สิ่งที่เด็กได้เรียนรู้ในวันนี้ จะกำหนดอนาคตประเทศไทยในวันหน้า

5.02.26 | 16:17 น.

สิ่งที่เด็กได้เรียนรู้ในวันนี้ จะกำหนดอนาคตประเทศไทยในวันหน้า

ในโอกาสของการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามา ยูนิเซฟ ประเทศไทย โดย นายเคน เลกินส์ ผู้อำนวยการ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และ ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่าขอให้ทุกพรรคการเมืองมุ่งมั่นในการปฏิรูปการศึกษาโดยไม่เลือกฝ่าย

วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ประชาชนทั่วประเทศจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ช่วงนี้เราจึงได้ยินคำสัญญามากมายในการหาเสียง ทั้งการเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ผลิตภาพ และความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งแน่นอนว่าล้วนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับอนาคตประเทศ แต่ทั้งหมดนี้ต้องเริ่มจากการศึกษา อนาคตของประเทศขึ้นกับเราจะเตรียมสร้างเยาวชนไทยให้พร้อมได้ดีเพียงใด ซึ่งปัจจุบันเยาวชนไทยจำนวนมากยังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

การศึกษาคือรากฐานของทุกนโยบายที่มุ่งสร้างอนาคตให้กับประเทศ ถ้าการศึกษาไม่เข้มแข็ง เศรษฐกิจย่อมไม่ก้าวหน้าและความเหลื่อมล้ำจะยิ่งรุนแรงขึ้น ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา รัฐบาล ครู และนักเรียนต่างก็เรียกร้องให้มีการปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง

จริง ๆ แล้ว ประเทศไทยมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญ อีกทั้งยังเคยปรับระบบการศึกษาให้สอดรับกับช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วจนที่เป็นยอมรับของนานาชาติ แต่วันนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวครั้งใหญ่อีกครั้ง เพราะคุณภาพการเรียนรู้ยังคงไม่เท่าเทียม และความเหลื่อมล้ำก็ยังฝังรากลึกอยู่ในระบบ

Advertisement

เด็กจำนวนมากหลุดจากระบบการศึกษาก่อนจบมัธยมศึกษา ขณะที่ผลการประเมินระดับนานาชาติก็แสดงให้เห็นว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนไทยกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการอ่าน สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศที่สูญเสียไปโดยไม่ใช่ความผิดของเด็ก แต่เกิดจากความล้มเหลวของระบบการศึกษา

การปฏิรูปการศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนกว่าที่เคย เพราะตอนนี้ประเทศไทยกำลังเป็นสังคมสูงวัยสมบูรณ์ ขณะเดียวกัน AI และเทคโนโลยีใหม่ก็ทำให้การทำงานและการใช้ชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดังนั้น เยาวชนไทยจึงต้องมีทักษะที่ทันโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นทักษะการแก้ปัญหา ความสามารถในการปรับตัว การทำงานเป็นทีม และทักษะดิจิทัล นอกจากนี้ เยาวชนยังต้องการเส้นทางที่ชัดเจนและราบรื่นในการต่อยอดระหว่างระดับการศึกษาและเปลี่ยนผ่านจากโรงเรียนไปสู่การฝึกอบรมและการทำงาน ซึ่งการตัดสินใจของสมาชิกรัฐสภาสมัยหน้าจะเป็นตัวกำหนดว่า เด็กและเยาวชนจะได้รับการเตรียมพร้อมสำหรับโลกอนาคต หรือจะถูกกีดกันจากโอกาสในวันหน้า

การเตรียมความพร้อมให้กับเด็ก เยาวชน และคนรุ่นใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเรียนในโรงเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงก่อนที่เด็กจะเข้าเรียน รายงานการศึกษาด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทยไทยชี้ชัดว่า ช่วงปฐมวัยคือรากฐานที่สำคัญของการเรียนรู้ และจะส่งผลระยะยาวไปตลอดชีวิต ซึ่งต้องอาศัยโภชนาการที่ดี การกระตุ้นพัฒนาการ การดูแลเอาใจใส่ เพื่อช่วยให้เด็กมีความพร้อมและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียน

