แม้คำสั่งยุติบทบาท นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ในฐานะกกต.จะดำเนินไปในลักษณะเป็นคำสั่งหัวหน้าคสช.
อันอิงอยู่กับ “มาตรา 44”
แต่ไม่ว่าจะอ้างอิงจากฐานข้อมูล 1 ที่ว่าเพราะ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ไปยื่นใบสมัครเพื่อเข้าดำรงตำแหน่ง
เป็นเลขาธิการกกต.
“ถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายขัดกันแห่งผลประโยชน์ เนื่องจากตนเองเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องดัง
กล่าวโดยตรง”
กระนั้น สิ่งที่จะตรึงติดกับคำสั่งนี้ย่อมมาจากอีกฐานข้อมูล 1
“การให้สัมภาษณ์ด้วยถ้อยคำที่ไม่สมควร ก่อให้เกิดความสับ สน เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติของกกต.และ
การจัดการเลือกตั้ง”
เท่ากับ “ปากก็บ่อได้ ไอก็บ่ดัง”
ถามว่าปัญหาที่กกต.ต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง และที่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร สะท้อนออกในฐานะกกต.มีราก
ฐานอย่างไร
เป็นปัญหาของ”กกต.”หรือไม่
เป็นปัญหาอัน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร เป็นผู้ก่อขึ้นหรือไม่ในทางเป็นจริง
คำตอบเด่นชัดว่าอาจเป็น แต่ก็เสมอเพียงส่วนหนึ่ง
ปัญหาไม่ว่าที่เห็นกันในร่างพรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ไม่ว่าที่เห็นกันในร่างพรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว
.ล้วนเป็นเรื่องจาก 1 กรธ. 1 สนช. และ 1 คณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย
และแท้จริงร่างพรป.ทั้ง 2 ฉบับก็ผ่านการลงมติเห็นชอบมาแล้วจากที่ประชุมใหญ่ของสนช.ที่เกือบจะ
เป็น”เอกฉันท์”
ประเด็นอยู่ที่มีเสียงจากกรธ.ว่าน่าจะต้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าไม่ขัดต่อรัฐ
ธรรมนูญ
เพียงแต่ตรงนี้ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร มองทะลุ
ไม่เพียงแต่ทะลุว่า”ปัญหา”มาจากไหน หากแต่ทะลุไปอีกว่าน่าจะเป็นการสร้างปัญหาให้ขยายและบานปลาย
คำสั่งหัวหน้าคสช.เมื่ออิงอยู่กับ”มาตรา 44″ย่อมมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างสูง แต่มิได้หมายความว่าจะก่อให้
เกิดสภาพ”รับชอบ”ด้านเดียว
เพราะจะดำเนินไปในลักษณะ”ดาบสองคม”
สถานการณ์และความคลี่คลายของ”ปัญหา”จะทำให้คำสั่งนี้อาจส่งผลในสิ่งที่คสช.เองก็มิได้คาดหมายเอา
ไว้ด้วยเช่นเดียวกัน…

