คําพิพากษาศาลฎีกาฉบับหนึ่งซึ่งจะถูกนำมากล่าวซ้ำกันบ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องในโอกาสวันแห่งความรักเช่นนี้ คือคำพิพากษาฎีกาที่ 6083/2546
เป็นคำพิพากษาในคดีที่อดีตนักศึกษาแพทย์ฆ่าคนรักของเขา และอำพรางซ่อนเร้นศพด้วยการชำแหละศพผู้ตายออกเป็นชิ้นๆ แล้วทิ้งชิ้นส่วนศพส่วนหนึ่งลงในส้วมชักโครก กับนำชิ้นส่วนที่เหลือไปทิ้งแม่น้ำ ซึ่งเป็นข่าวโด่งดังระดับตำนาน ในช่วง 20 กว่าปีก่อน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้รับโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต จำเลยได้ฎีกาในประเด็นเหตุบรรเทาโทษว่า จำเลยถูกผู้ตายข่มเหงจิตใจอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม เพราะจำเลยกับผู้ตายมีความสัมพันธ์ฉันคนรัก แต่ผู้ตายต้องการเลิกความสัมพันธ์กับจำเลยไปมีรักกับผู้ชายคนใหม่ จำเลยจึงบันดาลโทสะฆ่าผู้ตาย
ศาลฎีกาได้วินิจฉัยประเด็นนี้ ด้วย “วรรคทอง” ท่อนสำคัญ ที่ถูกกล่าวถึงไปนานเท่านาน เพราะเป็นการอธิบาย “นิยามแห่งความรัก” ด้วยภาษาที่สวยงามแต่ไม่เยิ่นเย้อ และปรากฏเป็นวรรณกรรมทางกฎหมายที่เป็นทางการว่า
“ศาลเห็นว่า ความรักเป็นสิ่งที่เกิดจากใจไม่อาจบังคับกันได้ ความรักที่แท้จริงคือความปรารถนาดีต่อคนที่ตนรัก ความยินดีที่คนรักของตนรักมีความสุข การให้อภัยเมื่อคนที่ตนรักทำผิด และการเสียสละความสุขของตน เพื่อความสุขของคนที่ตนรัก จำเลยปรารถนาจะยึดครองผู้ตายเพื่อความสุขของจำเลยเอง เมื่อไม่สมหวังจำเลยก็ฆ่าผู้ตาย เป็นความคิดและการกระทำที่เห็นแก่ได้ของจำเลยโดยฝ่ายเดียว มิได้คำนึงถึงจิตใจและความรู้สึกของผู้ตาย หาใช่ความรักไม่”
เช่นนี้ศาลจึงวินิจฉัยว่า สิ่งที่จำเลยกระทำ เป็นความเห็นผิดที่เป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง ดังนี้ แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยฎีกา ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม กรณีไม่มีเหตุจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลจึงพิพากษายืน
น่าเสียดายที่ไม่มีการบันทึกไว้ว่า “นิยามรัก” ตามคำพิพากษาอันเป็นตำนานนี้เป็นสำนวนของท่านผู้พิพากษาศาลฎีกาท่านใด แต่องค์คณะของศาลฎีกาในคดีนี้ ได้แก่ ท่านกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล ท่านสุรชาติ บุญศิริพันธ์ และท่านกิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
