เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา ยูเนสโกได้ประกาศอย่างเป็นทางการผ่านหน้าเว็บไซต์ www.unesco.org ประกาศให้พื้นที่แหล่งธรณีวิทยาของจังหวัดสตูล เป็นอุทยานธรณีโลก (Satun UNESCO Global Geopark) และเป็นแหล่งที่ 5 ของอาเซียน
อุทยานธรณีสตูลตั้งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทยครอบคลุม 4 อำเภอของจังหวัดสตูลคือ ทุ่งหว้า มะนัง ละงู และเมือง ลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาหินปูนมีเกาะน้อยใหญ่และชายหาดที่สวยงาม

อุทยานแห่งนี้ได้รับการประกาศเป็นอุทยานธรณีระดับประเทศในเดือนพฤศจิกายนปี พ.ศ.2559 ครอบคลุมพื้นที่ 2597.21 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นทางธรณีวิทยาระดับสากลและได้รับการบริหารจัดการโดยใช้กรอบแนวคิดการอนุรักษ์ธรณีวิทยาการให้ความรู้และการพัฒนาอย่างยั่งยืนอุทยานธรณีสตูลอาศัยมรดกทางธรณีเป็นสื่อกลางเชื่อมโยง มรดกทางธรรมชาติมรดกทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตเพื่อสร้างความเข้าใจและความตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่
ภัทรพนธ์ รัตนพิเชฏฐชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่อุทยานธรณีสตูลที่ได้ก้าวขึ้นสู่อุทยานธรณีโลกแห่งแรกของประเทศไทยและยินดีกับชาวจังหวัดสตูล สาเหตุของการได้เป็นอุทยานธรณีโลกไม่สำคัญเท่ากับได้แล้วคนสตูลจะได้อะไร สิ่งที่สนใจคือเราจะได้อะไร ส่วนนี้ก็มีการประชุมกันแล้ว ในส่วนของท่องเที่ยวและกีฬา ทางท้องถิ่นๆ ต่าง เรื่องยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของเราว่าตอบรับในส่วนตรงนี้อย่างไร คนที่อยากมาเที่ยว เราจะพาเขาไปดูอะไรบ้าง แล้วชุมชนจะมีรายได้จากตรงไหนบ้าง ที่พัก ของฝาก บริการที่จะให้กับนักท่องเที่ยวนั้นต้องมีมาตรฐาน หากเขามาแล้วต้องอยากมาอีก โดยเฉพาะชุมชนที่มีความสนใจด้านการท่องเที่ยวนี้ต้องเตรียมตัว ทางภาครัฐก็ทำหน้าที่สนับสนุน เมื่อนักท่องเที่ยวมาแล้วก็ต้องเป็นเจ้าภาพที่ดี อาหารที่พักต้องสะอาด ราคาสมเหตุสมผล ไม่โก่งราคา ต้องเป็นมาตรฐาน ที่สำคัญต้องปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเดินทางไปล่องแก่ง เข้าถ้ำต่างๆ

ณรงค์ฤทธิ์ ทุ่งปรือ ผู้อำนวยการอุทยานธรณีสตูล กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนสตูลสู่อุทยานธรณีเริ่มจากชาวบ้านพบฟอสซิลส่วนฟันกรามของช้างสเตโกดอน ช้างดึกดำบรรพ์ที่มีอายุเก่าแก่กว่าช้างแมมมอธ อายุอยู่ในสมัยไพลสโตซีน (Pleistocene) หรือประมาณ 1.8-0.01 ล้านปีก่อน ซึ่งว่าเก่าแก่กว่ามาก และเป็นการค้นพบแห่งแรกแห่งเดียวในพื้นที่ภาคใต้
ฟอสซิลดังกล่าวถูกพบเมื่อปี 2551 ในถ้ำวังกล้วย อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล ที่ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นถ้ำเลสเตโกดอน หลังจากที่ชาวบ้านได้เข้าไปหากุ้ง หาปูในถ้ำตามวิถีปกติ และได้พบซากดึกดำบรรพ์ที่มีลักษณะเป็นสีน้ำตาลไหม้ น้ำหนักประมาณ 5.3 กก. ยาวประมาณ 44 ซม. สูงประมาณ 16 ซม.

เมื่อตรวจสอบจากทางสถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณีภาคตะวันออกเฉียงเหนือเฉลิมพระเกียรติ และกรมทรัพยากรธรณีแล้วจึงทราบว่าเป็นกระดูกฟันกรามของช้างสเตโกดอน โดยปัจจุบันทาง อบต.ทุ่งหว้าได้เก็บรักษาไว้ในศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช พิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์ทุ่งหว้า
นอกจากนี้ยังพบฟอสซิลฟันกรามของ ช้างเอลิฟาส ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของช้างเอเชีย และคาดว่ามีอายุร่วมสมัยเดียวกันกับช้างสเตโกดอน นอกจากนั้นก็ยังพบฟอสซิลแรดชวา กระซู่ เต่า หอย หมึก รวมไปถึงขวานหินของมนุษย์โบราณ รวมแล้วซากดึกดำบรรพ์ที่พบนั้น กว่า 300 ชิ้นในพิพิธภัณฑ์ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช พิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์ทุ่งหว้า Satun Geopark Information Center ต.ทุ่งหว้า อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล แห่งนี้ได้นำซากดึกดำบรรพ์ในยุคแรกๆ ของสิ่งมีชีวิต คือ มหายุคพาลีโอโซอิก (Paleozoic) ในราว 542-251 ล้านปี
ในมหายุคนี้เราได้พบซากดึกดำบรรพ์ครบทั้ง 6 ยุค ได้แก่ ยุคแคมเบรียน ยุคออร์โดวิเชียน ยุคไซลูเรียน ยุคดีโวเนียน ยุคคาร์บอนิเฟอรัส และยุคเพอร์เมียน ซึ่งก็พบทั้งสาหร่ายทะเลดึกดำบรรพ์ แมงดาทะเลดึกดำบรรพ์ หอยทะเลดึกดำบรรพ์ ปลาหมึกทะเลดึกดำบรรพ์ นำมาจัดแสดงให้ชมและศึกษา

มีการจัดแสดงตัวอย่างในแต่ละยุคให้ชมครบทั้ง 6 ยุค รวมไปถึงฟอสซิลชิ้นไฮไลต์อย่างฟอสซิลกรามช้างสเตโกดอน และฟอสซิลกระดูกฟันของแรด จัดแสดงไว้ให้ชมกันแค่บางส่วน ส่วนใหญ่ยังคงเก็บรวบรวมไว้ไม่ได้นำมาจัดแสดง หากอยากชมคงต้องขอเป็นกรณีพิเศษ ถือได้ว่าซากดึกดำบรรพ์เหล่านี้มีคุณค่ามากในทางวิชาการ และนำมาปรับเป็นแหล่งเรียนรู้และการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี
ณรงค์ฤทธิ์ระบุว่าอุทยานธรณีสตูลยังมีแหล่งท่องเที่ยวมีความสำคัญอีกหลายแห่ง เช่น ถ้ำเลสเตโกดอน ถ้ำภูผาเพชร ถ้ำเจ็ดคต น้ำตกวังสายทอง ปราสาทหินพันยอด ฯลฯ โดยการสนับสนุนทางวิชาการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรธรณี จังหวัดสตูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งชุมชนและองค์กรท้องถิ่นที่มีแหล่งมรดกทางธรณีเหล่านี้ได้รวมตัวกันพัฒนาเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ การบริหารจัดการการศึกษาและการสื่อความหมายแหล่งการท่องเที่ยวและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

ตัวอย่างที่สำคัญ ได้แก่ ความร่วมมือกันระหว่างชุมชน/อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา อุทยานแห่งชาติตะรุเตา อุทยานธรณีสตูลและมหาวิทยาลัยท้องถิ่นในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวบริเวณ ปราสาทหินพันยอดในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ซึ่งเป็นการผสานกันอย่างลงตัว ทำให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
โดยมีท้องถิ่นทำหน้าที่ปกป้องและเฝ้าระวังทรัพยากรทางทะเลไม่ให้ถูกทำลาย…

