แสงสีฟ้าส่อง ‘วันข้างหน้าที่สดใส’ ปกป้องฝันเด็กๆ เติบโตอย่างมั่นคง

29.11.24 | 12:25 น.

แสงสีฟ้าส่อง ‘วันข้างหน้าที่สดใส’ ปกป้องฝันเด็กๆ เติบโตอย่างมั่นคง

ในปัจจุบัน เด็กเป็นพลเมืองของโลกที่สำคัญ ในการสร้างประชากรที่มีคุณภาพของประเทศ เนื่องในวันเด็กสากล องค์การยูนิเซฟประเทศไทย จัดงาน “Turn Blue” เนรมิตพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามราชส่องแสงสีฟ้า แสดงถึงสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีเพื่อสร้างความมั่นคงและโอกาสที่ดีของเด็กทั่วโลก โดยกิจกรรมดังกล่าวองค์การยูนิเซฟทั่วโลกได้จัดขึ้นเช่นกัน โดยมีสถานที่สำคัญระดับโลกหลายแห่งเข้าร่วม อาทิ หอไอเฟล กรุงปารีส, อะโครโพลลิส กรุงเอเธนส์ และ ตึกเอ็มไพร์สเตต นครนิวยอร์ก เพื่อแสดงสัญลักษณ์แห่งความสามัคคี สร้างวันข้างหน้าที่มั่นคงและเต็มไปด้วยโอกาสสำหรับเด็กทุกคนทั่วโลก

โดยในการเสวนาครั้งนี้พูดถึงเรื่องความฝันในวัยเด็กและการสนับสนุนเยาวชนในอนาคต เพื่อตระหนักถึงปัญหาที่เด็กและเยาวชนพบเจอในปัจจุบัน

Advertisement

 

อานันท์ ปัญารชุน ทูตสันถวไมตรี องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า ความฝันรุ่นผมเมื่อ 80 ปีที่แล้วก็เรื่องครอบครัวที่เติบโต มั่นคง สามัคคี ตอนเด็กก็ไม่ได้คิดถึงประเทศชาติ แต่ก็อยากเห็นสังคมไทยมีความตรงไปตรงมา เปิดเผย ไม่ลึกลับ เปิดสิทธิเสรีภาพให้ทุกคนโดยเฉพาะเด็ก หวังถึงผู้ใหญ่ที่จะรู้ว่า เด็กคืออนาคตของชาติ หวังถึงผู้ใหญ่ที่พร้อมจะรับฟังความคิดเห็นของเด็กให้มากขึ้นแต่อยู่ในกรอบกฎหมาย ยืดหยุ่น มีความเป็นมนุษย์ คำนึงถึงการช่วยเหลือมนุษย์ด้วยกัน”

อานันท์ ปัญารชุน

ขณะที่ คยองซอน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า เขาเป็นคนเกาหลี และได้ไปใช้ชีวิตที่อเมริกาใต้ในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และปัจจุบันก็ทำงานอยู่องค์การสหประชาชาติ มีความฝันที่จะอยากเป็นนักการทูต อยากเดินทางไปรอบโลก ซึ่งตอนนี้ก็กำลังอยู่ในความฝันในฐานะนักการทูตเพื่อเด็กและเยาวชน ในฐานะตัวแทนเพื่อเด็ก การทูตเป็นสิ่งที่จำเป็นในสมัยนี้

คยองซอน คิม

นวลพรรณ ล่ำซำ ทูตองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า แป้งค้นพบว่า ตัวเองเป็นคนที่มุ่งมั่น ตั้งใจทำในสิ่งที่อยากทำและทำด้วยใจรัก เชื่อว่าเด็กทุกคนเป็นวิญญาณอิสระที่กล้าคิด สิ่งที่นำแป้งมาสู่วันนี้คือ การคิดนอกกรอบ แป้งเรียนตามที่คุณพ่อขอไว้ แต่ก็มีโอกาสได้ไปเรียนเมืองนอก เห็นว่าสิ่งที่เป็นทรัพยากรของประเทศและโลกที่สำคัญ คือ เด็ก คือการยกระดับการศึกษา ความฝันคือความตั้งใจจริง การเปิดกว้างให้มีโอกาสมองเห็น”

นวลพรรณ ล่ำซำ

ด้าน ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เป็นตัวแทนเจน Y ก็เกิดการตั้งถามว่า คนธรรมดาจะสามารถทำอะไรเพื่อประโยชน์กับสังคมได้บ้าง ก็เห็นคำว่า Social Enterprise คำนี้เป็นความฝันในยุคนั้น อยากมาพัฒนาเมือง ความฝันในวันนั้นก็เป็นจริงในวันนี้และไม่คิดว่าจะได้มาทำงานในกรุงเทพมหานาคร”

ศานนท์ หวังสร้างบุญ

สุดท้าย กัส-ผลินภัทร์ จงธนากร ตัวแทนเยาวชน วัย 16 ปี กล่าวว่า “ความฝันวัยเด็กเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ความฝันที่อยากเป็น คือถ้ามีโอกาสอยากเป็นจิตแพทย์ เพราะรู้สึกว่าสมองของมนุษย์เป็นสิ่งที่น่าค้นคว้า น่าสนใจ อยากรักษาผู้ป่วยจิตเวช ทำให้ชีวิตของเขากลับมาเป็นปกติ จะได้ค้นหาความสุขในชีวิต หลายคนทำฝันให้เป็นจริงได้ แต่สำหรับฝันเพื่อเด็กๆ ในประเทศไทย ในวงเสวนาฝากถึงสิ่งที่อยากให้ทำเพื่อสนับสนุนเด็กและเยาวชนไทย

อานันท์ กล่าวว่า ทุกสิ่งที่ทำมาเกี่ยวกับยูนิเซฟ เราไม่ได้จำกัดแค่ยูนิเซฟ เราดูแลสุขภาพ โภชนาการ สิทธิ คุณภาพชีวิตเด็ก ไม่ว่าจะเป็นใครเราจะทำเพื่อให้สถานการณ์แตกต่างไปจากเดิม ให้มีการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยไปในทางที่ดี ครั้งหนึ่งเด็กไทยโตขึ้นมาในเศรษฐกิจที่ไม่ดี เราจะทำให้เด็กของเรามีความฝัน และความหวังว่าพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้ เพราะเป็นเรื่องจิตใจที่สำคัญ ถ้าเด็กหมดความหวังกับประเทศชาติความเจริญก็ไม่มั่นคง ก็หวังว่าทุกสิ่งที่ทำเพื่อให้เด็กมีความหวังกับประเทศชาติ”

คยอนซอน คิม กล่าวว่า สิ่งที่ดีของอนุสัญญาเยาวชนคือ อนุสัญญา CRC คือการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน การศึกษา การป้องกัน ถ้าประเทศอยากบรรลุวิสัยทัศน์ในปี 2037 จะไม่สามารถทำได้ถ้าไม่ให้เด็กทำตามความฝันของตน ถ้าทำได้ก็ทำให้ชาติเติบโตได้ สิ่งที่จะทำต่อคือ ช่วยรัฐบาลไทยให้ก้าวไปข้างหน้า

นวลพรรณ กล่าวว่า ในปัจจุบันประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัย สวนทางกับเด็กที่เกิดน้อยลง สิ่งที่เปลี่ยนแปลง คือ เทคโนโลยี และสิ่งที่ตามมาคือ โรคระบาด และโรคซึมเศร้าเกิดเพิ่มมากขึ้น และมีสิ่งที่ไม่คาดฝัน เช่น สงคราม ซึ่งเด็กเจอโดยตรงและพบปัญหามากมาย ทำให้เข้าถึงการศึกษายากขึ้น สิ่งที่ยกระดับประเทศได้คือการศึกษาซึ่งแก้ยาก ถ้าได้รับการศึกษาก็จะส่งผลดีกับเด็ก และการรับฟังเด็กเราต้องรับฟังอย่างใจจริง เพื่อจะช่วยรับฟังถึงปัญหาของเด็กได้”

ด้าน ศานนท์กล่าวว่า สิ่งที่เราทำนี้ไม่ได้ทำเพื่อเด็ก แต่เพื่อเจนของเราด้วย ทำให้เด็กมีอนาคตที่ดี ประกอบด้วย 1. การส่งเสริมสิทธิเด็ก 2. การมีพื้นที่ปลอดภัย 3. การศึกษา 4. การเปลี่ยนเสียงบ่นให้ลงมือทำ

ปิดท้าย กัส ผลินภัทร์ กล่าวว่า ความปลอดภัยเป็นปัจจัยแรกที่สำคัญซึ่งผู้ใหญ่ควรเข้ามาช่วยเหลือ เด็กไม่อาจเติบโตสมบูรณ์ได้ ถ้าไม่มีผู้ใหญ่เข้ามาช่วยเหลือ บางคนทำความฝันให้เป็นจริงไม่ได้ และเติบโตกับอันตรายและความไม่พร้อมของครอบครัว ซึ่งเด็กอยากหนีปัญหาแต่ไม่สามารถทำได้ เช่น ยาเสพติด

“สิ่งที่เราเคยชอบทำก็พังทลาย ผู้คนอยากเห็นเยาวชนกล้าหาญ ถ้าผู้ใหญ่ช่วยลดปัญหาเรื่องของความเครียด สร้างความปลอดภัย จะเป็นการมอบโอกาสให้ได้พัฒนาตนเอง ความสุข และอนาคต เด็กและเยาวชนไม่ควรใช้ชีวิตที่อันตราย” กัส ผลินภัทร์กล่าว