ย้อนคดีฆ่าสจ.โต้ง ศาลสั่งประหารโกทร สั่งตายในบ้านพัก ปมหักการเมืองท้องถิ่น
วันที่ 24 กันยายน ศาลฎีกาพิพากษาประหารชีวิต นายสุนทร วิลาวัลย์ หรือโกทร ผู้ยิ่งใหญ่แห่งปราจีนบุรี อดีตนายก อบจ. และอดีตรัฐมนตรี พร้อมพวก รวม 4 คน ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ พ.ร.บ.อาวุธปืน ในเหตุการณ์สังหาร ส.จ.โต้ง หรือนายชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ หรือ ส.จ.โต้ง ปราจีนบุรี
โดยเป็นการรัวถล่มถึง 22 นัด เสียชีวิตภายในบ้านเลขที่ 21/1 ถนนวัดโรมันอุทิศ ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ของนายสุนทรเอง
คดีนี้ถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นจากการขัดแย้งทางการเมือง มติชนออนไลน์ จะพาย้อนดูรายละเอียดคดีดังกล่าวว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร
ย้อนไปเมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 11 ธันวาคม 2567 พ.ต.อ.ทนงศักดิ์ คำมาตย์ ผกก.สภ.เมืองปราจีนบุรี ในขณะนั้น รับแจ้งเกิดเหตุยิงกันภายในบ้านเลขที่ 21/1 ถนนวัดโรมันอุทิศ ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี โดยผู้ก่อเหตุยังอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว
พ.ต.อ.ทนงศักดิ์รีบรายงานเหตุให้ พล.ต.ต.ภูมินทร์ สิงหสุต ผบก.ภ.จว.ปราจีนบุรี รับทราบในทันที เพราะบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านของนายสุนทร วิลาวัลย์ หรือโกทร นายก อบจ.ปราจีนบุรี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข อดีต ส.ส.จังหวัดปราจีนบุรี 8 สมัย และยังเป็นบ้านของ น.ส.กนกวรรณ วิลาวัลย์ หรือครูโอ๊ะ อดีต รมช.ศึกษาธิการ
พล.ต.ต.ภูมินทร์รีบนำเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษเข้าปิดล้อมที่เกิดเหตุ โดยบริเวณหน้าบ้านยังพบนายกฤษฎ์ กษมพันธุ์ หรือ ส.จ.อุ๊ รองนายก อบจ.ปราจีนบุรี ด.ต.ศิลปชัย วงษ์นิกร หรือนายกตุ๋ย นายก อบต.บางเดชะ กับกลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบคน ยืนคุมเชิงกันอยู่กับบุคคลที่อยู่ภายในบ้าน
ตำรวจเจรจาจนผู้ที่อยู่ภายในบ้านวางอาวุธ และให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบภายในบ้าน
บริเวณเชิงบันไดทางขึ้นชั้นที่ 2 เจ้าหน้าที่พบศพนายชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ หรือ ส.จ.โต้ง อดีต ส.อบจ.ปราจีนบุรี และเป็นคนสนิทของนายสุนทร ถึงขนาดรับเป็นลูกบุญธรรม นอนหงายเสียชีวิตอยู่ สภาพศพถูกยิงด้วยกระสุนปืนลูกซอง และอาวุธปืนสั้น ทั้งที่ใบหน้า และตามลำตัว รวม 22 นัด โดยพบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. ตกอยู่เกลื่อนพื้น บริเวณพื้นไม้ กระจกบ้าน ถูกคมกระสุนจำนวนมาก
