เช็กลิสต์ 4 ปัจจัยเสี่ยง ลูกหลานเป็น ‘ซึมเศร้าในวัยเรียน’
จากงานวิจัยพบว่า ร้อยละ 5-10 ของกลุ่มโรค วิตกกังวลและซึมเศร้า ที่เกิดจากความเครียด ที่พบในเด็ก ส่วนมากจะพบว่าเป็นความเครียดที่เข้าสู่ระดับกลางถึงรุนแรง เป็นปัญหาที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับผู้ปกครองพ่อแม่ทุกคน เพราะระดับที่รุนแรงและมีผลกระทบอย่างมาก
การสังเกตพฤติกรรมนับว่าสำคัญมาก สัญญาณเตือนสำคัญที่ผู้ปกครองคุณพ่อคุณแม่จะสังเกตได้ว่าลูกมีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า คือ ชอบเก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร ผลการเรียนตก เหม่อลอย ไม่อยากทานอาหาร มีปัญหาเรื่องการนอน และยิ่งอันตรายหากมีการบอกลา การสั่งเสีย การที่บอกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว สัญญาณเหล่านี้จะเป็นตัวที่บอกได้ว่า เด็กๆ เหล่านี้อาจจะมีความเสี่ยงในการพยายามฆ่าตัวตาย
ปัจจัยเสี่ยงของความเครียดและโรคซึมเศร้าในวัยเรียนมีหลายประการ เช่น
1.ความกดดันทางการเรียน การพยายามให้ได้คะแนนดีหรือรักษาความสำเร็จรวมถึงความคาดหวังของผู้ปกครองอาจก่อให้เกิดความเครียดสะสม
2.การถูกเปรียบเทียบกับเพื่อน ทำให้เกิดความรู้สึกด้อยค่าและหมดกำลังใจ
3.ปัญหาครอบครัว เช่น การหย่าร้าง หรือความขัดแย้ง ทำให้เด็กขาดความมั่นคงทางจิตใจ
4.การใช้โซเชียลมีเดียเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น
โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่ไม่สามารถผ่านพ้นไปได้ง่ายๆ ด้วยตนเอง วัยเรียนที่มีภาวะซึมเศร้า หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการมักจะไม่ดีขึ้นเอง ปล่อยไว้นานอาการจะแย่ลง ดังนั้นการรักษาจึงต้องเป็นการวางแผนในระยะยาว เพื่อแก้ไขอาการของโรคและสาเหตุของการเกิดโรค ดังนี้
1.พบจิตแพทย์เพื่อประเมินอาการและวางแผนการรักษาอย่างเป็นระบบ หากจำเป็นต้องใช้ยาควรใช้ เพื่อผลการรักษาที่ดี
2.รับการบำบัดทางจิตวิทยาร่วมด้วย เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
3.ผู้ปกครองต้องให้กำลังใจ เปิดใจพูดคุยกับลูกอย่างสม่ำเสมอ ฟังความคิดเห็น ความรู้สึกของพวกเขาโดยไม่ตัดสิน และเข้าร่วมกระบวนการรักษาอย่างต่อเนื่อง
4.ปรับสภาพแวดล้อมทั้งที่บ้านและโรงเรียนให้เอื้อต่อการฟื้นฟูสภาพจิตใจ
5.สร้างเครือข่ายสนับสนุนระหว่างครอบครัว โรงเรียน และผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์
การให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการสร้างอนาคตที่ดีของพวกเขา

