แพทย์เตือนพ่อแม่ใจร้อน อาจขวางพัฒนาการลูกโดยไม่รู้ตัว เผยเลี้ยงแบบไหนถึงช่วยให้สมองพัฒนา?

12.10.26 | 20:17 น.

แพทย์เตือนพ่อแม่ใจร้อน อาจขวางพัฒนาการลูกโดยไม่รู้ตัว! เผยเลี้ยงลูกแบบไหนถึงจะช่วยให้สมองพัฒนา?

เลี้ยงลูกแบบไหนถึงจะช่วยให้สมองพัฒนา? “หมอกิ๊ฟ” กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคระบบประสาทเด็ก แชร์ความรู้ในรายการ MY DADDY James เปิดรหัสสมองเด็กและพัฒนาการของลูก รวมถึงวิธีการสร้าง EF ตั้งแต่เด็กยันโตที่พ่อแม่สามารถเริ่มทำได้เองจากที่บ้าน! พร้อบอกข้อดีข้อเสียในการฝึกให้ลูกกินเอง (Baby-Led Weaning หรือ BLW) และสอนลูกอยู่กับจออย่างไรให้ไม่ทำลายพัฒนาการ รวมถึงการทำ IQ Test ที่วัดความฉลาดลูก แต่พ่อแม่ใจต้องแข็งพอ เพราะบางครั้ง “การพัฒนาลูกให้ดีที่สุด” อาจไม่ใช่การเติมทุกอย่างให้เต็ม แต่คือการรู้ว่า เมื่อไหร่ควรสอน เมื่อไหร่ควรช่วย และเมื่อไหร่ควรถอยออกมา เพื่อให้ลูกได้เติบโตด้วยตัวเอง


การเติบโตและหยุดเติบโตของเซลล์สมอง ?

หมอกิ๊ฟ: เซลล์ประสาทสร้างตั้งแต่ตอนอยู่ในท้องแม่ แล้วเขาก็แยกย้ายกันไปเป็น Function ต่าง ๆ ในสมองกันเรียบร้อยตั้งแต่ก่อนคลอด หลังคลอดเซลล์ประสาทไม่ได้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่แล้ว ดังนั้นถ้าเราจะส่งเสริมอะไร ก็ส่งเสริมได้ตั้งแต่ในท้องแม่ แม่ต้องกินเข้าไปเยอะ ๆ พอเซลล์ประสาทแบ่งตัวเพิ่มจำนวนก็จะแยกย้ายไปอยู่ตามตำแหน่งต่าง ๆ เพื่อที่จะเตรียมไปเป็น Function ต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้เสร็จไปตั้งแต่ในท้องแล้ว แต่ว่าหลังคลอดมาจำนวนเซลล์ประสาทไม่ได้เพิ่มเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เพิ่มคือใยประสาท

หน้าที่และการทำงานของเซลล์ประสาทและใยประสาท ?

Advertisement

หมอกิ๊ฟ: เป็นศูนย์กลางในการส่งต่อข้อมูล ส่งกระแสไฟฟ้าระหว่างกัน ซึ่งการจะส่งกระแสไฟฟ้าจะต้องส่งมาที่ใยประสาท แล้วก็ Connect ไปที่ตัวต่อไป สมมุติว่าเราอยากจะยกแขนข้างนี้ เซลล์ประสาทในหัวจากสมองจะต้องส่งสัญญาณไฟฟ้าจากฝั่งตรงข้าม กระตุ้นในบริเวณที่ควบคุมเรื่องการยกแขนข้างนี้ สั่งงานต่อกันมาเรื่อย ๆ จนลงมาเป็นเส้นประสาทมาสั่งงานที่กล้ามเนื้อแล้วเราถึงจะใช้งานกล้ามเนื้อได้

ใยประสาทเติบโตได้เรื่อย ๆ ไหม ?