ในบ้านที่เกิดเหตุตำรวจพบคนอยู่ในบ้าน จำนวน 9 คน โดยอยู่ตรงจุดเกิดเหตุ 7 คน มีนายสุนทร หรือโกทร เจ้าของบ้าน นายธนศรัณย์กรณ์ หรือกอล์ฟ เตชะธนัตถ์โชติ, นายศักดิ์สิทธิ์ หรือตูน ชินวงษ์ ซึ่งทั้งคู่รับว่าเป็นมือปืนที่ก่อเหตุ และพวก พร้อมอาวุธปืนหลายกระบอก ส่วนอีก 2 คน เป็นสามีของครูโอ๊ะกับลูกชาย อยู่อีกโซนของบ้าน
ส่วนครูโอ๊ะขณะเกิดเหตุไม่ได้พักอยู่ที่บ้าน จึงได้ควบคุมตัวทั้ง 7 คนเอาไว้
ขณะที่การสอบสวน ส.จ.อุ๊ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุ ส.จ.โต้งโทรศัพท์หา บอกว่าต้องไปคุยกับโกทรที่บ้าน ว่าจะช่วยเรื่องลงนายก อบจ.หรือไม่ ทั้งสองเถียงกันเป็นเรื่องปกติ พ่อกับลูกทะเลาะกัน ตนก็เถียงด้วยเพื่อช่วย ส.จ.โต้ง ที่ต้องการแค่ให้โกทรยืนยันว่าจะช่วยแน่นอน เพราะสองคนนี้เถียงกันบ่อยมาก เลยสรุปไปว่ามีอะไรก็มาลงที่ตนแล้วกัน สุดท้ายก็ได้ข้อสรุป โกทรร้องไห้บอกว่าจะช่วย ซึ่งตนไม่เคยเห็นโกทรร้องไห้มาก่อน และจบด้วย ส.จ.โต้งกราบเท้า และพาโกทรขึ้นไปบนบ้าน
หลังจากที่ส่งโกทรเข้าห้องนอนแล้ว ตนจึงเดินออกมาพร้อมกับ ส.จ.โต้ง แต่ประตูบ้านเป็นประตูรีโมตเปิดเองไม่ได้ ตะโกนเรียกคนในบ้านให้เปิดก็ไม่มีใครได้ยิน ส.จ.โต้งจึงเดินเข้าไปในบ้านอีกครั้ง ระหว่างนั้นตนเจอคนในบ้านเลยบอกให้เปิดประตูให้ พอออกมาแล้วไปยืนรอกับนายกตุ๋ยประมาณ 10 นาที ก็คิดว่า ส.จ.โต้งน่าจะขึ้นไปกราบโกทรอีกครั้ง ต่อมาเสียงปืนดังมาชุดหนึ่ง ประมาณ 10 กว่านัด
“ตอนนั้นก็คิดว่า ส.จ.โต้งยิงปืนระบายความรู้สึก เพราะเป็นคนอารมณ์ร้อน พอมีชุดที่สอง ห่างประมาณไม่เกิน 30 วินาที ผมกับนายกตุ๋ยหาที่หลบ สักพักโกทรโทรหาผม ถามว่าอยู่ไหน มายิงปืนที่บ้านกูทำไม เดี๋ยวกูล็อกห้องก่อน ตอนที่ยิงผมไม่เห็น และไม่มีการปิดไฟ ที่ผ่านมา ส.จ.โต้งมักมีปัญหากับเด็กๆ ไม่ค่อยชอบหน้ากัน ในพื้นที่จะรู้ว่าไม่ชอบถึงขั้นไหน ส.จ.โต้งชอบตบหัวสั่งสอนเด็กๆ แต่อาจจะสั่งสอนบ่อยไปหน่อย ส่วนสั่งสอนแบบไหน ต้องไปคิดว่าสั่งสอนแบบไหนถึงขั้นเกิดการยิงกัน” ส.จ.อุ๊กล่าว
ขณะที่นายสุนทร หรือโกทร ปฏิเสธไม่เห็นเหตุการณ์เพราะเข้าห้องนอนไปแล้ว โดยยืนยันหนักแน่นว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งนายก อบจ.ปราจีนบุรี รวมทั้งไม่ได้ไฟเขียวให้เก็บ ส.จ.โต้ง แต่อย่างใด
คดีนี้ไม่ธรรมดาทั้งผู้ตายและผู้ต้องสงสัย สำหรับ ส.จ.โต้ง เปรียบเสมือนมือขวาของโกทร ปัจจุบันเป็นทั้งโปรโมเตอร์มวย และ ส.อบจ.ปราจีนบุรีหลายสมัย
แต่หลัง ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดนางบังอร วิลาวัลย์ น้องสาวโกทร อดีตนายก อบจ.ปราจีนบุรี กับพวก 19 ราย กรณีฮั้วประมูล 15 โครงการ เมื่อปี 2563 และมีชื่อ ส.จ.โต้งอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย จนต้องระเห็จเข้าไปอยู่ในคุก แม้นสุดท้ายศาลยกฟ้อง ในปี 2566 แต่ก็เป็นชนวนให้ทั้งโกทร และ ส.จ.โต้ง ไม่สนิทแนบแน่นกันเหมือนก่อน
ย้อนไปเมื่อปี 2555 เมื่อ พล.ต.ท.วินัย ทองสอง เข้ามารับตำแหน่ง ผบช.ภ.2 พบว่าในพื้นที่ปราจีนบุรีมีคดีฆาตกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการฮั้วประมูล และความขัดแย้งทางการเมืองท้องถิ่น มีผู้ถูกฆ่าตายไปหลายสิบศพ แต่ไม่สามารถลากคอมือสังหารมาดำเนินคดีได้แม้แต่รายเดียว