ภายในโรงเรียนเอง การเรียนรู้ที่มีคุณภาพไม่ได้หมายถึงการเรียนการสอนเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เด็กได้รับการสนับสนุน รู้สึกปลอดภัย และมีแรงจูงใจในการเรียนรู้ ปัญหาการกลั่นแกล้ง การกลัวความล้มเหลว ความคาดหวังที่สูงเกินไป และความไม่มั่นใจ ล้วนผลักให้เด็กออกห่างจากโรงเรียน และนำไปสู่การหลุดออกจากระบบการศึกษาในที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากจำนวนเยาวชนในประเทศไทยที่ไม่ได้เรียน ไม่ได้ทำงาน และไม่ได้รับการฝึกอบรม (NEETs) ที่อยู่ในระดับสูงมาอย่างต่อเนื่อง

โรงเรียนควรเป็นสถานที่ ๆ เด็กอยากมาเรียนรู้ แทนที่จะหลีกหนี ประเทศไทยจำเป็นต้องมีครูแนะแนวที่มีคุณภาพมากขึ้น เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจจุดแข็งของตัวเอง เห็นเส้นทางอนาคตของการศึกษาต่อและการทำงาน เพราะเมื่อเยาวชนมองเห็นอนาคตของตนเอง พวกเขามีแนวโน้มที่จะอยู่ในระบบการศึกษาและประสบความสำเร็จในชีวิตมากขึ้น

ณัฏฐณิชา ขัติยะวรา นักรณรงค์ด้านการศึกษาที่ทำงานร่วมกับยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “เราไม่อยากเห็นคนรุ่นต่อไปต้องเผชิญปัญหาเดิม ๆ ภายใต้คำสัญญาแบบเดิมอีกต่อไป เราหวังว่าผู้นำที่ห่วงใยอนาคตของประเทศจะมองเยาวชนเป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียม เชื่อมั่นในพวกเรา และทำงานร่วมกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง”

การศึกษาควรเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ แต่ในความเป็นจริงกลับทำให้ช่องว่างนี้กว้างขึ้น ปัจจุบัน เด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มากกว่าครึ่งขาดทักษะการอ่านและการคำนวณพื้นฐาน โดยเด็กจากพื้นที่ชนบทและครัวเรือนยากจนประสบปัญหามากที่สุด ขณะที่ผู้ใหญ่ไทยอายุ 25–34 ปี กว่า 4 ใน 10 คนเรียนไม่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย นอกจากนี้ เยาวชน 1 ใน 8 คนไม่ได้เรียน ไม่ได้ทำงาน และไม่ได้รับการฝึกอบรมใด ๆ สิ่งเหล่านี้ นอกจากจะเป็นปัญหาสังคมแล้ว ยังจะนำไปสู่ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งศักยภาพของเด็กไทยและเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย

ข้อดีของประเทศไทยคือ เรามีข้อมูล หลักฐาน ความเชี่ยวชาญ และทรัพยากรเพียงพอที่จะเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง เหลือเพียงต้องลงมือทำอย่างจริงจัง ทั้งการสนับสนุนครู ซึ่งเป็นหัวใจของระบบการศึกษา ผ่านการลดภาระงานเอกสารที่ไม่จำเป็น และการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการยกระดับการลงทุนด้านการศึกษา โดยไม่ใช่แค่เพิ่มงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องใช้เงินอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ โดยจัดสรรไปยังเด็กและโรงเรียนที่ต้องการมากที่สุดด้วย เพราะการศึกษาภาครัฐคือหนทางเดียวที่จะช่วยให้เด็กจำนวนมากหลุดพ้นจากความยากจน

สิ่งที่ประเทศไทยต้องการในเวลานี้ คือเจตจำนงระยะยาวในการปฏิรูปการศึกษาที่ไม่ผูกติดกับพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง และสามารถเดินหน้าอย่างต่อเนื่องแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง คำถามที่สังคมไทยและนักการเมืองต้องตอบ ไม่ใช่ว่าเรามีงบประมาณเพียงพอจะลงทุนในเด็กไหม แต่คือ เราจะยอมรับค่าเสียโอกาสจากการไม่ลงทุนในเด็กได้หรือไม่

เป็นเรื่องน่ายินดีที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ไทยพีบีเอส ทีดีอาร์ไอ และภาคีเพื่อการศึกษาไทยได้จัดเวทีสาธารณะ โดยมีตัวแทนจากพรรคการเมือง 5 พรรคมาร่วมอภิปรายถึงการศึกษาไทย ทั้งหมดเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีทิศทางร่วมกันในการปฏิรูปการศึกษา และต้องเป็นวาระที่อยู่เหนือการเมือง ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดีของการจัดตั้งรัฐบาลหน้าที่สามารปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ที่ก้าวหน้ากว่าที่ผ่านมา

เราทุกคนมีหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกันในการเตรียมความพร้อมให้กับเด็กและเยาวชนไทย เพราะพวกเขาคือผู้กำหนดอนาคตของประเทศไทยต่อไป

ทั้งนี้ ยูนิเซฟ ได้เผยข้อมูลโครงการรณรงค์ด้านการศึกษา ดังนี้

• ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติ และต่ำกว่าบางประเทศที่มีรายได้น้อยกว่า ในการทดสอบ PISA ปี 2565 นักเรียนไทยอายุ 15 ปีได้คะแนนคณิตศาสตร์เฉลี่ยเพียง 394 คะแนน ขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศ OECD อยู่ที่ 472 คะแนน สะท้อนว่าไทยกำลังตามหลังประเทศอื่นอย่างชัดเจน (OECD Education GPS)

• นักเรียนไทยมีทักษะขั้นพื้นฐานในสัดส่วนที่ต่ำมาก มีเพียงร้อยละ 32 ของนักเรียนที่มีทักษะคณิตศาสตร์ระดับพื้นฐาน เทียบกับค่าเฉลี่ยประเทศ OECD ที่ร้อยละ 69 (OECD)

• นักเรียนที่มีผลการเรียนระดับสูงมีจำนวนน้อยมาก นักเรียนไทยที่มีผลการเรียนคณิตศาสตร์ระดับสูงมีเพียงร้อยละ 1 ขณะที่ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ร้อยละ 9 ส่งผลให้ศักยภาพด้านการแข่งขันและนวัตกรรมของประเทศอ่อนแอลง (OECD)

• เยาวชนจำนวนมากหลุดออกจากระบบการศึกษา เยาวชนไทยวัยมัธยมปลายประมาณร้อยละ 15 ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ด้วยสาเหตุหลากหลาย เช่น ความยากจน หรือการเติบโตในครอบครัวที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก (UNICEF)

• ผลการเรียนของประเทศไทยกำลังถดถอย แทนที่จะก้าวหน้า ระหว่างปี 2555–2565 คะแนน PISA ของไทยลดลงราว 30 คะแนนในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และลดลงถึง 60 คะแนนในวิชาการอ่าน (OECD)

• ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังคงรุนแรง ช่องว่างการเรียนรู้ชัดเจนระหว่างเด็กในเมืองกับชนบท เด็กฐานะดีและเด็กยากจน รวมถึงเด็กที่ใช้ภาษาไทยเป็นหลักกับเด็กที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทย หากไม่เร่งแก้ไข อาจนำไปสู่การเกิด “กลุ่มเยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาอย่างถาวร” (UNESCO/UNICEF)

แก้ระบบการศึกษาก่อนที่จะสายเกินไป

1.เด็กไทยเรียนรู้ได้น้อยลงกว่า 10 ปีที่แล้ว
ผลการจัดอันดับด้านการศึกษาระดับนานาชาติชี้ชัดว่า เด็กไทยเรียนรู้ได้น้อยลงเมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน แม้การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะซ้ำเติมสถานการณ์ แต่ข้อมูลจากการทดสอบ PISA ปี 2565 พบว่า นักเรียนไทยอายุ 15 ปีมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ในทุกด้าน ทั้งคณิตศาสตร์ การอ่าน และวิทยาศาสตร์

นักเรียนไทยได้คะแนนเฉลี่ยคณิตศาสตร์ 394 คะแนน การอ่าน 379 คะแนน และวิทยาศาสตร์ 409 คะแนน ขณะที่ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ 472, 476 และ 485 คะแนนตามลำดับ นอกจากนี้ สัดส่วนเด็กที่มีทักษะถึงระดับพื้นฐานยังลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2555 (OECD)

