การที่ร่างพรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.สามารถ “เลื่อน” การเลือก ตั้งออกไปได้ 90 วัน
นั่นก็คือ จากที่เคยกำหนดภายในเดือนพฤศจิกายน 2561
ให้กลายเป็นการกำหนดใหม่เป็นภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562
อาจถือได้ว่าเป็นความสำเร็จ เป็นชัยชนะ
อย่างน้อยบรรดาคน”ไม่อยาก”เลือกตั้งก็สามารถชะลอและถ่วงเวลาออกไปได้อีก เหมือนที่เคยทำสำเร็จมาแล้วในบรรดา”ปฏิญญา”ทั้งหลาย
ไม่ว่าปฏิญญาโตเกียว ไม่ว่าปฏิญญานิวยอร์ค ไม่ว่าปฏิญญาทำเนียบขาว
คำถามที่ตามมาก็คือ เป็นความสำเร็จ เป็นชัยชนะจริงหรือ
สังคมมองเห็นและรับรู้ได้อย่างแจ้งชัดว่าที่เรียกว่าเป็นความสำเร็จ ที่เรียกว่าชัยชนะของกลุ่มคน”ไม่อยาก”เลือกตั้งนั้นมาอย่างไร
1 ได้มาจากการเติม”เนื้อหา”ระหว่างพิจารณา
นั่นก็เห็นได้จากการเติมเป็นการบังคับในร่างพรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ว่าต้องเป็นไปหลังประกาศแล้ว 90 วัน
อันเท่ากับ “ยื้อ”เวลาอย่างดื้อๆ
1 ได้มาจากการยื่นเรื่องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ”วินิจฉัย”ตีความ ไม่ว่าจะเป็นร่างพรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. ไม่ว่าจะเป็นร่างพรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.
เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการแห่ง”อภินิหาร”ในทางกฎหมาย
แต่ความเป็นจริงก็คือ กระบวนการ”ยื้อ”อย่างดื้อๆทื่อๆ
เพราะว่าไม่ว่าต้นน้ำคือ กรธ. ไม่ว่ากลางน้ำคือคณะกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการ”ร่วม” ไม่ว่าปลายน้ำคือที่ประชุมใหญ่สนช.
ล้วนเป็นกระบวนการบน”เรือแป๊ะ”ทั้งสิ้น
การอาศัย”อภินิหารทางกฎหมาย”ไม่ว่าเมื่อเดือนกันยายน 2558 ไม่ว่าเมื่อเดือนมีนาคม 2561
มิได้มีแต่”รายรับ” ด้านเดียว หากต้องมี “รายจ่าย”
เหมือนกับรายจ่ายของปฏิญญาโตเกียว ปฏิญญานิวยอร์คและปฏิญญาทำเนียบขาว
นั่นก็คือ ความเชื่อถือ ความไว้วางใจในทางการเมือง