ที่อุกอาจที่สุด คือคดีนายพรศักดิ์ จันทร์สิวานนท์ หรือเสี่ยโต ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงเสียชีวิตคารถเบนซ์ หลังอาคารจอดรถของ อบจ.ปราจีนบุรี ภายหลังผู้ตายเข้าไปประมูลงานที่ อบจ.ปราจีนบุรี แข่งขันกับกลุ่มบริษัทของผู้มีอิทธิพล เมื่อเดือนกันยายน 2552
หรือคดีฆ่าพยานที่ให้การกับ กกต.เกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้ง จนเป็นเหตุให้พรรคมัชฌิมาธิปไตยถูกยุบเมื่อปลายปี 2551 ทำให้โกทรที่เป็นรองหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคถูกให้ใบแดง หลังคำสั่ง กกต.ออก พยานก็หนีไปหลบกับญาติที่ต่างจังหวัด 6 เดือน พอกลับมาบ้านไม่กี่วันก็ถูกยิงตาย
พล.ต.ท.วินัย เรียกทีมสืบสวนมาร่วมประชุมไขข้อข้องใจ กระทั่งพบความไม่ชอบมาพากล ว่าทุกคดีล้วนเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นรายหนึ่งใน จ.ปราจีนบุรี และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร นักการเมืองท้องถิ่น รวมถึงระดับชาติเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย โดยปรากฏชื่อของ ส.จ.โต้ง เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ด้วย
พล.ต.อ.วินัยเผยกับสื่อว่า ในยุคนั้นไม่ว่าจันทบุรี ชลบุรี ระยอง หลายจังหวัดถูกปราบปราม ยกเว้นพื้นที่ปราจีนบุรีที่เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนอยู่ เพราะมีผู้อิทธิพลขัดขวาง มีการใช้ความรุนแรงยิงกันตาย 10-20 คดี และไม่ถูกจับ จนมีการพูดกันว่า กลุ่มของตนฆ่าคนก็ไม่ผิดกฎหมาย
ต่อมามีผู้ปล่อยคลิปเสียงที่ ส.จ.โต้งกับโกทรทะเลาะกันอย่างรุนแรง โดยมีเสียงของ ส.จ.อุ๊อยู่ด้วย จากคลิปเสียงจับใจความได้ว่าน่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความขัดแย้งในการเลือกตั้งนายก อบจ.ปราจีนบุรี ที่ ส.จ.โต้งเตรียมจะส่งภรรยาลงชิงตำแหน่งในนามพรรคเพื่อไทย ทั้งที่โกทรอยู่ในฟากของพรรคภูมิใจไทย ถึงขนาดที่เข้าไปคุยกับนายทักษิณ ชินวัตร มาแล้ว โดยที่ไม่บอกให้โกทรรับรู้ เท่ากับ ส.จ.โต้งที่เป็นบ้านใหม่ เตรียมจะขึ้นมาแข่งกับบ้านใหญ่โดยตรง
หลังชนวนเหตุชัดเจนว่าน่าจะเป็นเรื่องการเมืองท้องถิ่น ไม่ใช่การทะเลาะวิวาท ตามที่กลุ่มผู้ต้องหากล่าวอ้าง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งการให้ “บิ๊กอ้อ” พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. ลงพื้นที่กำกับดูแลการสืบสวนคลี่คลายคดี ขณะที่ พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ รรท.ผบช.ภาค 2 ก็รุดไปสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งหมดที่ สภ.เมืองปราจีนบุรี ส่วนบริเวณบ้านที่เกิดเหตุ พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ ผบก.สส.ภ.2 นำกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน บก.สส.บช.ภาค 2 กก.สส.บก.ภ.จว.ปราจีนบุรี และเจ้าหน้าที่ พฐ. เข้าตรวจสอบหาหลักฐานเพิ่มเติม
