ทั้งๆที่วาระ 3 ปีของรัฐประหาร วาระ 3 ปีของรัฐบาลน่าจะเป็นวาระอันเป็นมงคล
เหตุใดจึงสัมผัสได้ใน “ความหงุดหงิด”
เป็นเพราะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังมาจากฟากฝ่ายของ “นักการเมือง” อย่างนั้นหรือ
อาจใช่
เห็นได้จากการเรียงมาเป็นเรื่องๆจาก นายจาตุรนต์ ฉายแสง ตามมาด้วย นายชัยเกษม นิติสิริ ยิ่ง นายพิชัย นริพทะพันธุ์ ยิ่งปวดแสบปวดร้อน
เห็นได้จากการฉอดๆของ นายเกียรติ สิทธิอมร
จึงไม่แปลกที่ในรายการ”ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่าง ยั่งยืน” จึงมากด้วย “อารมณ์”
พลอยทำให้ “อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์” นั่งไม่เป็นสุข
แทนที่กระบวนการ “แถลง” ของคสช.และของรัฐบาลจะเน้นในด้าน “ผลงาน”
ตรงกันข้าม กลับวางน้ำหนัก
“อย่าไปหลงเชื่อในวาทกรรมการบิดเบือนและการสร้างความเข้าใจที่ผิดๆ”
หากมีบทสรุปเช่นนี้เสียแล้ว การตั้งข้อสังเกตด้วยความหวังดีอันมาจาก นายบรรยง พงษ์พานิช แห่งเกียรตินาคิน
ก็อาจถูกมองว่า “ประสงค์ร้าย”
เช่นเดียวกับ การตั้งข้อสังเกตว่าด้วย “การต่อท่ออำนาจ”ซึ่งมาจาก นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล
การเข้าสู่ปีที่ 3 จึงเปี่ยมด้วย”ความหงุดหงิด”
ในความเป็นจริง พลันที่วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 เดินทางมาถึงน่าจะเปี่ยมด้วยความมั่นใจ
มั่นใจในผลงาน
จากเดือนพฤษภาคม 2557 ถึงเดือนพฤษภาคม 2558 ถึงเดือนพฤษภาคม 2559และจะเข้าสู่เดือนพฤษภาคม 2560
เพราะ 3 ปีที่ผ่านมาอำนาจ”เบ็ดเสร็จ”และอำนาจ”พิเศษ”ล้วนอยู่ในมือของ “คสช.”
แล้วทำไมจะต้อง”หงุดหงิด”ตัวเองไปด้วย