สื่อมวลชนและนักวิชาการจำนวนมากมองว่าผลการทดสอบปี 2565 เป็นสัญญาณที่ “น่าตกใจ” และเป็นหลักฐานของการถดถอยต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ในหลายด้าน ประเทศไทยกำลังตามหลังเวียดนามและมาเลเซีย ขณะที่ประเทศอื่นเดินหน้าไปข้างหน้า เด็กไทยกลับถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

2.วิกฤตการเรียนรู้ของประเทศไทยกำลังถดถอย แทนที่จะก้าวหน้า
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา คะแนน PISA ของไทย โดยเฉพาะด้านการอ่าน ลดลงถึง 60 คะแนน หากไม่เร่งแก้ไข ประเทศไทยอาจปิดกั้นโอกาสของเด็กและเยาวชนทั้งรุ่น นำไปสู่โอกาสการมีงานทำและรายได้ที่ลดลง และทำให้ความเหลื่อมล้ำฝังรากลึกยิ่งขึ้น

3.การศึกษากำลังซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ แทนที่จะลดช่องว่าง
โดยหลักแล้ว การศึกษาควรเป็นเครื่องมือสร้างความเท่าเทียม แต่ในประเทศไทย ระบบการศึกษากลับกลายเป็นกลไกที่ตอกย้ำความไม่เท่าเทียม แม้นักเรียนในกลุ่มที่ร่ำรวยที่สุดร้อยละ 25 จะมีผลการเรียนใกล้เคียงประเทศชั้นนำ แต่เด็กส่วนใหญ่ยังมีผลการเรียนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก

ช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท โรงเรียนขนาดใหญ่กับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงเด็กที่ใช้ภาษาไทยกับเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ยังคงกว้าง กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ สถานที่ที่เด็กเกิดในประเทศไทยส่งผลต่อโอกาสทางการศึกษามากกว่าความสามารถของเด็กเอง

4.ระบบการศึกษาไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจในอนาคต
การวิเคราะห์ของ OECD เกี่ยวกับการศึกษาไทย พบว่า ทักษะที่ระบบการศึกษาผลิตออกมายังไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น การแก้ปัญหา การรู้เท่าทันดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานเป็นทีม โรงเรียนยังเน้นการท่องจำและการสอบ มากกว่าการคิดเชิงวิพากษ์ ทักษะทางสังคม และอารมณ์ ส่งผลให้แม้เด็กบางคนจะ “ประสบความสำเร็จ” ในระบบการศึกษา แต่กลับเผชิญความยากลำบากเมื่อเข้าสู่ตลาดงาน เนื่องจากระบบการศึกษายังไม่สอดคล้องกับความต้องการของโลกการทำงาน

5.การศึกษายังคงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างการเติบโตและความเท่าเทียม
งานวิจัยของธนาคารโลกระบุว่า การเรียนจบระดับมัธยมศึกษาช่วยเพิ่มรายได้อย่างน้อยร้อยละ 10 และทุกบาทที่ลงทุนในการเรียนรู้ปฐมวัยให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระดับสูง

6.เด็ก ๆ ไม่ได้ล้มเหลว แต่ระบบต่างหากที่ล้มเหลว
เด็กไทยมีศักยภาพ แต่ระบบยังไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้และเติบโตอย่างเต็มที่ เราต้องเรียกร้องสิ่งที่ดีกว่านี้ให้กับเด็กทุกคน

7.ประเทศไทยยังสามารถพลิกสถานการณ์ได้ หากเรากล้าลงมือทำเดี๋ยวนี้
การลงทุนที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น การเรียนรู้ปฐมวัยที่เข้มแข็ง ครูที่มีคุณภาพและได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกโรงเรียน การศึกษาที่มุ่งสร้างทักษะทำงานได้จริง และโรงเรียนที่ปลอดภัย เอื้อต่อการเรียนรู้ และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือสิ่งที่เด็กในประเทศไทยทุกคนควรได้รับ เราไม่อาจยอมรับสภาพเดิมได้อีกต่อไป เราต้องร่วมกันตรวจสอบและเรียกร้องความรับผิดชอบจากนักการเมือง และเดินหน้าแก้ไขระบบการศึกษาอย่างจริงจัง เพราะอนาคตของประเทศไทยขึ้นอยู่กับสิ่งนี้

ทำไมการปฏิรูปการศึกษาจึงไม่ประสบความสำเร็จ?

ประเทศไทยได้ถกเถียงเรื่องการปฏิรูปการศึกษามานานกว่า 20 ปี มีการออกกฎหมาย ตั้งคณะกรรมการ และประกาศแผนและยุทธศาสตร์ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์ในห้องเรียนกลับแทบไม่เปลี่ยน สาเหตุสำคัญ ได้แก่

• การปฏิรูปมุ่งที่โครงสร้าง มากกว่าการเรียนรู้จริงในห้องเรียน
การปฏิรูปการศึกษาหลายครั้งของประเทศไทยมักให้ความสำคัญกับโครงสร้างการบริหาร เช่น การควบรวมหรือเปลี่ยนชื่อหน่วยงาน และการตั้งคณะกรรมการใหม่ มากกว่าการยกระดับการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน งานวิจัยด้านการศึกษาไทยขององค์การยูเนสโก (UNESCO) และ OECD ชี้ว่า ระบบการศึกษายังคงรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง โดยกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้กำหนดหลักสูตร งบประมาณ และการบริหารบุคลากรเป็นหลัก ส่งผลให้ครูต้องทำงานภายใต้หลักสูตรที่ตายตัวและภาระงานเอกสารจำนวนมาก ขณะที่ผู้บริหารโรงเรียนมีอำนาจจำกัดในการปรับการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น นวัตกรรมทางการศึกษาจำนวนมากจึงหยุดอยู่เพียงโครงการนำร่อง และไม่สามารถขยายผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

• งบประมาณมี แต่ไม่ถูกใช้ในจุดที่จำเป็นที่สุด
ประเทศไทยใช้งบประมาณด้านการศึกษาในสัดส่วนที่สูง แต่ยังขาดประสิทธิภาพ งานวิจัยของธนาคารโลกชี้ว่า การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งผลลัพธ์ทางการศึกษา โดยเฉพาะการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบท ซึ่งมีจำนวนนักเรียน ครู และทรัพยากรไม่เพียงพอในการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ภาพความเหลื่อมล้ำนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน บางโรงเรียนมีอาคารและห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย ขณะที่บางโรงเรียนกลับขาดแคลนครูและทรัพยากรพื้นฐานอย่างรุนแรง

• ครูถูกคาดหวังให้จัดการศึกษาที่ทันสมัย แต่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนที่สอดคล้องและเพียงพอ
แผนการปฏิรูปส่วนใหญ่ยอมรับว่าครูคือหัวใจของการศึกษา แต่ในทางปฏิบัติ การสนับสนุนครูกลับยังอ่อนแอและไม่ต่อเนื่อง การวิเคราะห์ระบบครูในประเทศไทยชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างในด้านการสรรหา การบรรจุ ไปจนถึงความก้าวหน้าในอาชีพ ครูจำนวนมากไม่ได้ถูกจัดสรรไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการสูงที่สุด ขณะที่แรงจูงใจในเส้นทางอาชีพก็ไม่เอื้อต่อการให้รางวัลแก่ครูที่สามารถยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างแท้จริง

แม้จะมีการนำหลักสูตรและแนวทางการสอนใหม่ ๆ เช่น การคิดเชิงวิพากษ์และการเรียนรู้เชิงรุกมาใช้ แต่ครูมักได้รับการอบรมเพียงระยะสั้นและเป็นครั้งคราว ขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ส่งผลให้ครูถูกคาดหวังให้สร้างผลลัพธ์ในระดับโลก ขณะที่ยังต้องทำงานภายใต้ระบบที่ล้าสมัย และแบกรับแรงกดดันให้ “สอนให้จบตามตำรา” มากกว่าการช่วยให้เด็กทุกคนเข้าใจอย่างแท้จริง

• การเมืองเปลี่ยนเร็วเกินกว่าระบบการศึกษาจะตามทัน
การปฏิรูปการศึกษาจำเป็นต้องอาศัยความต่อเนื่องและความมุ่งมั่นในระยะยาว แต่การเมืองของประเทศไทยกลับผันผวน มีการเปลี่ยนรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการบ่อยครั้ง ทำให้ลำดับความสำคัญด้านการศึกษาเปลี่ยนตลอด สิ่งที่รัฐมนตรีคนหนึ่งได้เริ่มต้นไว้ อาจจะถูกยกเลิกหรือปล่อยให้เงียบหายด้วยรัฐมนตรีคนถัดไป การปฏิรูปจึงเป็นเพียงคำขวัญทางการเมือง เช่น “ไทยแลนด์ 4.0” “ปฏิรูปการศึกษา” หรือ “ห้องเรียนดิจิทัล” โดยขาดการดำเนินการที่ชัดเจน ต่อเนื่องและสามารถอยู่รอดข้ามวาระทางการเมืองได้

สำหรับนักเรียนแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทุก ๆ ไม่กี่ปีจะมี “การปฏิรูป” ใหม่ แต่โรงเรียนและห้องเรียนที่พวกเขาเรียนอยู่แทบไม่เปลี่ยนแปลง

• ความเหลื่อมล้ำยังไม่ถูกมองว่าเป็นปัญหาหลัก
การปฏิรูปการศึกษาส่วนใหญ่มักมองความเหลื่อมล้ำเป็นเพียงเรื่องรอง ไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วน ทั้งที่มีหลักฐานชัดเจนว่าช่องว่างทางการเรียนรู้ระหว่างเด็กยากจนกับเด็กฐานะดี เด็กในเมืองกับชนบทนั้นกว้างมาก การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยิ่งตอกย้ำให้เห็นความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล เด็กที่ขาดอุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต หรือการสนับสนุนจากผู้ปกครองในการเรียนที่บ้านมีการเรียนรู้ถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด

หากการปฏิรูปไม่เริ่มจากการยกระดับเด็กในกลุ่มล่างสุดร้อยละ 40 ผลการเรียนโดยรวมของประเทศก็จะยังถดถอยต่อไป และความเหลื่อมล้ำจะยิ่งฝังรากลึกมากขึ้น

• เสียงของเด็กและผู้ปกครองมักไม่ถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง
การตัดสินใจด้านการศึกษาส่วนใหญ่มักถูกกำหนดโดยผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ นักการเมือง หรือผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่นักเรียน ผู้ปกครอง ครู และชุมชน มักมีส่วนร่วมเพียงในช่วงท้ายของกระบวนการ หรือบางครั้งก็ไม่มีส่วนร่วมเลย ส่งผลให้การปฏิรูปอาจดูดีในเอกสาร แต่อาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในห้องเรียน และท้ายที่สุดก็มักถูกต่อต้าน ถูกละเลย หรือถูกนำไปปฏิบัติใช้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ

บทสรุป: ภาพใหญ่ของปัญหา

• ประเทศไทยไม่ได้ขาดการศึกษา งานวิจัย แผนงาน หรือโครงการนำร่อง
• สิ่งที่ขาดคือเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นในการจัดการจุดที่สำคัญที่สุด คือในห้องเรียน กับเด็ก และกับครู

วิกฤตที่แท้จริงไม่ใช่เพราะเด็กไทยเรียนรู้ไม่ได้ แต่เป็นเพราะระบบการศึกษาที่…
• ปกป้องโครงสร้างมากกว่าปกป้องอนาคตของเด็ก
• ให้รางวัลกับการทำตาม มากกว่าการตั้งคำถาม
• พูดถึงการปฏิรูปซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่เคยทำอย่างจริงจังจนเห็นผล

ตราบใดที่เรายังวัดการปฏิรูปการศึกษาจากจำนวนคณะกรรมการที่ตั้งขึ้น แทนที่จะถามว่า “เด็กอายุ 10 ปีในโรงเรียนชนบทเล็ก ๆ สามารถอ่านออก คิดเป็น และกล้าฝันได้ไม่ต่างจากเด็กอายุ 10 ปีในกรุงเทพแล้วหรือยัง?” วิกฤตการศึกษาก็จะยังคงดำเนินต่อไป