หน้าแรก ภาพนำ สัมภาษณ์: ขรร...

สัมภาษณ์: ขรรค์ชัย บุนปาน ในวันที่โลกเปลี่ยน ‘มติชน'(ยัง)มีทางสายเดียว คือต้องเป็นไปเพื่อคนส่วนใหญ่’

11.01.18 | 18:26 น.

ในวันที่โลกเปลี่ยนไปในทุกวินาที เทคโนโลยี เศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม และพฤติกรรมของผู้คนล้วนส่งผลต่อความเป็นไปของสื่อมวลชนแขนงต่างๆ โดยเฉพาะ ‘สื่อกระดาษ’ ที่เข้าขั้นวิกฤต

สิ่งพิมพ์และนิตยสารมากมายที่เคยอยู่คู่แผงหนังสือทั้งเก่าและใหม่ ทยอยปิดตัวอย่างต่อเนื่อง

‘ขาลง’ คือนิยามสั้นๆของบรรยากาศในห้วงเวลานี้

ในขณะที่ ‘มติชน’ ยังคงยืนหยัดมาอย่างยาวนานพร้อมก้าวเข้าสู่ปีที่ 41 นับแต่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2521

ตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ได้ประสบเหตุการณ์อันนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงนับครั้งไม่ถ้วน การเมืองที่พลิกผัน เศรษฐกิจยุคฟองสบู่ พัฒนาการของนวัตกรรมจากยุคเรียงพิมพ์สู่ดิจิตอล กระทั่งการก้าวกระโดดจากความนิยมสื่อกระดาษสู่การสไลด์หน้าจอมือถือ

Advertisement

ขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อสถานการณ์เหล่านี้อย่างไร ?

ไม่ใช่เพียงในฐานะผู้ก่อตั้งและหัวเรือใหญ่ หากแต่เป็นความเห็นจากสายตาของ ‘นักข่าว’ ผู้เผชิญเรื่องราวในแวดวงมานานเกือบ 50 ปี

นับแต่นี้ต่อไป เส้นทางสายไหนที่มติชนเลือกเดิน ?

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ.2521 ตอนก่อตั้ง ‘มติชน’ เป็นช่วงเวลาที่กระดาษเฟื่องฟู คิดอะไรในใจบ้าง ?
ตอนนั้นการทำหนังสือไม่คิดวิริศมาหราอะไร ทำเพราะต้องทำเท่านั้นเอง ไม่มีอาชีพจะให้ทำอะไร เราอยู่ในแวดล้อมอย่างนั้น รักหนังสืออย่างนั้น ก็ทำ แค่ทำได้ก็บุญแล้ว จากที่ไม่มีอะไรแล้วทำขึ้นมาได้นี่ก็โอเคแล้ว

เคยจินตนาการไว้หรือไม่ว่าวันหนึ่งจะกระดาษจะลดบทบาทลงจนเกิดสถานการณ์ขาลงในยุคนี้ ?

คิดตลอดว่าความเปลี่ยนแปลงในชีวิต หรืออะไรทุกอย่าง ทุกสรรพสิ่งในโลกมันมีความเปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนสิบ้า ผมก็ต้องหงอก ฟันก็ต้องหัก ตาก็ต้องส่อนลง จมูกก็ได้กลิ่นน้อยลง ถูกไหมเล่า ?

ในอนาคตเป็นไปได้ไหมว่าคนจะเลิกอ่าน ‘กระดาษ’ อย่างสิ้นเชิง ?

แม้โลกเปลี่ยนแปลงไปในระดับหนึ่ง แต่คนที่อ่านหนังสือก็น่าจะมีอยู่ เพราะว่าหนังสือมันจับต้องได้ มีจินตนาการในเนื้อหาสาระได้ ดิจิตอล ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่คนช่วงที่มีพื้นฐานความรู้จะต้องกลับไปอ่านหนังสือ เพื่อจะได้รู้ว่าสิ่งที่ดีงามผ่านมาอย่างไร คำคม ความลึกซึ้ง อยู่ในตัวหนังสือ

ถ้าคนเลิกอ่านสื่อกระดาษไปเลย จะทำอย่างไร ?