คำพิพากษาฎีกาข้างต้น เป็นการยืนยันหรือกล่าวซ้ำถึงความหมายของ “ความรัก” ว่าหมายถึงความรู้สึกที่เกิดจากใจที่ไม่อาจบังคับ เป็นความปรารถนาดี ความยินดีที่คนรักของตนมีความสุข การให้อภัยเมื่อคนที่ตนรักทำผิด และการเสียสละความสุขของตนเอง เพื่อความสุขของผู้อื่นที่ตนรัก
“ความรัก” เป็นความรู้สึกสากลของมนุษย์ ซึ่งรับรู้ร่วมกันว่าเป็นความดี ความงาม และความสุขอย่างยิ่งที่สุด เป็นพรแห่งชีวิต เป็นแรงผลักดันในการกระทำทั้งหลายที่ทำให้มนุษย์บรรลุล่วงศักยภาพสูงสุดในทุกด้าน ความรักทำให้เราเห็นคุณค่าของชีวิตอื่น ทำให้เสียสละได้ทุกอย่างแม้แต่ชีวิตของตนเองเพื่อคนที่รัก หรือเพื่อชีวิตอื่น กล่าวได้ว่าในทุกความดีงามทั้งหลายที่มนุษย์ยึดถือ มี “ความรัก” อยู่เป็นเบื้องหลังด้วยกันทั้งสิ้น
แต่ก็น่าแปลกว่าในอีกทางหนึ่งเช่นกันที่ความรักนั้นกลับเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เป็นทุกข์ได้มากที่สุด เจ็บปวดได้มากที่สุด เป็นทัณฑ์ทรมาน และสาเหตุสำคัญที่ทำให้มนุษย์ไขว่คว้าครอบครองแทบทุกสรรพสิ่ง ความรักสามารถผลักให้มนุษย์ทำลายได้ทุกอย่าง แม้แต่ชีวิตของมนุษย์ผู้อื่น … หรือแม้แต่ชีวิตของผู้ที่ตนรัก เคยรัก หรืออ้างว่ารัก เช่นกรณีคดีที่เป็นเหตุแห่งคำพิพากษาฎีกาที่กล่าวไปนั้น
ดาร์ธ เวเดอร์ ตัวร้ายระดับตำนานแห่งโลกภาพยนตร์จากเรื่อง
สตาร์วอร์ส ซึ่งเชื่อว่าแม้ไม่เคยดูหนังสักภาคคนทั่วไปก็คงรู้จักคุ้นหน้า ก็เป็นผู้หนึ่งที่ถลำเข้าสู่ด้านมืดหรือความเลวร้าย โดยไม่ใช่เพราะความโลภ โกรธ หลง แต่เป็นเพราะ “ความรัก”
“ความรัก” ทำให้เจไดหนุ่ม แอนาคิน สกายวอล์กเกอร์ ฝ่าฝืนข้อห้ามประการสำคัญสำหรับเจได คือการมีความรัก และในที่สุดเพราะความรักนั้น ทำให้เขาหวาดกลัวต่อความสูญเสีย และหาวิธีทำทุกอย่างที่จะหนีพ้นจากความสูญเสียนั้นด้วยการแสวงหาพลังผิดธรรมชาติ นำไปสู่การฆ่าฟันผู้คนมากมาย ถลำเข้าสู่ความชั่วร้าย
ที่ลัทธิเจไดห้ามมีความรัก ไม่ว่าจะในเชิงชู้สาวหรือเชิงครอบครัว นั่นเพราะความรักนั้นคือความรู้สึกผูกพันอันแรงกล้า ซึ่งความผูกพันเช่นนี้เอง ที่จะนำไปสู่ความหวาดกลัวที่จะสูญเสีย และความกลัวนั้นเองที่จะนำไปสู่ความโกรธ และความเกลียด ซึ่งนำไปสู่ด้านมืด
เช่นนี้ สิ่งที่อยู่อีกด้านหนึ่งของความรัก อาจจะไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่อาจจะเป็น “ความกลัว”
หากความรัก คือพลังที่สร้างสรรค์ ขยายออก เปิดกว้าง ส่งไป คงอยู่ เปิดเผย แบ่งปัน และบำบัดเยียวยา แต่เมื่อย่างเข้าสู่เขตแห่งความกลัวเสียแล้ว ความกลัวจะทำให้เราทำลาย บีบรัด ปิดตัว เก็บงำ ถอยหนี หลบซ่อน รวบกำและกักตุน ไปจนทำร้าย
