100 ปี บ้านสุริยาศัย ร้อยเรียงการเดินทางกว่าศตวรรษ ผ่านสำรับอาหารไทย

29.06.24 | 12:23 น.

100 ปี บ้านสุริยาศัย ร้อยเรียงการเดินทางกว่าศตวรรษ ผ่านสำรับอาหารไทย

เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี บ้านสุริยาศัยž กับการเดินทางกว่าศตวรรษ บนความร่วมมือระหว่าง บ้านสุริยาศัย แบรนด์ในสายธุรกิจอาหารของกลุ่มบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และแบรนด์เครื่องประดับชื่อดังระดับโลก SARRANž จัดแคมเปญไฮไลต์ The Journeyž ที่จะนำพาทุกท่านท่องไปในประวัติศาสตร์ผ่านรสชาติอาหาร ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งหากได้ลิ้มรสชาติ ก็จะทราบถึงวิวัฒนาการของอาหารว่าเป็นมาอย่างไร สะท้อนความหมายมิติต่างๆ ผ่านเมนูอาหารสุดพิเศษ ที่บรรจงรังสรรค์เป็นอาหารและเครื่องประดับ ผ่าน 3 เรื่องราว The Story of Charon, The Legacy of Baan-Nak และ The Century of Baan Suriyasai

แซม-ไพศาล อ่าวสถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิสโตร เอเชีย จำกัด เล่าว่า SARRAN เป็นจิวเวลรีแบรนด์ระดับโลกที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทยแท้ มีผลงานทำให้กับศิลปินระดับโลก อาทิ ลิซ่า BLACKPINK, Alicia Keys ฯลฯ ซึ่งในมุมมองคนยุโรปเขามองว่าเป็นแนวใหม่ เหมาะกับคอนเซ็ปต์ของบ้านสุริยาศัยที่มีความเป็นไทยโบราณ จึงเป็นที่มาของการจัดแคมเปญในครั้งนี้

แซม-ไพศาล อ่าวสถาพร

ด้าน ศรัณญ อยู่คงดี ศิลปิน นักออกแบบเครื่องประดับ เจ้าของแบรนด์ SARRAN คอลเล็กชั่น เจริญ:บุนนาคž ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวและความเป็นมาของยุคสมัย ที่เริ่มเรื่องราวทั้งหมดของบ้านสุริยาศัย และต้นบุนนาคซึ่งเป็นต้นไม้ประจำบ้าน โดยนำเอาหนึ่งในเรื่องราวของช่วงยุคสมัยในรัชกาลที่ 5 คือคำว่า เจริญž ซึ่งมีปรากฏให้เห็นในภาชนะเครื่องเคลือบ หรือที่ผู้คนทั่วไปเรียกว่า ถาดเจริญž เพื่อเป็นการอวยพรแก่ก้าวต่อไปของบ้านสุริยาศัย และดอกบุนนาค

จากซ้าย แซม-ไพศาล อ่าวสถาพร และ ศรัณญ อยู่คงดี

เริ่มต้นมื้อด้วยเมี่ยงผลไม้แบบโบราณ ในเซต ดั้งเดิมž (The Original) โดยนำเอาวัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาลที่สามารถหยิบจับมาทำเป็นอาหารได้ ตัวไส้ทำจากมะพร้าวเคี่ยวแล้วปรุงให้มีรสหวานนำเค็ม เสิร์ฟพร้อมผลไม้ตามฤดูกาล รับประทานพร้อมมะม่วงเปรี้ยว ขิงอ่อน และยอดผักชีเพื่อช่วยเสริมรสชาติของจานนี้ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

Advertisement
ดั้งเดิม (The Original)

ก่อนจะไปต่อที่จานเรียกน้ำย่อย 3 กษัตริย์ž (3 Kings) ที่มาจากการผสมผสานความเป็นไทย และฝรั่งเข้าด้วยกัน เสมือนย้อนไปในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 หรือยุคสามวิคตอเรียน ที่มีการเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ มีการประพาสต้น ประพาสหัวเมืองต่างๆ รวมถึงต่างประเทศ แล้วนำเอาค่านิยมต่างๆ รวมถึงความเจริญเข้ามาพัฒนาประเทศไทย เครื่องว่างจานนี้เสิร์ฟมาในรูปแบบ เงิน ทอง นาค ประกอบไปด้วย ขนมครกหน้าปูกะทิž (Silver King) ตามด้วย สะเต๊ะลือตำรับวังสวนสุนันทาž (Gold King) และ ทาร์ตกุ้งทอดมันž (Rose Gold King)

3 กษัตริย์ (3 Kings)

ต่อที่เมนูสลัด สนามเสือป่าž (Wild Tiger Stadium) เป็นเมนูอาหารที่เข้าสู่รัชสมัยของรัชกาลที่ 6 โดยนำเอาเมนูอย่างยำทวายที่มีความหลากสีของวัตุดิบให้เป็นเสมือนกับกองพลต่างๆ จานนี้ประกอบไปด้วยผัก 5 ชนิด เสิร์ฟพร้อมน้ำยารสชาติกลมกล่อมหวานอมเปรี้ยวกำลังดี หอมน้ำพริกเผาและเครื่องแกง

สนามเสือป่า (Wild Tiger Stadium)