ถ้าจะเลิก ก็ต้องเลิก โลกนี้พระอาทิตย์ยังดับได้เลย จะไปหวังอะไร แม่น้ำเปลี่ยนทางได้ อะไรก็มีความเปลี่ยนแปลงไปได้ ไม่ว่าทั้งบวกและลบ ไม่เปลี่ยนสิประหลาด ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ เกิด เสื่อม ดับ ต้องอยู่กับมันให้ได้ ผจญกับมันให้ได้ เป็นเรื่องปกติจริงๆ ถึงเราไม่ปกติกับมัน มันก็จะปกติกับเรา

มติชนมีการปรับตัวเต็มที่สู่โลกออนไลน์ ?

มติชนเป็นสื่อที่เพื่อนร่วมงานแทบจะไม่ต้องประชุมอะไรกันแบบที่คนอื่นเขาทำเลย คนที่มารวมตัวทำงานต่างมีความคิดเห็นที่เข้าใจกับความเป็นจริงตลอด มีความร่วมมือร่วมใจที่จะรู้เท่ารู้ทันกับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจจะตามทันบ้าง ไม่ทันบ้างก็ได้ แต่ก็ยังโอเค

ตัวตนของมติชน จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ เมื่อแพลตฟอร์มเปลี่ยน ?

เมื่อเราทำสื่อ เจตนาต้องเป็นไปเพื่อคนส่วนใหญ่ อันนี้ไม่น่าจะเปลี่ยน แม้กระทั่งระบบการปกครองทุกอย่าง ต้องเอาคนส่วนใหญ่เป็นตัวตั้ง อย่างอื่นมีรายละเอียดปลีกย่อยก็ค่อยคิด ค่อยๆแก้ สำคัญที่สุดคือต้องคนส่วนใหญ่มาก่อน

ยืนยันไม่ว่าจะกระดาษหรือออนไลน์ มติชนไม่เปลี่ยน ?

ใช่ ไปเปลี่ยนได้ไงเล่า ส่วนที่ไม่ได้เอาคนส่วนใหญ่มาก่อน เพราะมีผลประโยชน์แฝง มีอำนาจแฝง

มีความเห็นอย่างไรในสถานการณ์ที่เพื่อนรวมทางค่อยๆล้มหายตายจาก สื่อมากมายทยอยปิดตัวลง ?

เห็นว่าเป็นความอนิจจังไม่เที่ยง คิดว่าน่าจะยังมีเพื่อนมากอยู่ แต่เมื่อสภาพการณ์เศรษฐกิจของโลก ของสังคม บีบบังคับ ก็ต้องเป็นไปตามนั้น

มองว่าไม่ใช่แค่เทคโนโลยีอย่างเดียวที่ส่งผลกระทบต่อวงการสื่อ ?

ทั้งหมดเลย ทุกอย่างมีพัฒนาการของมันไปเรื่อยๆ ความเปลี่ยนแปลงเฉพาะสื่อ เราเห็นว่ามันจะมาจากหลายทางของโลกที่เปลี่ยนไป จากเศรษฐกิจของโลก จากเทคโนโลยี จากอะไรต่างๆ ในแง่สื่อ ครั้งนี้มันหมุนกลับ 360 องศา คือ ‘หักกลาง’ เลย จากจุดเริ่มต้น เจริญขึ้น แล้ววนกลับมาที่เก่า อาจจะต่ำกว่าเก่าก็ได้ ใครมีอาชีพนี้ก็ต้องตกใจพอสมควร

ปัจจุบันในต่างประเทศมีโครงการพัฒนาให้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ทำงานข่าวแบบครบวงจร จึงกล่าวกันว่าอนาคต อาชีพนักข่าวเสี่ยงตกงานสูง ส่วนตัวคิดว่าเทคโนโลยีนี้จะมาแทนที่นักข่าวได้จริงหรือ ?