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ประมวลเหตุการณ์ว่า ส.จ.โต้งน่าจะถูกยิงโดยไม่ทันรู้ตัวขณะกำลังขึ้นบันไดไปที่ชั้น 2 ของบ้าน ก่อนจะหงายหลังลงมา จากนั้นมือปืนตามมายิงซ้ำเพื่อให้เสียชีวิต
พล.ต.ท.อัคราเดชเผยว่า คดีนี้เป็นประเด็นการเมืองท้องถิ่น ส่วนตัวเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะมีการวางแผนมาเป็นขั้นเป็นตอนล่วงหน้า มีการล็อกเป้า ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า จึงแจ้งข้อหากลุ่มผู้ก่อเหตุ ในข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน”
ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2567 พนักงานสอบสวน สภ.เมืองปราจีนบุรี คุมตัว 7 ผู้ต้องหา ส่งฝากขังต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมคัดค้านการประกันตัว ก่อนที่ทั้งหมดจะถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำจังหวัดนครนายก โดยระหว่างขึ้นรถควบคุมตัว นายสุนทรยืนยันว่า รัก ส.จ.โต้ง เป็นลูกหลาน พร้อมยืนยันว่า “คุยเคลียร์เรื่องการลงสมัครสมาชิก อบจ.กันเรียบร้อยแล้ว ไม่ได้สั่งฆ่า จะฆ่าทำไม ช่วยเขาตลอด”
ขณะที่ น.ส.ณภาภัช อัญชสาณิชมน หรือ ส.จ.จอย ภรรยา ส.จ.โต้ง นายนิติศักดิ์ มีขวด ทนายความ เข้ายื่นหนังสือที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ขอให้โอนสำนวนคดีมาอยู่ในความดูแลของ บก.ป. เนื่องจากเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยและเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม
ส.จ.จอยยังระบุว่า ยอมรับว่าเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ตัดสินใจไม่ลงเล่นการเมืองท้องถิ่น ก่อนจะฮึดสู้ กลับมาประกาศลงเลือกตั้งนายก อบจ.ปราจีนบุรี ในนามพรรคเพื่อไทยกลางงานศพของสามี หลัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีต รมว.เกษตรฯ ตัวแทนนายทักษิณ พร้อมด้วยนายชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีต รมช.มหาดไทย และนายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ เดินทางมาร่วมงานศพ ให้กำลังใจสนับสนุนเต็มที่
หลังเกิดเหตุฆ่าอุกอาจ ตร.ก็เปิดยุทธการ “ทลายรังนักเลง” โดยระดมตำรวจ ภ.จว.ปราจีนบุรี กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2 และกองบังคับการปราบปราม เข้าตรวจค้นเพื่อขุดรากถอนโคนตัดเส้นเลือดเครือข่ายอิทธิพลในพื้นที่
ผลจากการเปิดยุทธการตั้งแต่วันที่ 14-16 ธันวาคม 2567 มีการเข้าตรวจค้นเป้าหมายใน 12 อำเภอ ของจังหวัดปราจีนบุรี รวม 59 เป้าหมาย ตรวจค้นพบอาวุธปืน 79 กระบอก อาวุธปืนไม่มีทะเบียน 2 กระบอก กระสุน 601 นัด จับกุมดำเนินคดีผู้ต้องหา 8 ราย
สู้กันในศาลนานหลายปี ก่อนมีคำพิพากษามาในวันนี้