ในส่วนของซุป ร่วมสมัยž (Contemporary) นำเสนอในรูปแบบ ต้มข่าหอยเชลล์กับหมี่ขาวทอดกรอบ ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 7 ยุคนี้จะมีความโดดเด่นของการรับประทานอาหารประเภทเส้น อันเนื่องมากจากเป็นยุคที่ข้าวสารมีราคาสูง รัฐบาลจึงรณรงค์ให้ประชาชนบริโภคอาหารประเภทเส้นทดแทน ซึ่งความพิเศษของเมนูนี้คือการประยุกต์ต้มข่าที่โดยทั่วไปจะรับประทานพร้อมข้าวหอมมะลิ มาเป็นการเสิร์ฟคู่กับเส้นหมี่ขาวที่นำไปทอดจนมีสีเหลืองนวล ทำให้ได้รสสัมผัสกรุบกรอบ ซึ่งเข้ากันได้ดีกับรสชาตินวลของตัวซุป

ร่วมสมัย (Contemporary)

หลังจากลิ้มรสอาหารเรียกน้ำย่อยไปเรียบร้อย ถึงคราวเบิกตัวเอกของเรื่องอย่างเมนูเมนคอร์ส พอเพียงž (Sustainable) ที่เป็นการรวบรวมยุคสมัยรัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 เข้าด้วยกัน จุดเด่นของสำรับนี้อยู่ที่การเลือกใช้วัตถุดิบที่หาง่าย นำมาปรุงให้ออกมามีรสชาติครบรส ในแบบฉบับไทยแท้ จัดเสิร์ฟพร้อมกับข้าวหอมมะลิอย่างดี อันประกอบไปด้วย กุ้งแม่น้ำย่างน้ำปลาหวานž ตามด้วย แกงชักส้มปลาทูย่างž แกงไทยโบราณที่หารับประทานได้ยากในปัจจุบัน และ น้ำพริกหนำเลี้ยบหมูสับž รับประทานพร้อมกับเครื่องแนมอย่างปลาช่อนแดดเดียวทอด และผักสด

พอเพียง (Sustainable)
กุ้งแม่น้ำย่างน้ำปลาหวาน
แกงชักส้มปลาทูย่าง
น้ำพริกหนำเลี้ยบหมูสับ

จบมื้ออันสมบูรณ์แบบด้วยเซตของหวาน เจริญž (Prosperity) โดยเล่าเรื่องราวในสมัยรัชกาลที่ 10 ซึ่งเป็นยุคแห่งความศิวิไลซ์ และเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งในครั้งนี้ ได้ปลายจวักของ เชฟอิน ณรงค์ฤทธิ์ เชฟรุ่นใหม่มารังสรรค์เมนูของหวานในครั้งนี้ อันประกอบไปด้วย เจลลี่น้ำผึ้งและส้มซ่าž (Citrus Aurantium and Honey Jelly) ที่ผสมผสานระหว่างวัตถุดิบอย่างส้มซ่ากับเจลลี่ ปรุงรสชาติด้วยน้ำผึ้งเล็กน้อย จึงได้เป็นเมนูของหวานที่มีความแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ตามด้วย ไอศกรีมมะพร้าวน้ำหอมกับครัมเบิ้ลž (Coconut Ice-cream served with Crumble) รสชาติหวานวันของไอศกรีมมะพร้าวนั้นเข้ากันได้ดีกับครัมเบิ้ลแบบฝรั่งเป็นอย่างมาก และจบมื้อที่ ขนมดอกพุดตาลž (Thai sweetmeat made of egg yolk and sugar) ตัวขนมทำจากแป้งสาลี น้ำตาล ไข่แดง และกะทิ รสสัมผัสนุ่มนวล ช่วยให้ขนมจานนี้โดดเด่นได้ดียิ่งขึ้น

เชฟอิน ณรงค์ฤทธิ์
เจริญ (Prosperity)

เป็นแคมเปญสุดพิเศษที่จะพาไปสัมผัสรสชาติความอร่อย และเสน่ห์ของความหมายในแต่ละสำรับอาหาร ที่สื่อให้เห็นถึงความโดดเด่นของแต่ละยุคสมัย ตั้งแต่ยุคสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลปัจจุบัน ผ่านอาหารทั้ง 5 คอร์ส ได้อย่างลงตัว อีกทั้งการเดินทางของเรื่องราวในยุคสมัยต่างๆ นี้เปรียบเสมือนกับการเติบโตของต้นบุนนาคที่เริ่มต้นตั้งแต่การหยั่งราก เติบโต ผลิใบ และการเบ่งบานของดอกบุนนาคที่เต็มไปด้วยความสวยงามอย่างแท้จริง

สำหรับผู้ที่รับประทาน 5 คอร์ส ในชุด The Journey มีสิทธิที่จะได้ซื้อเครื่องประดับสุดหรู ใน collection exclusive เจริญบุนนาคž ของ SARRAN ในราคาสุดพิเศษ และมีเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น ได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึงวันที่ 31 สิงหาคมนี้ สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook : BaanSuriyasai

collection exclusive เจริญบุนนาค ของ SARRAN
collection exclusive เจริญบุนนาค ของ SARRAN
collection exclusive เจริญบุนนาค ของ SARRAN
collection exclusive เจริญบุนนาค ของ SARRAN