‘Visionary Stage 202’ รวมพลังดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ถ่ายทอดความเป็นไทย ผ่านแฟชั่นร่วมสมัย

3.10.26 | 14:24 น.

‘Visionary Stage 202’ รวมพลังดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ถ่ายทอดความเป็นไทย ผ่านแฟชั่นร่วมสมัย

สยามเซ็นเตอร์ ร่วมกับ เอปสัน เปิดเวที “Bangkok International Fashion Week 2026 – Visionary Stage at Siam Center” ระหว่างวันที่ 1-4 ตุลาคม 2569 ณ เอเทรียม 2 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์ ชวนสำรวจมุมมองของคนรุ่นใหม่ผ่านแฟชั่น ภายใต้แนวคิด “NEXT TH-PHENOMENON” หรือปรากฏการณ์คลื่นลูกใหม่ รวมผลงาน 4 วัน 16 โชว์ จาก 13 มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ พร้อมด้วย 3 แบรนด์ดีไซเนอร์ไทย


ความน่าสนใจของเวทีปีนี้อยู่ที่การนำเรื่องใกล้ตัว ทั้งวัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณี วิถีชีวิต สถาปัตยกรรม หัตถกรรม ธรรมชาติ และอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น มาตีความผ่านภาษาของแฟชั่นร่วมสมัย โดยไม่ได้หยุดอยู่ที่การนำลวดลายหรือเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิมมาใช้ แต่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ตั้งคำถาม ทดลอง และสร้างความหมายใหม่ให้กับสิ่งที่อยู่รอบตัว

ผลงานจากแต่ละสถาบันจึงสะท้อนความหลากหลายของประเทศไทยในหลายมิติ ตั้งแต่เรื่องราวของวัฒนธรรมมลายูในภาคใต้ ผ้าบาติก ลวดลายสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นและ “ว่าวเบอร์อามัส” การนำลูกปัดมโนราห์มาตีความเป็นองค์ประกอบของเสื้อผ้า ไปจนถึงความเชื่อและประเพณีของภาคอีสานและภาคเหนือ อาทิ พิธีบายศรีสู่ขวัญ ตุงนักษัตร และประเพณีปี๋ใหม่เมือง

Advertisement

ขณะเดียวกัน บางผลงานหยิบสิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจำวันมาต่อยอดเป็นแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นสีสันของปากคลองตลาด อาหารและบรรยากาศยามค่ำคืน ม้าลายไหว้แก้ ผ้าแพรสามสี เครื่องรางของขลัง ตุ๊กตาไขลาน พวงมาลัย ตุ๊กตานางรำ ไปจนถึงจิตรกรรมฝาผนังไทย โดยผสมเข้ากับองค์ประกอบร่วมสมัยอย่างจอ LED และงานกราฟิก เพื่อสร้างภาพของ “ความเป็นไทย” ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกรอบแบบเดิม

อีกส่วนหนึ่งยังนำเรื่องเล่าและตำนานมาตีความใหม่ เช่น การต่อสู้ระหว่างไกรทองและชาละวัน ผ่านท่วงท่าของศิลปะมวยไทย การนำอัตลักษณ์การแต่งกายของชาวมลายูมาต่อยอด รวมถึงการหยิบความเชื่อและสัญลักษณ์มงคลของไทยมาออกแบบใหม่ให้เข้ากับแฟชั่นร่วมสมัย

เอกวิทย์ ชัยวรานุรักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารหน่วยธุรกิจ สยามเซ็นเตอร์และสยามดิสคัฟเวอรี่ กล่าวว่า แนวคิดของเวทีในปีนี้ต้องการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่หยิบสิ่งใกล้ตัวมาถ่ายทอดในมุมมองใหม่ โดยเฉพาะความหลากหลายของแต่ละพื้นที่ ซึ่งแม้มีความซับซ้อนและแตกต่างกัน แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน

นอกจากผลงานจากสถาบันการศึกษาแล้ว ปีนี้ยังมีการนำเสนอผลงานจากแบรนด์ไทย ได้แก่ Kiera Selbe, Sleeping Cloud และ เต่าทองดำ (Black Beetle) รวมถึงการทำงานร่วมกับแบรนด์ Mohhomphrae, Heritage และ Kanhom เพื่อสะท้อนศักยภาพของนักออกแบบไทยในหลายแนวทาง

หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือ “Special Opening Look” ซึ่งสยามเซ็นเตอร์ร่วมกับเอปสันต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ไทยแลนด์ ไทยเริ่ด” โดยนำแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทยมาสร้างเป็นคอลเลกชันพิเศษ ก่อนถ่ายทอดลงบนผืนผ้าด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัล

แนวคิดดังกล่าวเปิดทางให้นักออกแบบสามารถสร้างลวดลายที่มีรายละเอียดและทดลองกับวัสดุได้หลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกันเทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัลยังช่วยลดการใช้น้ำ พลังงาน และสารเคมีเมื่อเทียบกับกระบวนการพิมพ์บางรูปแบบ รวมถึงรองรับการผลิตแบบ On-Demand ซึ่งช่วยลดการผลิตส่วนเกินและสินค้าคงค้าง สอดคล้องกับแนวทางการผลิตที่ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

วิสาข์ ธนวิภาคย์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายแบรนด์และสื่อสารองค์กร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้ทดลองนำผ้าไทยและวัสดุท้องถิ่นมาทำงานร่วมกับเทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัล ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกในการออกแบบทั้งด้านรูปแบบ ลวดลาย และกระบวนการผลิต

นอกจากนี้ เอปสันยังจัด “Digital Textile Workshop” เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาเรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ การเลือกวัสดุ ไปจนถึงการผลิตจริง ก่อนนำผลงานมานำเสนอผ่านรันเวย์ เพื่อให้ประสบการณ์ของนักออกแบบรุ่นใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างคอลเลกชัน แต่ได้เรียนรู้กระบวนการทำงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

สำหรับโชว์ภายในงาน วันเปิดเวทีเริ่มต้นด้วยผลงานจาก  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ที่หยิบ “เสน่ห์ปักษ์ใต้” มาถ่ายทอดผ่านแฟชั่นร่วมสมัย โดยผสมผสานผ้าปาเต๊ะ ผ้าบาติก ลวดลายดอกไม้และพืชพรรณเขตร้อน รวมถึงองค์ประกอบจากมโนราห์ จากนั้นเป็นผลงานของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่นำเสนอแนวคิดเรื่องความหลากหลายและมุมมองเชิงพหุคติ ก่อนต่อด้วยผลงานจาก มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่นำประเด็นภัยพิบัติทางธรรมชาติมาต่อยอดเป็นเสื้อผ้าที่คำนึงถึงการใช้งานจริง

ในฝั่งแบรนด์ไทย เต่าทองดำ x Mohhomphrae / Heritage / Kanhom นำเสนอคอลเลกชัน “เดรัจฉาน” ซึ่งผสมผสานผ้าท้องถิ่นเข้ากับงานสตรีทแวร์และกลิ่นอายร็อก พร้อมลวดลายที่ออกแบบพิเศษโดย “ฮิวโก้-จุลจักร จักรพงษ์” ถ่ายทอดเรื่องสัญชาตญาณ ความดิบ และการต่อสู้ของชีวิตในเมือง

ขณะที่ Sleeping Cloud นำเสนอคอลเลกชัน “Enjoy Everyday Moments” ผ่านแนวคิด “Your 7 Days Pajamas” ที่เล่าเรื่อง 7 วัน 7 อารมณ์ ผ่านเสื้อผ้าที่เน้นความสบายและการใช้ชีวิตประจำวัน ส่วน Kiera Selbe มากับ “FORGED ADORNMENT” ซึ่งนำโครงสร้างโลหะ งานโซ่ และรูปทรงเชิงสถาปัตยกรรมมาตีความใหม่ ตั้งคำถามต่อบทบาทของเครื่องประดับ จากของตกแต่งให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างแฟชั่น

นอกจากรันเวย์หลักแล้ว ภายในสยามเซ็นเตอร์ยังมี Fashion Activity จากแบรนด์ต่าง ๆ ทั้งการเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ กิจกรรมออกแบบและปรับแต่งสินค้า รวมถึงนิทรรศการและมินิโชว์เคสจากศิลปินไทย เพื่อสร้างบรรยากาศของแฟชั่นวีคให้ครอบคลุมทั้งแฟชั่น ศิลปะ และงานออกแบบ

ตลอดระยะเวลาของ Visionary Stage at Siam Center จึงไม่ได้มีเพียงการนำเสนอเสื้อผ้าบนรันเวย์ แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่จากหลายภูมิภาคได้ทดลองนำรากทางวัฒนธรรมของตัวเองมาสื่อสารด้วยภาษาที่ร่วมสมัย ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นว่า “ความเป็นไทย” ในมุมมองของคนรุ่นใหม่อาจไม่ได้หมายถึงการย้อนกลับไปหาอดีตเพียงอย่างเดียว แต่สามารถนำมาตั้งคำถาม ตีความ และสร้างความหมายใหม่ให้เข้ากับโลกปัจจุบันได้

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถชมผลงานของยังก์ดีไซเนอร์ไทยได้ตั้งแต่วันนี้ – 4 ตุลาคม 2569 ณ เอเทรียม 2 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์ และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของ Siam Center