หมอกิ๊ฟ: ใช่ เติบโตได้เรื่อย ๆ แล้วความเก่งของคนเรานี่แหละ มันก็คือความซับซ้อนของใยประสาทนี่แหละ ยิ่งใยประสาทเราซับซ้อนมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเก่งเรื่องนั้นเยอะขึ้นในบริเวณนั้น ๆใยประสาทจะสร้างตั้งแต่ข้างล่างขึ้นมาข้างบนแล้วก็ข้างในออกไปข้างนอก แล้วก็ด้านหลังไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นใยประสาทสร้างตามเดือนตามเวลาของเขาอยู่แล้ว แต่ส่วนสุดท้ายที่สร้างก็คือ สมองส่วนหน้า ซึ่งตรงนี้จะบอกว่าโตได้จนถึงงอกไปได้เรื่อย ๆ จนถึงอายุ 20-25 แต่ปัจจุบัน เป็นผู้ใหญ่ก็ยังทำงานได้อยู่ เพราะฉะนั้นเราจะพัฒนาตัวเราตลอดเวลา

 

แนวคิดเรื่อง Growth Mindset และการส่งเสริมในเด็ก ?

หมอกิ๊ฟ: Growth Mindset คือการใส่แนวคิดให้เด็กว่า เราจะเก่ง เราจะดี จะทำอะไรประสบความสำเร็จได้ต้องมาจากฝึกฝน เราจะไม่รอเรื่องของพรสวรรค์แค่อย่างเดียว ดังนั้นจะต้องพัฒนาตัวเรา เรียนรู้และพัฒนาตัวเราในทุก ๆ วัน ทีนี้เด็กจะได้รับโอกาสที่จะคิดแบบ Growth Mindset ได้ยังไง ข้อที่ 1 เราต้องเปิดโอกาสให้เขาได้คิดเอง ได้ทำซ้ำ ๆ ยกตัวอย่าง ขี่จักรยาน วันแรกของการขี่จักรยาน ไม่มีใครจับจักรยานมาแล้วขี่ได้เลย แต่ถ้าวันนี้เขาขี่แล้วเขาล้ม “ไม่เป็นไรลูก เก่งแล้วที่ลูกได้ลอง เดี๋ยวพรุ่งนี้เราเอาใหม่นะ” วันพรุ่งนี้เขาก็ทำได้ดีขึ้นและวันต่อ ๆ ไปแล้วสุดท้ายก็จะขี่ได้ แต่ถ้าเรายื่นมือเข้าไปตั้งแต่วันแรกที่ขี่ไม่ได้ แล้วเขาล้มแล้วเราบอกว่า “ไม่เอาแล้ว เจ็บ ไม่เอา เดี๋ยวเกิดอุบัติเหตุ เราไม่ให้เล่นแล้วดีกว่า” เด็กก็จะไม่ได้รับโอกาสในการทำซ้ำ ๆ เพื่อพัฒนาตัวเอง

 

ทำความรู้จักกับทักษะทักษะสมองขั้นสูง Executive Functions ในแต่ละช่วงวัย ?

หมอกิ๊ฟ: สมองส่วนหน้า เป็นตัวที่ทำหน้าที่เรื่องของ Executive Functions เรียกว่าทักษะสมองขั้นสูง ปกติก็จะมีพีระมิดของ Executive Functions ฐานรากของมันจะพัฒนาที่อายุประมาณอายุ 3-5 ปี แต่จริง ๆ เราก็พัฒนากันมาตั้งแต่เด็ก แต่ว่าเราจะพูดเป็น Model ยืดหยุ่นแล้วกัน เอาเป็นที่จับต้องได้ก่อนอายุ 3-5 ปี เราจะพัฒนา 3 ข้อแรกก่อน ก็คือเรื่องของความจำใช้งาน, การยับยั้งชั่งใจ, การยืดหยุ่นทางความคิด เด็กต้องมีสมาธิสักนิดนึง มีจุดสนใจกับสิ่งที่เล่นอยู่ตรงหน้าถึงจะนำข้อมูลนี้เข้าไปเก็บแล้วจำได้ จำแล้วเอาไปใช้ได้ รู้จักยั้งใจ ห้ามใจไม่ให้ทำในบางอย่างได้เล็กน้อย แล้วก็ยืดหยุ่นได้ถ้าไม่ได้ดั่งใจ ฐานรากอันนี้ต้องแข็งแรงก่อน ทีนี้ Step ต่อมาก็คือช่วงประถมอายุ 6-11 ปี โดยประมาณ ช่วงนี้เขาจะรู้จักการเฝ้าสังเกตตัวเองแล้วก็รู้จักการควบคุมอารมณ์ ยกตัวอย่าง “วันนี้ฉันไปโรงเรียน ฉันลืมเอาหนังสือไปเล่มหนึ่ง เสียใจมากเลย วันนี้เรียนไม่ได้เลยไม่มีหนังสือเล่มนี้ พรุ่งนี้ไม่ได้แล้ว ฉันต้องจัดกระเป๋าใหม่แล้วจะต้องครบหนังสือ ฉันจะไม่ขาด” อันนี้ก็คือการทบทวนประเมินตัวเอง แล้วก็สามารถที่จะควบคุมอารมณ์ได้ หลังจากนั้นช่วงเข้าวัยรุ่นและก็มัธยม ก็คืออายุ 12-18 ปีขึ้นไป

การฝึกทักษะและระเบียบวินัยผ่านกิจวัตรประจำวัน ?

หมอกิ๊ฟ: อยากจะแนะนำให้เริ่มที่บ้านก่อน แล้วก็เริ่มที่ตัวลูกก่อนอย่างน้อยเขาควรจะได้รับโอกาสในการทำกิจวัตรประจำวันที่เขาทำได้ตามวัยด้วยตัวเอง รับผิดชอบตัวเอง ถ้าเขาเริ่มโตอีกนิด เราก็อาจจะเพิ่มให้เขารับผิดชอบเรื่องอื่นในบ้าน ยกตัวอย่างเช่น ถึงวัย 2 ขวบ เขาควรจะเริ่มจับช้อนส้อมกินข้าวได้ แปรงฟัน นิด ๆ หน่อย ๆ อย่างน้อยมื้ออาหารเราควรจะให้เขานั่งกินข้าวเอง แต่ถ้า 2 ขวบกว่าไม่ได้กินข้าวเองแล้วเราป้อน เพราะว่าเราใจร้อนแบบ โอ้โห แม่งานเยอะมาก แม่ไม่ไหวแล้ว เราก็ป้อนข้าว ฝั่งป้อนข้าวเด็กก็เหมือนเขามีพลัง อยากจะทำอะไร จะมานั่งอ้าปากรอเราป้อนข้าวโดยไม่ทำอะไรก็ยาก สุดท้ายก็ได้รับการดูหน้าจอ ได้รับการทำอย่างอื่นขณะกินข้าวไปด้วย เพราะว่าเด็กเขาไม่สามารถนั่งอยู่นิ่งได้ เพราะเขาไม่มีจุดสนใจอะไร เสร็จปุ๊บ การสอนเรื่องของสมาธิและ Executive Functions หายไป เพราะว่าเด็กไม่ได้รับผิดชอบกิจวัตรที่ตัวเองควรทำตามวันเวลา เพราะฉะนั้นเริ่มที่ตัวเขาก่อนให้เขาได้กินข้าวเองได้มีจุดสนใจกับสิ่งตรงหน้าว่า นี้เรากำลังกินข้าวอยู่ ไม่ใช่ว่าเราไปมีจุดสนใจกับเรื่องอื่น แล้วไม่อยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า หลังจากนั้นถ้าเขาโตหน่อยเราอาจจะลองให้รับผิดชอบเรื่องอื่นในบ้าน ยกตัวอย่างเช่น ช่วยแม่เตรียมแก้วน้ำให้ทุกคนนะ เวลาเรานั่งกินข้าวด้วยกันในโต๊ะ สมมุติเรามีกัน 3 คน พ่อ แม่ ลูก ทุกวันหนูเตรียมแก้วน้ำให้ทุกคน หนูเลือกมาเลย เตรียมเสร็จ “โอ้ วันนี้หนูเก่งจัง เตรียมแก้วน้ำครบเลยขอบคุณนะที่หนูเตรียมแก้วน้ำให้” โอ้โห ฟินมากพอเราชม ง่าย ๆ เริ่มที่บ้านได้เลยค่ะ

 

การฝึกทานอาหารเองและการฝึกพัฒนาการตามวัย?

