เมื่อเวลา 18.30 น.วันที่ 25 มกราคม ที่ทำเนียบสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสฯ ร่วมกับสำนักพิมพ์มติชน จัดงานเปิดตัวหนังสือ “วันสุดท้ายของนักโทษประหาร” มีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษชนแห่งชาติ นางสุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ และจัดจำหน่ายแห่งประเทศไทย เป็นต้น
นายจิลส์ การาชง เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย กล่าวว่า มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับทุกท่านในวันนี้ สิ่งที่นำท่านมาชุมนุมกันคือความชื่นชอบวรรณกรรม อีกทั้ง ความปรารถนาที่จะแบ่งปันให้ผู้คนมากมายได้เข้าใจมุมมองเชิงวิพากษ์ของสังคมร่วมสมัย ของวิคเตอร์ อูโก ซึ่งเมื่อครั้งที่เขาเขียนหนังสือเรื่องนี้ เขามีอายุเพียง 27 ปี นวนิยายเรื่องนี้เป็นหนึ่งในผลงานที่แสดงถึงคุณค่าทางมนุษยธรรมอย่างเด่นชัดที่สุดในยุคนั้น เขายืนยันอย่างแข็งกร้าวว่าสังคมไม่มีสิทธิใดๆ ที่จะกำหนดความเป็นความตายของคน ไม่ว่าจะเป็นใคร และผิดในเรื่องใด บางคนอาจคิดว่าข้อถกเถียงนี้เป็นเรื่องต่างยุค แต่ในความเป็นจริงแล้ว โทษประหารเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สังคมปัจจุบันต้องร่วมกันหาทางออก แม้รัฐทั่วโลกจำนวน 2 ใน 3 จะไม่ใช้โทษประหารแล้ว แต่ยังมีพลเมืองในโลกอีกมากที่ยังได้รับโทษประหาร
“ผมทราบดีว่าประเทศของท่านไตร่ตรองเรื่องนี้อย่างกล้าหาญ จึงขอขอบคุณคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย กระทรวงยุติธรรม สถาบันการยุติธรรมของไทย และมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ที่ให้ความร่วมมือกับสถานทูตฝรั่งเศสในการจัดประชุมสัมมนาว่าด้วยการลงโทษทางอาญากับหลักสิทธิมนุษยชนเมื่อเดือนที่แล้ว” เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสฯ กล่าว

นายจิลส์ การาชง กล่าวอีกว่า ในฝรั่งเศสมีการยกเลิกโทษประหารเมื่อ ค.ศ.1981 จากความพยายามของประธานาธิบดี ฟร็องซัว มีแตร็อง ประกอบกับการต่อสู้ของผู้คนมากมาย ทั้งนี้ ตนขออวยพรให้หนังสือเล่มนี้ได้รับความสำเร็จด้วยดี
นายฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวตอนหนึ่งในการปาฐกถาว่า ในฐานะผู้จัดพิมพ์ เราตั้งคำถามเสมอว่าอะไรคืออองค์ประกอบสำคัญของนักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ อะไรแยกนักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่กับนักเขียนธรรมดา นอกจากการใช้คำกลวิธีการประพันธ์ เราพบว่านักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ต้องมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ คือมีความรักต่อเพื่อนมนุษย์
“สิ่งที่พุ่งออกมาจากหนังสือเล่มนี้ในทุกหน้า ทุกตัวอักษร คือความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ ประเด็นการคัดค้านโทษประหารเป็นสิ่งใหม่ แม้ในสังคมเจริญแล้ว นับว่าวิคเตอร์กล้าหาญมากเมื่อ 300 ปีที่แล้ว ฝรั่งเศสต้องผ่านการต่อสู้ ทางความคิด จนเดินไปสู่วิถีอารยะ มติชนเป็นเกียรติที่ได้รับโอกาสในการมีส่วนเผยแพร่ กราบขอบคุณสถานทูตฝรั่งเศสที่อำนวยการแปล ขอบคุณอาจารย์กรรณิการที่แปลอย่างสละสลวยในเวลาจำกัด หวังว่าจะได้ร่วมกันทำสิ่งที่งดงามต่อเพื่อนมนุษย์ท่านอื่น” นายฐากูร กล่าว

รศ.ดร.กรรณิกา จรรย์แสง ผู้แปลจากต้นบับภาษาฝรั่งเศส เป็นภาษาไทย กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้ เล่าถึงนักโทษนิรนามที่กำลังจะถูกประหาร เราได้รู้สึกถึงความหวัง และสิ้นหวัง ความเจ็บปวด มืดมน นวนิยายเล่มนี้พิมพ์เมื่อเกือบ 200 ปีมาแล้ว แต่รูปแบบวรรณศิลป์ โดยสารจากคนเขียนยังคงทันสมัยเสมอ ในฐานะคนแปล ถ้าถามว่ายากหรือไม่ ตอบว่ายาก ในแง่การส่งผ่านลีลาวรรณศิลป์
“รู้สึกว่าเขาเขียนด้วยใจ ดิฉันสัมผัสได้จากตัวอักษร เขาทำให้เราตระหนักรู้ถึงความทุกข์ยากของตัวละคร ส่วนตัวเห็นด้วยที่จะยกเลิกโทษประหาร” รศ.ดร.กรรณิกา กล่าว

รศ.ดร.โคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จาการสำรวจความคิดเห็น พบว่า 10% เห็นด้วยกับการยกเลิกโทษประหาร อีก 90% อยากให้คงไว้ ตนมองว่าเราต้องช่วยกันทุกฝ่าย ราชการก็สำคัญ เช่น กรมคุ้มครองเสรีภาพ การแปลหนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในความข่วยเหลือ ที่ผ่านมากรรมการสิทธิมนุษยชนเคยเสนอว่า น่าจะพิจารณาเป็นลำดับขึ้น ขั้นแรก คือคงไว้ แต่พักการปฏิบัติ ทำให้ไม่มีการประหารในไทยมาแล้ว 8 ปีเศษ สอง คือแก้กฎหมายที่บัญญติให้ประหารอย่างเดียว ไม่มีทางเลือก สาม คือยกเลิกโทษประหาร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ หนังสือวันสุดท้ายของนักโทษประหาร แปลจากต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสชื่อว่า Le Dernier jour d’un condamne เขียนโดย วิกเตอร์ อูโก เมื่อ ค.ศ.1828 เพื่อต่อต้านโทษประหารในประเทศฝรั่งเศสในยุคนั้น โดยในเนื้อเรื่องไม่มีการระบุชื่อนักโทษที่เป็นตัวเอก รวมถึง โทษที่กระทำ เนื่องจากเป็นตัวแทนของนักโทษประหารทุกคนผู้ซึ่งมีความรู้สึกนึกคิด และมีความเป็นมนุษย์อย่างเต็มเปี่ยม เนื้อหาในเรื่องกล่าวถึงบันทึกของนักโทษประหารนิรนามในฝรั่งเศสที่ถูกคุมขัง รอเวลาถูกส่งไปยังลานประหารด้วยการกิโยติน สะท้อนถึงความหวาดกลัว โศกเศร้า และความโกรธของมนุษย์ที่ถูกพิพากษา นักโทษรายนี้ได้ขบคิดเรื่องราวต่างๆ ที่พบในช่วงเวลาที่อยู่ในเรือนจำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผู้คุม บาทหลวง เพื่อนนักโทษ รวมถึง สภาพในห้องขังและฝูงชนที่เฝ้ามองการประหารชีวิตอย่างกระหายใคร่รู้