เช่นที่เราได้เห็นคนที่ทำร้ายผู้อื่นอย่างโหดเหี้ยมด้วยการอ้างนามแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ กลับไม่ลังเลเลยที่จะทำร้ายหรือทำลายชีวิตหรืออนาคตของผู้อื่น ด้วยเหตุเพราะ “ความรัก” ของเขา นั่นเพราะความรักของเขาได้ข้ามเข้าสู่แดนแห่งความกลัว นำไปสู่การทำลายผู้ใดหรือสิ่งใดก็ตามที่เป็นต้นเหตุแห่งความกลัวของเขา หรือทำร้ายผู้ที่ไม่ตอบสนองความรักด้วยรูปแบบหรือวิธีที่เขาต้องการ
ตัวอย่างที่ดีของความรักที่ข้ามแดนไปสู่ความกลัวและแปลงเป็นความเกลียดชัง ที่เรามีประสบการณ์ร่วมกันตลอดช่วงเวลาแห่งวิกฤตการณ์ความขัดแย้งกว่าทศวรรษของชาติเรา ความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์นี้ ไม่ได้เริ่มมาจากความ “เกลียดชัง” แต่เกิดจาก “ความรัก” ในชาติ และสถาบันอันยิ่งใหญ่กว่าตัวตนของเรา หรืออุดมการณ์
ความรักชาติ หรือสถาบันอันสูงส่งนั้น ทำให้เกิดความกลัวต่ออะไรก็ตามที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นขั้วตรงข้ามว่าจะมาคุกคามสิ่งอันเป็นที่รัก ความกลัวนั้นทำให้เกิดความเกลียดชัง และความรู้สึกชอบธรรมว่าสามารถที่จะทำลายสิ่งอันคุกคาม สิ่งอันก่อให้เกิดความกลัวนั้นได้ด้วยวิธีใดก็ได้
เราจึงได้เห็นคนที่ใจดีที่สุด มีเมตตาที่สุด คนที่มีความรักมากที่สุด ยุติธรรมที่สุด สามารถยุยงส่งเสริมการเข่นฆ่าทำร้าย หรือวางเฉยต่อความอยุติธรรมที่กดขี่ข่มเหงผู้คนนานาประการได้ โดยไม่มีความรู้สึกผิดใดๆ นั่นไม่ใช่เพราะเขาเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนใจร้ายไร้หัวใจ แต่เพราะเขาร่วงหล่นจากแดนแห่งความรัก ไปสู่ด้านมืดของความกลัว
ทำไมความรักอันเป็นคุณสมบัติที่งดงามที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษยชาติ ถึงข้ามไปสู่ความกลัวซึ่งนำไปสู่การเบียดเบียนทำร้ายได้ นั่นอาจจะเป็นเพราะผู้รักนั้น สับสนและหลงลืม มองความต้องการที่จะ “ถูกรัก” จากผู้อื่นว่าเป็น “ความรัก” เพราะเชื่อว่าความรักในตัวเองนั้น เติมเต็มได้จากการที่ผู้อื่นมารัก ความสับสนระหว่างความ “ปรารถนา” แห่งความรัก ไปสู่ความ “คาดหวัง” ในผลแห่งความรักนั้น
อาจจะเพราะหลงลืมที่จะรักตนเอง จึงเรียกร้องความรักจากผู้อื่นมาปรนเปรอแก่ความต้องการถมหลุมรอยแห่งความคาดหวังของตนนั้น โดยเข้าใจเอาเองว่าเป็นความรัก
ความรู้สึกว่าตัวเองนั้นกระจ้อยร่อยด้อยค่า จึงต้องแสวงหาสถาบันหรืออุดมการณ์อันสูงส่งยิ่งใหญ่กว่าตัวตน เพื่อที่จะรักและบูชา มากเสียจนกลัวว่าสถาบันหรืออุดมการณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งรักนั้นจะสูญสลายดับไป แล้วความรักของตนจะไม่มีที่ยึดเกาะ จากนั้นก็จะสูญสิ้น ความรักเช่นนี้ เป็นความรักที่ส่งออกไป แต่ไม่ใช่ความรักที่เปล่งประกายออกจากตัวตน
