ้อนด้วย” นายปราปต์กล่าว
นายปราปต์กล่าวต่อว่า การเลือกตั้งคือการถาม 2 คำถามง่ายๆ ว่าคุณอยากได้นายกรัฐมนตรีแบบไหน และคุณอยากได้รัฐบาลแบบไหน แต่ถามทุกคนในฐานะโหวตเตอร์ เข้าใจว่าก่อนกากบาทลงในบัตร กระบวนการคิดของแต่ละคนซับซ้อนกว่านั้น

“มันมีอารมณ์ความรู้สึก มีนัยยะอื่นๆ ที่มันซับซ้อนกว่านั้น จริงๆ การเลือกตั้งเราพูดเสมือนว่าเป็นรูปธรรมอะไรบางอย่าง ผ่านคะแนนเสียง ผ่านพรรคการเมือง ผ่านแคนดิเดตนายกฯ แต่ผมเข้าใจว่ามันบรรจุอารมณ์ความรู้สึกของคนที่เปลี่ยนไปด้วย คือประเด็นแรก” นายปราปต์กล่าว
นายปราปต์กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่ 2 สื่อเครือมติชนจะทำอะไรบ้าง? แล้วสิ่งที่จะทำเชื่อมโยงกับความท้าทายของสื่อมวลชนในสนามการเลือกตั้งอย่างไร? หากเชื่อมโยงกับ “การเปลี่ยนแปลง” ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเลือกตั้งเชื่อมโยงกับเวลา 3 มิติ คือ “อดีต ปัจจุบัน อนาคต”
“สิ่งที่มติชนจะจัดนั้น น้ำหนักอยู่ที่ ‘อนาคต’ เวทีดีเบตต่างๆ เราจะฉายภาพให้เห็นวิสัยทัศน์ของแคนดิเดต หรือพรรค ว่ามองสังคมไทยอย่างไร ชัดเจนเช่นเดียวกับเวทีภาคประชาชน หรือกระทั่งเวทีคนรุ่นใหม่ที่จะจัดขึ้นที่ ม.ธรรมศาสตร์ ธีมเดียวกันหมด คือภาคส่วนต่างๆ เขามอง คาดหวัง อนาคตของสังคมไทยอย่างไรบ้าง
“แต่ขณะเดียวกัน เข้าใจว่ามีอีกประเด็นที่คนคาดหวังจากสื่อเยอะ คือการทำนายผลการเลือกตั้ง ผมรู้สึกว่าเป็นมิชชั่นอิมพอสซิเบิล คุณอาจจะทำนายแนวโน้มได้ แต่ไม่มีทางทำนายได้อย่างแม่นยำ 100 เปอร์เซ็นต์ ทุกการเลือกตั้งมีเซอร์ไพรส์เสมอ เพราะนิวโหวตเตอร์คือประชาชนกว่า 10 ล้านคน ไม่ว่าสื่อหรือใคร ไม่สามารถทำความเข้าใจคนทั้ง 10 ล้านได้หมด แต่นัยสำคัญคือการมองว่า เมื่อผลเลือกตั้งออกมาแล้วคุณไม่รู้จักอะไรต่างหาก คุณไม่รู้จักประชาชน เพื่อนร่วมประเทศขนาดไหน หรือคุณทึกทักพวกเขาไปขนาดไหน อันนี้น่าสนใจกว่าการทำนายผลที่คาดเดาไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์” นายปราปต์ชี้
นายปราปต์กล่าวถึงบทบาทสื่อในมิติ “ปัจจุบัน” ว่าเป็นสิ่งที่สื่อต้องทำอยู่แล้ว ซึ่งจากการรายงานข่าวรายวัน ก็กลายเป็นรายชั่วโมง รายนาที ปัจจุบันจุดพีคหรือไคลแมกซ์อยู่ในวันเลือกตั้ง ซึ่งคนคาดหวังตรงกันว่าสื่อต่างๆ จะแข่งขันกันอย่างดุเดือดเรื่องการรายงานผล แต่กระนั้น องค์กรจัดการเลือกตั้ง คราวนี้รู้สึกว่าไม่อยากให้เราดีลกับผลคะแนนการเลือกตั้งมากนัก แต่ปัจจุบันไม่สามารถดีลกับปัจจุบันของการเลือกตั้ง ด้วยความคลุมเครือได้ ต้องมีแรงผลักดันอะไรบางอย่าง

ประเด็นสุดท้าย “อดีต” เวลาเราพูดถึงการเลือกตั้งมักไม่ค่อยให้น้ำหนักกับอดีต แต่ความจริงแล้วสำคัญกว่าที่คิด อาจจะต้องมองว่าการเลือกตั้งปี 2562 และ 2566 เป็นอย่างไร
“มันอาจจะมีความคลาดเคลื่อน มีช่องโหว่บ้างก็ได้ แต่มันจะบอกว่า ‘สังคม คน การเมือง’ เปลี่ยนไปอย่างไร ‘อดีต’ ในแง่ประวัติศาสตร์ เป็นเครื่องมือที่ทำให้เราเข้าใจสภาพการเมืองไทยได้ เวลาเราพูดถึงการเมืองไทยร่วมสมัย เราจะมองมันเป็นความสืบเนื่อง เราจะนิยามว่านี่คือวาระ 4 ปีที่สภาผู้แทนราษฎรอยู่ครบชุด 8 ปีที่เรามีนายกฯชื่อประยุทธ์ หรือมองยาวกว่านั้น 14-15 ปีของสงครามเสื้อสี 17 ปีของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ผมรู้สึกว่ามันคือความคาดหวังของสังคม โดยเฉพาะสื่อเก่าแก่อย่างเครือมติชน คุณมีประสบการณ์ มีชุดคำอธิบายต่อปรากฏการณ์ต่างๆ มีความรู้ความเข้าใจตัวแสดงการเมืองหลากหลายรุ่น จะนำมาเชื่อมโยงได้อย่างไรบ้าง เชื่อมโยงได้มากพอไหม สุดท้ายอยู่ที่ผลการเลือกตั้งที่อาจจะเกิดขึ้นประมาณวันที่ 7 พฤษภาคมนี้ สุดท้ายคนจะคาดหวังกับสื่อ ด้วยองค์ความรู้ทั้งหมดที่คุณมี จะสามารถอธิบายความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้หรือไม่” นายปราปต์กล่าว