ก็ทำแทนได้ ทำแบบหุ่นยนต์ แต่จะไม่มีเลือดเนื้อ ชีวิต วิญญาณ ซึ่งมันส์กว่า (หัวเราะ)

หน้ากระดาษของ ‘มติชน’ บันทึกประวัติศาสตร์สังคม การเมืองแต่ละยุคสมัย ?

ใช่ ให้สังเกตดู ประโยคที่คมหรือลึกซึ้งมักขึ้นอยู่กับนักปกครอง อย่างจีนก็มี ส่วนของเรา อดีตนายกฯ อย่างอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็มี ชาติชาย ชุณหะวัณ ก็มี คนเราอยู่มาระยะหนึ่งจะมีกึ๋น แก่น กัท (gut) ถ้าไม่มีคำคมสักประโยค จะปกครองได้อย่างไร นี่ตั้งคำถาม (หัวเราะ)

ที่ผ่านมา มีช่วงที่มติชนโดนกระแสแรงจากความเห็นต่างทางการเมือง หวั่นไหวไหม ?

ถ้ามองย้อนไปดูสภาพที่เป็นจริง จะเห็นว่ามันอยู่ในท่ามกลางความเป็นไป ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยนี่ประหลาด แสดงว่าสังคมป่วย การถูกด่า ถูกกระตุก ก็เป็นเรื่องธรรดา ทั้งที่เราไม่ได้ทำอะไรหรอก เราก็ทำอาชีพของเราที่เป็นไปเพื่อคนส่วนใหญ่ ก็ไม่ควรจะหวั่นไหว การที่คนเป็นทุกข์เพราะหวั่นไหวต่อสิ่งที่มากระทบ ถ้าไม่หวั่นไหวก็ไม่มีอะไรทุกข์เลย

นับจากการก่อเกิดของ ‘มติชน’ ถ้าเปรียบเป็นคน ก็อายุย่าง 41 ปี คิดว่าเป็นคนแบบไหน บุคลิกอย่างไร ?

ก็กลางคนแล้ว ควรรู้สติ รู้ปัญญา รู้ความรอด ไม่รอด ต้องรอดตามวิถีชีวิตแวดล้อมที่เป็นจริง แบบเก่าๆมันเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าไปจมอยู่กับสิ่งนั้นเหมือนนักศึกษาปี 1- ปี 3 ที่ความรับผิดชอบยังไม่ปรากฏ ยังมัวแต่สนุกอยู่ มันก็ไม่ใช่แล้ว ต้องปรับตัว กินได้ นอนหลับ ขับถ่ายเป็นปกติก็พอ ในเมื่อทุกอย่างทำเพื่อคนส่วนใหญ่ บุคลิกก็จะครอบคลุมอยู่ในนั้น มติชนมีทางสายเดียวคือ ‘ต้องเป็นไปเพื่อคนส่วนใหญ่’

มีผู้คาดการณ์ว่า ในอนาคตไม่เพียง นสพ. แต่หนังสือเล่มก็มีแนวโน้มดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง ?

นี่ไง! มันไม่ใช่ นสพ.อย่างเดียว แต่ทุกสาขาอาชีพ ประเทศเป็นส่วนหนึ่งในโลก เมื่อโลกเสื่อมโทรม สมมุติว่าด้านเศรษฐกิจ ไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโลก โลกอาจจะเป็นหวัด แต่ไทยอาจเป็นมะเร็งเลย เพราะมีโรคอื่นแทรกซ้อน เรื่องมันละเอียดอ่อนลึกซึ้ง กว้างใหญ่ไพศาล ไม่ใช่แค่ด้านหนึ่งด้านใด

 

ทุกอย่างมีพัฒนาการของมันไปเรื่อยๆ

ในแง่สื่อ ครั้งนี้มันหมุนกลับ 360 องศา คือ ‘หักกลาง’ เลย

จากจุดเริ่มต้น เจริญขึ้น แล้ววนกลับมาที่เก่า อาจจะต่ำกว่าเก่าก็ได้

ใครมีอาชีพนี้ก็ต้องตกใจพอสมควร

 

คิดว่าสักวันหนึ่งผู้คนจะโหยหาอดีต ย้อนกลับมาฮิต นสพ. กระดาษ เหมือนที่หันมาสนใจกล้องฟิล์ม กาแฟโบราณไหม ?

