‘เซฟ เดอะ ชิลเดรน’ เผย เยาวชนพิการทางการเห็น ถูกจำกัดโอกาส แม้มีทักษะตรงตลาดแรงงาน

7.06.26 | 15:08 น.

‘เซฟ เดอะ ชิลเดรน’ เผย เยาวชนพิการทางการเห็น ถูกจำกัดโอกาส แม้มีทักษะตรงตลาดแรงงาน

เซฟ เดอะ ชิลเดรน ประเทศไทย เปิดตัวผลการวิจัยโครงการ จุด.ความฝัน โอกาสการจ้างงานของเยาวชนผู้พิการทางการเห็นซึ่งสะท้อนว่าเยาวชนพิการทางการเห็นจำนวนมากมีทักษะ ความสามารถ และความพร้อมในการทำงาน แต่ยังถูกจำกัดโอกาสจากระบบจ้างงานที่ไม่ครอบคลุม ทัศนคติของนายจ้าง กระบวนการรับสมัครงานที่ไม่เอื้อต่อผู้พิการ และระบบที่ยังไม่เชื่อมต่อกันตั้งแต่การศึกษาไปจนถึงการทำงาน

งานวิจัยของเซฟ เดอะ ชิลเดรน ได้ข้อมูลมาจากเยาวชนพิการทางการเห็น นายจ้าง หน่วยงานรัฐ สถานศึกษา และองค์กรภาคประชาสังคมรวม 81 คน ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่า เยาวชนพิการทางการเห็นมีทักษะสำคัญที่ตลาดแรงงานต้องการ ทั้งการสื่อสาร การแก้ปัญหา การปรับตัว และการจัดการตนเอง โดยทักษะเหล่านี้ส่วนใหญ่พัฒนาจากประสบการณ์ชีวิตจริงและการเรียนรู้เพื่อใช้ชีวิตอย่างอิสระอย่างไรก็ตาม แม้ว่าเยาวชนจะมีศักยภาพแต่โอกาสในการทำงานของคนพิการทางการเห็นจำนวนมากยังจำกัดอยู่ในงานไม่กี่ประเภท โดยเฉพาะงานระยะสั้น ขาดความมั่นคง และไม่มีโอกาสเติบโตทางวิชาชีพ

ผลการศึกษาพบว่าอุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของเยาวชน แต่อยู่ที่ระบบ ทั้งกระบวนการรับสมัครที่เข้าถึงยาก และการขาดระบบเชื่อมต่อจากการศึกษาไปสู่การทำงาน การประเมินศักยภาพที่ต่ำกว่าความจริง โดยงานวิจัยอ้างอิงข้อมูลระดับประเทศที่ระบุว่า คนพิการเพียงประมาณ 8% เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงตลาดแรงงานแข่งขันได้ 

งานวิจัยยังสะท้อนว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายที่สนับสนุนการจ้างงานคนพิการ แต่ในทางปฏิบัติ การจ้างงานจำนวนมากยังขับเคลื่อนด้วยการปฏิบัติตามข้อกำหนดมากกว่าการสร้างการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ส่งผลให้เยาวชนพิการทางการเห็นจำนวนมากถูกจำกัดอยู่ในตำแหน่งงานที่ไม่สอดคล้องกับทักษัและไม่มีเส้นทางความก้าวหน้า

Advertisement

นายกีโยม ราชู ผู้อำนวยการบริหาร เซฟ เดอะ ชิลเดรน ประเทศไทย กล่าวว่า “เยาวชนพิการทางการเห็นไม่ได้ขาดความสามารถ สิ่งที่พวกเขายังขาดคือโอกาสและระบบที่พร้อมเปิดทางให้พวกเขาได้เติบโต งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า อุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเยาวชน แต่อยู่ที่ทัศนคติ โครงสร้าง และระบบการจ้างงานที่ยังไม่ครอบคลุมพอ เราอยากชวนทุกภาคส่วนมาร่วมกันสร้างการจ้างงานที่มีความหมาย ไม่ใช่เพียงการจ้างงานเพื่อทำตามกฎหมาย แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้ทำงานโดยใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่

ภายในงาน “จุด.ความฝัน: เส้นทางสู่การจ้างงานที่โอบรับความหลากหลายสำหรับเยาวชนพิการทางการเห็น” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ร่วมกับ Dots Coffee, Vulcan Coalition และพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชน โดยได้รับการสนับสนุนจาก CapitaLand Hope Foundation และ The Ascott Limited มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงจากเยาวชนพิการทางการเห็น นายจ้าง และผู้เชี่ยวชาญด้านการจ้างงานแบบครอบคลุมโดยในงานได้มีการนำเสนอแนวคิด “การจ้างงานที่มีความหมาย” ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการมีงานทำ แต่รวมถึงการมีรายได้ที่เหมาะสม ความมั่นคงในอาชีพ โอกาสในการพัฒนาทักษะ และการได้รับการยอมรับในฐานะพนักงานที่มีคุณค่าเท่าเทียมกับคนอื่นในองค์กร

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการนำเสนอกรอบการพัฒนาทักษะชีวิต Life Skills for Success ซึ่งออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทของเยาวชนพิการทางการเห็น เพื่อเสริมความมั่นใจ การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่โลกการทำงาน โดยมีตัวอย่างจาก Dots Coffee และ Vulcan Coalition ที่สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อองค์กรออกแบบงานและสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสม เยาวชนพิการทางการเห็นสามารถทำงานได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่งานบริการ งานบาริสต้า ไปจนถึงงานด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล และ AI

Beh Siew Kim ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินและความยั่งยืน ธุรกิจที่พัก (Chief Financial & Sustainability Officer, Lodging) ของ CapitaLand Investment และกรรมการผู้จัดการประจำประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีของ Ascott ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการมูลนิธิ CapitaLand Hope Foundation กล่าวว่า

“เราเชื่อว่าความหลากหลายในสถานที่ทำงานไม่ใช่เพียงเรื่องของนโยบาย แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทุกคนสามารถเติบโตและมีส่วนร่วมได้อย่างเต็มศักยภาพ ประสบการณ์จากโครงการนี้แสดงให้เห็นว่า เยาวชนพิการทางการเห็นมีทักษะ ความสามารถ และมุมมองที่มีคุณค่าต่อองค์กร หากได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม เราหวังว่าจะได้เห็นภาคธุรกิจในประเทศไทยสร้างโอกาสการจ้างงานที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงงานที่มีความหมายและเติบโตไปด้วยกันได้”

เซฟ เดอะ ชิลเดรน และภาคีเครือข่าย เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อน “การจ้างงานที่มีความหมาย” สำหรับเยาวชนพิการทางการเห็น ผ่านการสร้างงานที่มั่นคง การพัฒนาระบบสนับสนุนตั้งแต่การศึกษาไปจนถึงการทำงาน และการปรับสภาพแวดล้อมในองค์กรให้เข้าถึงได้และครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้เยาวชนพิการทางการเห็นสามารถเข้าถึงโอกาสในการทำงานและเติบโตในสายอาชีพได้อย่างเท่าเทียม โดยย้ำว่า การสร้างโอกาสในการทำงานให้เยาวชนพิการทางการเห็นไม่ใช่หน้าที่ของภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อสร้างระบบที่มองเห็นศักยภาพของทุกคนอย่างเท่าเทียมและเปิดทางให้เยาวชนผู้พิการทุกคนสามารถมีอนาคตที่มั่นคงและมีศักดิ์ศรี