อาจารย์ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เขียนไว้ในหนังสือ “ผ่านพบไม่ผูกพัน” ซึ่งยอมรับกันว่าเป็นงานเขียนที่สุดเล่มหนึ่งของท่านว่า ความสับสนของการ “อยากถูกรัก” นี้จะติดตามมาด้วยข้อเรียกร้องนานาประการ เช่นนี้ความสั้นยาวของเส้นทางรักก็จะขึ้นอยู่กับว่าคนรักของท่านจะหมดสิ้นพลังเมื่อใด
คำแนะนำของท่าน คือ อย่าพยายามดัดแปลงคนรักของท่านให้เหมือนตัวท่าน หากจงรักษาความแตกต่างที่เชื่อมโยงเฉกเช่นเวิ้งฟ้ากับผืนทะเลที่ติดแน่นอยู่ด้วยกัน เกื้อกูลและส่องสะท้อนความยิ่งใหญ่ของกันและกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และเช่นนี้ การ “ผ่านพบไม่ผูกพัน” บางทีอาจลึกซึ้งยั่งยืนกว่าร้อยหัวใจเข้ากับทุกอย่างด้วยโซ่ตรวนที่มักตั้งชื่อผิดๆ ว่าความรัก
หากอดีตนักศึกษาแพทย์ผู้นั้น เข้าใจถึงเรื่องนี้ เขาก็คงจะไม่จำเป็นต้องพรากชีวิตของคนรักผู้ไม่มอบความรักตามความคาดหวังของเขาให้ บัดนี้ทั้งตัวเขาเอง และเธอผู้นั้นคงมีชีวิตที่งดงามอยู่ในทางใดทางหนึ่งในวิถีของโชคชะตา
หากผู้รักชาติและรักอุดมการณ์ทั้งหลาย เข้าใจถึงสิ่งนี้ ก็คงคิดว่า ความรักของเขาไม่จำต้องยึดเกาะกับสถาบันหรืออุดมการณ์ใดที่อาจจะถูกท้าทาย หรือเสื่อมสลายได้ และไม่จำเป็นที่จะต้อง “กลัว” ในความเปลี่ยนแปลงเช่นนั้น และไม่จำเป็นต้องโกรธหรือเกลียดสิ่งใดหรือผู้ใดที่จะมาคุกคาม เพราะความเปลี่ยนแปลงอันเป็นธรรมดานั้นไม่ได้เกิด หรือไม่อาจเกิดจากการคุกคามได้
ในวาระที่เราระลึกถึงนักบุญในคริสต์ศาสนานามว่า วาเลนตินุส ผู้ถูกประหารชีวิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.270 เนื่องจากขัดคำสั่งของจักรพรรดิโรมันในสมัยของท่าน ที่ห้ามผู้คนจัดงานสมรสรัก นักบวชผู้ฝ่าฝืนคำสั่งนี้ลอบสมรสให้ผู้คน และยอมรับโทษทัณฑ์ของบ้านเมืองไว้กับตนเอง จนกระทั่งได้รับการสถาปนา และนับถือรู้จักในวัฒนธรรมร่วมสมัยว่าเป็น “นักบุญแห่งความรัก”
หากจะถือว่าวันนี้คือวันแห่งความรัก สิ่งที่เราต้องระลึกไว้คือ ธรรมอันนักบุญวาเลนไทน์แสดงไว้ ไม่ใช่เพียงความบริสุทธิ์ดีงามของความรักเท่านั้น แต่เป็นการประกาศว่า “ความรักที่แท้จริงนั้นต้องมีอิทธิพลเหนือกว่าความกลัว”
เช่นนี้ จึงขอให้วาระแห่งการเฉลิมฉลองที่คนเกือบทั่วโลกถือเป็นวันแห่งความรักนี้ อำนวยให้ “ความรัก” ทั้งหลายทุกรูปแบบของเราทั้งหมดนั้น ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดที่ตกลงร่วงลงสู่ดินแดนอันมืดมนของความกลัว