มันก็แล้วแต่ บางคนอาจจะจมอยู่กับความสุขที่ตัวเองเคยประสบ แต่โลกมันเปลี่ยน ต้องอยู่ด้วยความเข้าใจ หายใจไว้ (หัวเราะ)

นอกจากบทบาทของความเป็นสื่อมวลชน เครือมติชน ยังมีโครงการมากมายที่ทำเพื่อสังคมส่วนรวม ?

มีตลอด ใครจะร่วมมือหรือไม่ร่วมก็ได้ เห็นด้วยหรือไม่ก็ได้ เราเปิดกว้าง

ทำไมโครงการต่างๆจึงเน้นไปที่สโลแกน ‘เผยแพร่ความรู้ เชิดชูศาสนา พัฒนาแม่น้ำลำคลอง’ ?

อาจจะเพราะความผูกพัน คุ้นเคย สังคมไทยเรามีสิ่งแวดล้อมอย่างนั้น จะไปผูกกับเรื่องอื่นได้อย่างไร นอกจาก 3 อย่างนี้

บรรยากาศความเฟื่องฟูของวงการหนังสือพิมพ์ในอดีตกับความคึกคักและแข่งขันสูงในยุคดิจิตอล เหมือนหรือต่างกันอย่างไร ?

ในความเปลี่ยนแปลงแต่ละยุคสมัย ถ้าเรากล้าผจญกับมันก็ต้องกล้ายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น จะให้วิถีชีวิตช่วงหนึ่งไปเหมือนช่วงหนึ่งไม่ได้ เหมือนเราพูดถึงประวัติศาสตร์ อย่าเอาปัจจุบันไปตัดสิน มันเป็นพีเรียดของยุคสมัย ค่าครองชีพยังเปลี่ยนไปเลย จะไปกินก๋วยเตี๋ยวชามละ บาทหกสลึง ไม่มีแล้ว ให้มันเป็นไปตามสภาพความเป็นจริงแล้วปรับให้ได้ เงินเดือนก็ต้องสูงขึ้น สมัยก่อน 300-450 บาท อยู่ได้ ต่อมาขยับเป็น 600 – 900 บาท วันนี้ก็ต้องเป็นหมื่น

เมื่อครั้งเข้าทำงานเป็นนักข่าว นสพ.ครั้งแรกในชีวิต ได้เงินเดือนเท่าไหร่ ?

ตอนนั้นอยู่สยามรัฐ ได้ 1,000 บาท แต่มีค่าเขียนอื่นๆด้วย

ยุคนั้นถือว่าเยอะไหม รวยไหม ?

รวย (หัวเราะ)

ชีวิตทั่วไปในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ?

ก็พยายามเดินให้แข็งแรง เพราะเดินไม่ค่อยถนัด (ยิ้ม)

นี่เป็นปรัชญา ?

ไม่ใช่ (หัวเราะ) ก็แก่ตามวัย อยู่ไปธรรมดา

ทุกวันนี้ยังเดินเยี่ยมคนมติชน ไปดูแล เป็นขวัญและกำลังใจ ?

เปล่า ไปขอความรู้เขา (ยิ้ม)

ในฐานะที่เป็นคนรักหนังสือ เดี๋ยวนี้ยังอ่านหนังสือทุกวันหรือเปล่า ?

อ่านทุกวัน ตอนเช้าอ่าน นสพ.หลายฉบับ ก่อนนอนก็ต้องอ่านหนังสือ มันติด เป็นโรคจิตอีกแบบหนึ่ง แล้วแต่ว่ามีอะไรให้อ่าน นิตยสารก็อ่าน ช่วยอุดหนุนเขา

แล้วเล่นโซเชียลไหม

พวกที่เล่นมาบอกหมดแหละ แค่ที่เขาบอกยังรับไม่ค่อยไหว มันมากเหลือเกิน (หัวเราะ) ที่สนใจก็หาอ่าน.