หมอกิ๊ฟ: สำหรับพี่เข้าใจเรื่อง Baby-Led Weaning ก็คือการฝึกให้ลูกใช้ตามอง ใช้มือกล้ามเนื้อมัดเล็ก แล้วก็ Enjoy Eating ที่จะหยิบกินเอง แล้วก็กะว่าจะกัดขบแค่ไหนเพื่อให้พอดี ไม่ติดคอ แต่สุดท้ายเราไม่เห็นต้องรีบเลย เราจะเริ่มเมื่อไหร่ก็ได้ หมายถึงว่าเราจะป้อนไปก่อนสักพักนึง แล้วเราจะไปเริ่มเมื่อเขาพร้อมก็ได้ เพราะสุดท้ายหลังอายุ 1 ปี เดี๋ยวเราก็จะต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้ทำ ได้กินเองอยู่ดี ดังนั้นไม่ได้เป็นหลักสูตรตายตัวแล้วแต่เรา แต่พี่คิดว่าจะช่วยเพิ่มให้กล้ามเนื้อมัดเล็กเขาแข็งแรงขึ้นได้เร็วแล้วเด็กอาจจะ Enjoy Eating เพราะได้เลือกหยิบกินเอง แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือ การสำลักติดคอ ติดหลอดลม ซึ่งเราก็ต้องมั่นใจว่าเราได้ทำการบ้านเรื่องการช่วยชีวิตไว้ด้วย ช่วงที่เขากินต้องมีผู้ใหญ่ที่ดูแลได้

ผลกระทบของการให้เด็กดูหน้าจอ และการควบคุมอย่างถูกต้อง ?

หมอกิ๊ฟ: หน้าจอเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ในปัจจุบันยุคนี้ แต่ว่าเราจะต้องสอนให้เขาอยู่กับจอให้เป็นอยู่อย่างมีกฎมีเกณฑ์ อย่างที่ 1 นี้ อายุต่ำกว่า 2 ปีจะไม่แนะนำให้ดูจอ เพราะเป็นช่วงพัฒนาการพูด ถ้าเราดู บางทีเด็กอาจจะเข้าใจการสื่อสารผิด พูดภาษาต่างดาว พูดตามในจอก็จะเกิดปัญหาการพูดตามมา เพราะตัวเขาอาจจะไม่เข้าใจ เพราะเขาได้รับมาจากจอ หลังอายุ 2 ปีนี้ก็ดูได้ แต่ว่าอาจจะมีจำกัดช่วงเวลาตามอายุ แต่สิ่งที่พี่อยากจะพูดสำคัญก็คือ 1. ถ้าเราใช้จอเป็นสื่อการสอนให้เด็ก อันนั้นดี ยกตัวอย่างเช่น นั่งดูกับลูก แล้วนั่งอยู่กับเขาแล้วดูจอ แล้วก็คุยกันว่า ตัวละครนี้สีเหลือง สีแดง สีเขียว แปลว่าเป็นสื่อการสอนแล้วเรานั่งดูกับเขา สิ่งที่ดูเหมาะกับอายุ แต่ถ้าเรายื่นให้เขาโดยไม่มีจำกัดเวลา ไม่รู้ว่าดูอะไร ไม่มีคนนั่งดูด้วย อันนี้แหละที่อาจจะเกิดปัญหาตามมา เพราะว่าจะมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วจะควบคุมได้ยาก ที่สำคัญเราอาจจะต้องดูลูกเราด้วยว่าเขาเหมาะหรือเปล่า หมายถึงว่า สมมุติลูกเราเป็นสายดีด พลังเยอะมาก วอกแวกง่าย อยู่ไม่นิ่ง พลังเยอะสุด ๆ แล้วก็วิ่งไปทางนี้ที เล่นแล้วก็เปลี่ยน แล้วก็ไปเล่นทางโน้นที แล้วเราให้ดูจอหมดกันก็ยิ่งส่งเสริมฝั่งดีดขึ้นไปอีก เขาก็ยิ่งหยุดยั้งตัวเองได้ยาก วอกแวกได้ง่าย เพราะภาพในจอทุกอย่างมาเร็ว แต่ถ้าลูกเราค่อนข้างเฉลียวฉลาด สงบนิ่ง คิดว่าจอให้ไปแล้วไม่ได้ส่งเสริมปัญหามากนัก เราก็อาจจะลองดูก่อนให้จำกัดเวลาในอายุที่เหมาะสม โดยที่เนื้อหาเราต้องเลือกแล้วว่าเหมาะสม เสร็จปุ๊บเราก็กลับมาดูเขา ผ่านไปสักเดือนหนึ่งดูว่า เกิดปัญหาอะไรจากการดูจอไหม อารมณ์เขาเปลี่ยนแปลงไปไหม อยู่ดี ๆ กลายเป็นไม่ได้ดูแล้วหงุดหงิดมาก ไม่ยอมทำกิจวัตรประจำวันที่ควรทำ มัวแต่จะกินข้าวก็จะดู จะให้ไปอาบน้ำก็บอกไม่ได้ ต้องขอดูก่อนเริ่มรบกวนกิจวัตรประจำวัน ถ้าเป็นแบบนั้นก็แปลว่าสิ่งที่เราให้อาจจะมากเกินไป เราอาจจะต้องขยับกรอบให้พอดีมากขึ้น เกมก็อยู่ในหมวดนี้ด้วย

 

ข้อดีข้อเสียของการเร่งอัดพัฒนาการลูก?

