เมื่อ ‘โลกรวน ‘กระทบ ‘เด็ก’ ภัยพิบัติวันนี้ อาจเป็น ‘ความจน’ ในรุ่นลูก
โลกที่เราเคยรู้จักกำลังเปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง นิยามความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่หลากหลาย และโครงสร้างประชากรที่พลิกผันสู่สังคมสูงวัย การเลี้ยงดูเด็กและเยาวชนหนึ่งคนไม่อาจปล่อยให้เป็นภาระของ “ครอบครัวเดี่ยว” ตามลำพังได้อีกต่อไป หากโครงสร้างนโยบายรัฐยังคงยึดติดกับกรอบคิดเดิม
ในเวทีเสวนาสาธารณะ “Research Roundup 2026: เด็กเปลี่ยน บ้านป่วน โลกป่วย” จัดโดยศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) ภายใต้ความร่วมมือของ สสส. (สำนัก 4) และ 101 PUB ได้เปิดเผยผลงานวิจัยเชิงลึก 3 ชิ้นสำคัญ ซึ่งชี้ให้เห็นจุดเปราะบางเชิงโครงสร้าง พร้อมเสนอทางออกเพื่อพาเด็กและสังคมไทยก้าวข้ามความไม่แน่นอนในอนาคต
1. วิกฤตโลกรวน ภัยพิบัติครั้งเดียว สู่กับดักความยากจนข้ามรุ่น
ข้อค้นพบจากงานวิจัยโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน (CFNT) ชี้ว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกรวนสูงสุด และผู้ที่ต้องแบกรับต้นทุนมหาศาลที่สุดคือ “เด็กและเยาวชน”
เมื่อภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นหนึ่งครั้ง รายได้ของครัวเรือนจะหดตัวลงอย่างเฉียบพลัน นำไปสู่การลดทอนปริมาณและคุณภาพอาหาร กระทบต่อสุขภาพ สติปัญญา และพัฒนาการของเด็กโดยตรง ส่งผลให้ทุนมนุษย์สะสมลดต่ำลง และเมื่อเติบโตขึ้น พวกเขาก็มีแนวโน้มกลายเป็นผู้มีรายได้น้อยที่มีขีดความสามารถในการปรับตัวต่ำ เกิดเป็น วงจรความยากจนข้ามรุ่น (Intergenerational Poverty Trap) ที่ลูกหลานจะวนกลับมารับเคราะห์ซ้ำเมื่อภัยพิบัติระลอกถัดไปมาถึง

งานวิจัยเสนอให้รัฐเร่งวางสิทธิเด็กในกฎหมายและแผนแม่บทด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (NDC 4.0) พร้อมจัดตั้งกลไกที่มีผลทางกฎหมาย เช่น “สภาเยาวชนสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ” และต้องยกระดับโรงเรียนให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัย มีฐานข้อมูลความเสี่ยงภัยพิบัติรายแห่ง เพื่อรับประกันว่าเด็กจะสามารถกลับเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ได้ภายใน 48-72 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ
2. นิยามบ้านที่ไม่เหมือนเดิม สู่โครงสร้างพื้นฐานเพื่อการดูแล
งานวิจัยของ ผศ.ดร.จันทนี เจริญศรี คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำรวจพลวัตครอบครัวร่วมสมัยพบว่าสังคมไทยกำลังก้าวข้ามรูปแบบครอบครัวตามสายเลือดแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ที่นิยามครอบครัวขยายไปสู่ความสัมพันธ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ครอบครัวที่เลือกเองโดยไม่มีสายเลือด ไปจนถึงกลุ่ม Pet Parents ที่ดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในบ้าน

ในบริบทที่ไทยกำลังเดินหน้าสู่ “สังคมสูงวัยสุดขั้ว” ในปี 2578 รัฐจำเป็นต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการปกป้อง “สถาบันครอบครัว” ตามกรอบศีลธรรมตายตัว มาเป็นการสนับสนุน โครงสร้างพื้นฐานด้านการดูแล เพื่อรองรับการเกื้อกูลกันในชีวิตจริง
ข้อเสนอเชิงนโยบาย ประกอบด้วย 1.การรับรองสิทธิทางกฎหมายของ “ครอบครัวที่เลือกเอง” 2.จัดสรรระบบเครดิตลดหย่อนภาษีตามภาระการดูแลจริง 3.สนับสนุนที่อยู่อาศัยในระยะที่เกื้อหนุนการดูแลซึ่งกันและกันได้ 4.ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้เลี้ยงสัตว์ และคุ้มครองสิทธิในการกำหนดวาระสุดท้ายของชีวิต
3. ปลดล็อกการเมือง ลงทุนระยะยาวเพื่อความอยู่รอดของชาติ
อุปสรรคสำคัญที่สุดของการพัฒนานโยบายเด็ก ไม่ใช่การขาดงบประมาณ แต่คือ “แรงจูงใจทางการเมือง” ตามข้อวิเคราะห์ของ กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ มูลนิธิคณะก้าวหน้า เนื่องจากผลลัพธ์ของการลงทุนในมนุษย์ต้องใช้เวลาหลายทศวรรษ ไม่เอื้อต่อการสร้างผลงานระยะสั้น (Quick Win) ของนักการเมือง อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังกระจายตัวอยู่ใน 4 กระทรวงหลัก ขาดข้อมูลบูรณาการร่วมกัน และระบบนิติบัญญัติยังไร้กลไกประเมินผลกระทบต่อเด็ก (Child Impact Assessment) อย่างเป็นรูปธรรม

เพื่อผ่าทางตันเชิงระบบ งานวิจัยชี้เป้าการปฏิรูป 3 ระดับ
1.ปลดล็อกศักยภาพ บรรจุนักสังคมสงเคราะห์ครอบครัวในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง พร้อมวางแกนข้อมูลเด็กแห่งชาติ (Child Data Spine) เชื่อมต่อทุกหน่วยงาน
2.ปลดล็อกโครงสร้าง กำหนดงบประมาณลงทุนด้านเด็กขั้นต่ำไว้ที่ 2% ของงบประมาณแผ่นดิน โดยมีผลผูกพันระยะยาวข้ามขั้วรัฐบาล
3.ปลดล็อกแรงจูงใจ พลิกวาทกรรมในสังคมจากการมองเด็กเป็นภาระที่ต้อง “สงเคราะห์” ไปสู่ “การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อความอยู่รอดของชาติ” โดยเริ่มต้นจากการผลักดันเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้าทันที
อนาคตของสังคมไทยไม่อาจตั้งรับปัญหาด้วยเครื่องมือเดิมได้อีกต่อไป หากโครงสร้างรัฐยังมองเด็กเป็นเพียงผู้รอรับการสงเคราะห์ และจำกัดกรอบคำว่าครอบครัวไว้ที่สายเลือด วิกฤตโลกรวนและความเหลื่อมล้ำจะบั่นทอนศักยภาพของประเทศจนยากจะฟื้นตัว การปฏิรูปนโยบายโดยมีเด็กเป็นศูนย์กลางและสนับสนุนการเกื้อกูลกันในทุกมิติจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวของประเทศในศตวรรษนี้



