‘Threads of Amazing Thailand’ รันเวย์โชว์พลังผ้าไทยและอัญมณีสู่เวทีโลก

11.07.26 | 15:05 น.

‘Threads of Amazing Thailand’ รันเวย์โชว์พลังผ้าไทยและอัญมณีสู่เวทีโลก

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า “หากอยากรู้จักอารยธรรมของชนชาติหนึ่ง จงมองดูเสื้อผ้าที่ผู้คนสวมใส่” เพราะเสื้อผ้าไม่ใช่เพียงสิ่งห่อหุ้มร่างกาย แต่เป็นภาษาของวัฒนธรรม เป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกผ่านเส้นด้าย และเป็นความทรงจำที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

เช่นเดียวกับ “อัญมณี” ที่ผ่านกาลเวลาและการเจียระไนจนเปล่งประกายเป็นงานศิลปะชั้นสูง เมื่อ “ผืนผ้า” และ “เพชร” มาบรรจบกัน จึงไม่ใช่เพียงการจับคู่ระหว่างแฟชั่นกับเครื่องประดับ แต่คือการพบกันของสองศาสตร์แห่งความประณีตที่เกิดจาก “ฝีมือคนไทย”

ค่ำคืนของงาน “Threads of Amazing Thailand” จึงเป็นมากกว่าแฟชั่นโชว์ หากเป็นการประกาศตัวตนของประเทศไทยผ่านภาษาสากลอย่าง “แฟชั่น” ด้วยการนำสองศาสตร์แห่งงานหัตถศิลป์ไทย “ผ้าและอัญมณี” มาถักทอเป็นเรื่องเดียวกัน เพื่อบอกโลกว่าความงดงามของไทยไม่ได้มีเพียงแหล่งท่องเที่ยวหรือรอยยิ้มของผู้คน แต่ยังซ่อนอยู่ในสองมือของช่างทอ ช่างตัดเย็บ และช่างอัญมณีไทย

Advertisement

เบื้องหลังรันเวย์ครั้งนี้คือความร่วมมือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) Petch Boutique และ Beauty Gems พร้อมพันธมิตรภาคเอกชน ที่มีเป้าหมายยกระดับผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ไทยจาก “สินค้าพื้นถิ่น” สู่ “สินทรัพย์ทางวัฒนธรรม” ที่สามารถแข่งขันได้บนเวทีโลก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศใช้ “ซอฟต์พาวเวอร์” เป็นเครื่องมือสร้างอิทธิพลทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เกาหลีใต้มีเคป๊อป ญี่ปุ่นมีอนิเมะ ฝรั่งเศสมีแฟชั่นชั้นสูง ส่วนประเทศไทยเองก็มีต้นทุนทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า ทั้งผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้ามัดหมี่ และผ้าทอพื้นถิ่นอีกนับร้อยชนิดที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ

  • ผ้าไทยต้องอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงในพิธีการ

คำถามคือ แล้วประเทศไทยจะเล่าเรื่องของตัวเองผ่านอะไร คำตอบอยู่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด อยู่ในผ้าไหมจากสุรินทร์ ผ้าฝ้ายจากภาคเหนือ ผ้ามัดหมี่จากอีสาน ผ้ายกจากภาคใต้ และผ้าทอพื้นถิ่นอีกนับร้อยชนิดที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ผืนผ้าเหล่านี้ไม่ใช่เพียงวัสดุสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้า หากเป็นบันทึกของวิถีชีวิต เป็นภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดผ่านสี ลวดลาย และเทคนิคการทอที่แต่ละชุมชนใช้เวลาหลายชั่วอายุคนสั่งสมประสบการณ์

แต่ความท้าทายสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่มองเห็นคุณค่าของผ้าไทย โดยไม่รู้สึกว่าผ้าไทยเป็นเรื่องไกลตัว หรือจำกัดอยู่เพียงงานพิธีการ

นั่นคือโจทย์ที่ Petch Boutique พยายามตอบมาตลอด ภายใต้การนำของ “จารุต ภิญโญกีรติ” แบรนด์เลือกเดินบนเส้นทางที่แตกต่างจากการนำผ้าไทยมาปรับเปลี่ยนจนสูญเสียรากเหง้า หากกลับเลือก “เคารพต้นกำเนิด” ของผืนผ้าอย่างถึงที่สุด ผ้าทุกผืนที่ปรากฏบนรันเวย์ ล้วนเป็นผ้าทอจากช่างทอพื้นถิ่นจริงๆ ไม่มีการเปลี่ยนสี ไม่มีการเปลี่ยนลวดลาย ไม่มีการดัดแปลงอัตลักษณ์ที่ชุมชนสร้างสรรค์ขึ้นมา สิ่งที่เปลี่ยนคือวิธีการออกแบบเสื้อผ้า วิธีการวางโครงสร้าง และการตีความใหม่ให้ร่วมสมัย เพื่อให้ผ้าไทยสามารถก้าวเข้าไปอยู่ในตู้เสื้อผ้าของคนรุ่นใหม่ได้อย่างสง่างาม

จารุต ภิญโญกีรติ

แนวคิดเช่นนี้สะท้อนความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า การอนุรักษ์ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการหยุดนิ่ง เพราะวัฒนธรรมที่หยุดเคลื่อนไหว ย่อมค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา แต่หากวัฒนธรรมได้รับการตีความใหม่ โดยยังรักษาแก่นแท้เอาไว้ วัฒนธรรมนั้นย่อมมีชีวิต และสามารถเดินเคียงคู่กับโลกยุคใหม่ได้

จารุต กล่าวว่า เขาไม่เคยเรียกตัวเองว่า “ดีไซเนอร์” แต่เรียกตัวเองว่า “คนทำเสื้อ” ประโยคสั้นๆ นี้กลับสะท้อนหัวใจของงานบูติกได้อย่างงดงาม เพราะคนทำเสื้อไม่ได้มีหน้าที่เพียงออกแบบเสื้อผ้า หากต้องเข้าใจผู้สวมใส่ เข้าใจช่างทอ เข้าใจวัสดุ และเข้าใจว่าทุกฝีเข็มที่เย็บลงไป คือการเพิ่มคุณค่าให้กับแรงงานของผู้คนอีกจำนวนมาก

เมื่อช่างตัดเย็บมีงานทำ ผ้าทอพื้นถิ่นก็ถูกสั่งซื้อเพิ่มขึ้น เมื่อผ้าถูกซื้อ ช่างทอก็มีรายได้ และเมื่อชุมชนมีรายได้ ภูมิปัญญาที่เคยเสี่ยงจะสูญหาย ก็ได้รับการสืบทอดต่อไป นี่คือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เริ่มต้นจาก “กี่ทอผ้า” ไม่ใช่จากโรงงานอุตสาหกรรม เพราะซอฟต์พาวเวอร์คือการทำให้คนไทยเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตนเองมีเสียก่อน เมื่อคุณค่าได้รับการยอมรับ ตลาดก็จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ และเมื่อผ้าไทยถูกสวมใส่ด้วยความภาคภูมิใจ มันก็ไม่ได้เป็นเพียงสินค้า หากกลายเป็นตัวแทนของประเทศที่เดินทางออกไปสู่สายตาชาวโลก

  • ‘Luxury Craft’ ความหรูหราที่เกิดจากภูมิปัญญา

หากผืนผ้าคือเรื่องราวที่ถูกถักทอด้วยเส้นด้าย “อัญมณี” ก็คือเรื่องเล่าที่ถูกเจียระไนด้วยกาลเวลา กว่ามรกตจะเผยสีเขียวอันลุ่มลึก กว่าเพชรเม็ดหนึ่งจะเปล่งประกายจับแสง ล้วนต้องผ่านกระบวนการที่อาศัยทั้งศาสตร์ ศิลป์ ความอดทน และประสบการณ์ของช่างฝีมือไม่ต่างจากการทอผ้าสักผืนหนึ่ง

“สุริยน ศรีอรทัยกุล” กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท Beauty Gems เผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นจากความเชื่อร่วมกันว่า งานฝีมือไทยมีศักยภาพมากพอที่จะก้าวขึ้นสู่เวทีโลก ไม่ว่าจะเป็นศิลปะการออกแบบเครื่องประดับชั้นสูง หรือการสร้างสรรค์เสื้อผ้าจากผ้าทอพื้นถิ่น ทั้งสองแขนงต่างต้องอาศัยองค์ความรู้ ความละเอียด และประสบการณ์ที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษ ในวันที่โลกกำลังให้คุณค่ากับสินค้าที่มี “เรื่องราว” มากกว่าสินค้าที่ผลิตจำนวนมาก งานฝีมือไทยจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงของพื้นเมือง หากควรถูกมองในฐานะ “Luxury Craft” หรือความหรูหราที่เกิดจากภูมิปัญญา

สุริยน ศรีอรทัยกุล

นั่นคือสิ่งที่แฟชั่นโชว์ THREADS OF AMAZING THAILAND พยายามบอกกับผู้ชมตลอดทั้งโชว์ ทุกชุดที่ปรากฏบนเวที ล้วนตัดเย็บจากผ้าทอพื้นถิ่นซึ่งยังคงเอกลักษณ์ของชุมชนไว้อย่างครบถ้วน ขณะที่เครื่องประดับทุกชิ้นก็ผ่านการออกแบบและเจียระไนโดยช่างอัญมณีไทยผู้มีชื่อเสียงระดับสากล

ทั้งผืนผ้าและอัญมณีต่างส่งเสริมกันและกัน ราวกับเส้นไหมที่โอบรับประกายเพชร หรือเพชรที่ช่วยขับให้ลวดลายบนผืนผ้าเปล่งประกายยิ่งขึ้น ไฮไลต์สำคัญของค่ำคืนแห่งแฟชั่น คือการเผยโฉม “High Jewelry Collection THE POWER OF DREAMS” ผลงานชิ้นเอกจาก Beauty Gems ที่มีมูลค่ารวมกว่า 125 ล้านบาท

คอลเลกชันนี้ประกอบด้วยสร้อยคอมรกตประดับเพชร ต่างหู และแหวน ที่รวมมรกตน้ำหนักกว่า 214.52 กะรัต และเพชรรวมกว่า 74.29 กะรัต ทุกชิ้นผ่านการออกแบบอย่างประณีตจนกลายเป็นงานศิลปะที่สวมใส่ได้ แต่คุณค่าที่แท้จริงของเครื่องประดับชุดนี้ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนกะรัตหรือมูลค่าหลักร้อยล้านบาท หากอยู่ที่ “แนวคิด” Beauty Gems เลือกใช้ มรกตสีเขียว เป็นอัญมณีหลัก เพราะสีเขียวเป็นสัญลักษณ์ของความหวัง การเติบโต ความอุดมสมบูรณ์ และการผลิบานของชีวิต ขณะที่เพชรถูกนำเสนอให้เปรียบเสมือน “เส้นไหมแห่งแสง” ที่ค่อยๆ ถักทอเรื่องราวของภูมิปัญญาไทยเข้าด้วยกัน

โดยแฟชั่นโชว์ในครั้งนี้ “แอนโทเนีย โพซิ้ว” รองอันดับ 1 มิสยูนิเวิร์ส 2023 สวมใส่งานหัตถศิลป์ไทยในโชว์ฟินาเล่ ขณะเดียวกัน การปรากฏตัวของ โอปอล สุชาตา มิสเวิลด์ 2025, น้ำผึ้ง กานต์ธีรา เตชะภัทรธนากุล มิสเวิลด์ไทยแลนด์ 2026, มาลัยกะ คาร, มายมิ้นต์ จิราภรณ์ ศาลาแดง, ซาฟฟรอน มายา สนูค รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์อย่าง “ฟลุ๊ค กะล่อน” ที่เป็นส่วนหนึ่งการสวมใส่ผ้าไทยเดินบนรันเวย์ ก็สะท้อนให้เห็นว่า ผ้าไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งอีกต่อไป หากกำลังก้าวเข้าสู่วัฒนธรรมร่วมสมัยที่เข้าถึงคนหลากหลายกลุ่ม

ท้ายที่สุด “Threads of Amazing Thailand” ไม่ได้เป็นเพียงแฟชั่นโชว์ หากเป็นบทพิสูจน์ว่าซอฟต์พาวเวอร์ของไทยมีรากฐานอยู่ในทุนทางวัฒนธรรมที่เรามีอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีผู้หยิบมันขึ้นมาเล่าใหม่ ต่อยอด และทำให้ร่วมสมัย

เพราะวันหนึ่ง ผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ไทยไม่ได้อยู่เพียงในตู้จัดแสดงหรือพิพิธภัณฑ์ แต่จะโลดแล่นอยู่บนเวทีโลก ในฐานะอีกหนึ่งพลังสำคัญของประเทศไทย และเป็นเรื่องราวที่คนไทยทุกคนภาคภูมิใจที่จะสวมใส่และส่งต่อสู่สายตาชาวโลก