หมอกิ๊ฟ: คิดว่าสุดท้ายเราก็ต้องตัดต่อกิ่ง หมายความว่า ลูกเราอยากจะเก่งเรื่องอะไร เราก็ต้องมีโอกาสในการทำเรื่องนั้นซ้ำ ๆ เยอะ ๆ เรื่องไหนเราไม่ค่อยได้ทำ กิ่งก็ตัดออก ยกตัวอย่าง อยากเก่งเลข อยากคิดคำนวณ พี่ก็ต้องนั่งทำโจทย์ ถ้าเราไม่ทำโจทย์ก็ไม่สามารถเก่งสู้กับคนที่ทำโจทย์เยอะ ๆ ได้ เราก็ต้องเปิดโอกาสให้เขาได้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำด้วย แต่เมื่อไหร่ที่เราอัดทุกอย่างที่อยากทำลงไปในตารางที่เรามีแค่ 24 ชั่วโมง ซึ่งเราต้องนอนไปแล้วครึ่งหนึ่ง แล้วแน่นเกินไปจนเหนื่อยล้าเกินไปจะเกิดความเครียด เมื่อไหร่ที่เกิดความเครียดและไม่มีความสุขรบกวนทั้งกระดาน หมายความว่า เราก็ไม่ Happy กับการไปเล่นอะไรสักอย่าง เพราะเหนื่อยเกินไป ไม่ไหวแล้ว ดังนั้นต้องมีความพอดีด้วยที่สำคัญต้องให้ลูกเป็นคนเลือกว่าเขา Happy หรือเปล่า บางทีเราอยากไปคิดแทน เด็กก็อาจจะต้องการเวลาว่างบ้าง

 

ความสำคัญของ Attachment และการให้เวลาคุณภาพ ?

หมอกิ๊ฟ: อันนี้สำคัญ เขาเรียกว่า Attachment อย่างพี่ทำงานเกือบทุกวันไม่ได้มีเวลาเลี้ยงเขาเองตลอดเวลา แต่พี่มีเวลาคุณภาพช่วงเย็น พอตกเย็นตอนขึ้นห้องนอน พี่จะเล่นกับเขาเล่านิทาน แล้วก็นอนกอดกัน เป็น Routine เลยทุกวัน เป็นตารางแบบนี้ทุกวันแล้วเต็มอิ่มมาก คือมีอะไรเขาก็จะรู้สึกว่าเขามีเราอยู่เสมอ โดยเขาไม่รู้สึกเคว้งคว้างว่าเราหายไปไหน เพราะเขารู้ตารางเวลาแม่หมด ถ้ามีอะไรที่เขารู้สึกไม่ปกติ เขาก็จะ “แม่อยู่ไหน” เวลารู้ว่ามีปัญหาแล้วเรียกหาเรา

 

ฝากถึงผู้ปกครองในการดูแลลูกยุคปัจจุบัน ?

หมอกิ๊ฟ: อยากฝากว่ายุคปัจจุบันนี้ ทักษะ Executive Functions กับสมาธิของเด็กถดถอยหายไปเยอะ ส่วนหนึ่งก็อาจจะเพราะเราด้วยที่ใจร้อน รอไม่ไหว เพราะว่าก็มีเรื่องที่ต้องทำเยอะ อย่าลืมแบ่งเวลาแล้วก็เหลือเวลาให้เด็กเขาได้ฝึกฝน หลักการก็คือตัดต่อกิ่งให้เริ่มที่บ้านก่อนแล้วก็อดทน สู้ ๆ ค่ะ

สามารถติดตาม “My Daddy James” ได้ที่ช่องทาง Podcast : Life Dot , Facebook: Life Dot , Youtube : Life Dot เวลา 18.00 น.