‘รอยัล โอชา’ รังสรรค์ตำรับชาววังของ ‘ท่านผู้หญิงประสานสุข’ ต้นเครื่อง ‘พระตำหนักจิตรลดา’
ด้วยความปรารถนาที่อยากให้อาหารไทยรสชาติดั้งเดิม ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมไม่ให้สูญหายตามกาลเวลา Royal Osha (รอยัล โอชา) ร้านอาหารไทยไฟน์ไดนิ่ง หนึ่งใน Michelin Restaurant การันตีด้วยรางวัล Michelin Guide 6 ปีซ้อน
จัดทำโครงการ “รอยัลโอชา ร่วมกับหนังสือ บันทึก นึกอร่อย” รังสรรค์ 10 เมนูพิเศษจากตำราอาหารของท่านผู้หญิงประสานสุข ตันติเวชกุล “ต้นเครื่องในหลวงรัชกาลที่ 9” ถ่ายทอดโดยเชฟชื่อดัง “เชฟวิชิต มุกุระ” เชฟมิชลินสตาร์ 1 ดาวและเอ็กเซ็กคูทีฟเชฟ แห่งร้านรอยัล โอชา เชฟมากประสบการณ์ที่อยู่วงการอาหารไทยมานานกว่า 40 ปี โดยรายได้จาก 10 เมนูพิเศษหลังหักค่าใช้จ่าย จำนวน 10% ร่วมสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา


สำหรับงานเปิดตัวโครงการ ได้รับเกียรติจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และแขกผู้มีเกียรติมาร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ อินทนนท์ จิราวณิชานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีเค ซลอเทอร์เฮาส์ จำกัด, เบญจวรรณ บวรวิศิษฎ์กุล กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการตลาด บริษัท อีเค ซลอเทอร์เฮาส์ จำกัด, วราวุธ เลาหพงศ์ชนะ, พีรพันธ์ ศรีสิงห์มา และกุลวดี ศิริภัทร์ โดยมี ศุภาพิชญ์ พิทยานุกุล เจ้าของร้านอาหารรอยัล โอชา ให้การต้อนรับ ณ ร้านรอยัล โอชา ถนนวิทยุ

เชฟวิชิต มุกุระ Executive Chef แห่ง Royal Osha เผยถึงที่มาที่ไปของโครงการว่า “จากการได้ร่วมเป็น 1 ใน 4 เชฟที่ได้รังสรรค์เมนูจากหนังสือ “บันทึก นึกอร่อย” ทำให้เกิดแรงบันดาลใจอยากทำโครงการกับมูลนิธิชัยพัฒนาและอยากพิสูจน์ให้เห็นว่า สูตรอาหารจากตำรา บันทึก นึกอร่อย นั้นสามารถทำได้จริง โดยคัดเลือก 10 เมนู ได้แก่ ประทัดลม ยำหัวปลีกุ้งสด ยำตะไคร้กุ้งสด กระทงกุ้งกระทงมัน หมูเสียบสับปะรด ไก่สำอาง แกงมัสมั่นไก่ใส่ส้ม แกงฮังเลหมู แกงจืดหมูเม็ดแมงลัก และน้ำพริกมะกรูดวังวรดิศ

“แต่ละเมนูสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ในการนำวัตถุดิบของไทยมาผสานกับวัตถุดิบต่างประเทศ รวมถึงความสนุกในการแกะสูตร ชิมรสชาติ เพราะสูตรในตำราบางเมนูไม่มีบอกปริมาณชั่งตวงวัด เนื่องจากเป็นสูตรอาหารไทยโบราณที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น เรียกว่านอกจากจะได้ลิ้มรสอาหารไทยตำรับชาววังแล้ว ยังร่วมทำบุญด้วย” เชฟวิชิตกล่าว
สำหรับ 10 เมนูพิเศษ เริ่มต้นด้วยเมนูเรียกน้ำย่อย “ประทัดลม” เมนูชื่อแปลกหูนี้มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ในยุคนั้นไทยเริ่มทำการค้ากับชาวจีน เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะด้านอาหาร ประทัดลม ทำจากฟองเต้าหู้ที่นำไปห่อตัวเครื่องที่ประกอบไปด้วยหมูสับ เนื้อปู ปรุงรสด้วยสามเกลอ และใส่แห้วเพื่อเพิ่มรสสัมผัส ห่อเป็นรูปทรงกระบอกพันหัวท้ายด้วยต้นหอมแล้วทำไปทอดให้กรอบ เสิร์ฟคู่พร้อมน้ำจิ้มสามรส ออกเผ็ดนิดๆ ตามต้นตำรับ

“หมูเสียบสับปะรด” อาหารทานเล่นสไตล์แบบบาร์บีคิว นำเนื้อหมูส่วนหัวไหล่จาก Pork Matters เนื้อหมูคุณภาพ ปลอดภัยจากสารเร่งเนื้อแดงและยาปฏิชีวนะ อุดมไปด้วยไขมันดีจากโอเมก้า 3 หั่นเต๋าหมักด้วยน้ำสับปะรดและเครื่องเทศตามสูตรต้นตำรับ เพิ่มลูกเล่นด้วยการนำแกนกลางของสับปะรดมาใช้แทนไม้เสียบ นำไปย่างไฟอ่อนๆ กลิ่นหอมของเนื้อหมูเคล้าเครื่องเทศ สามเกลอ ผสานกลิ่นน้ำสับปะรดที่แทรกซึมอยู่ในเนื้อหมู เสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มที่มีรสชาติเปรี้ยวหวานเค็มทานเพลินยิ่งนัก

ต่อกันที่เมนูสลัดสไตล์ไทย “กระทงกุ้งกระทงมัน” ยำส้มโอรสจัดจ้าน ผสานรสสัมผัสหลากหลายมิติของถั่วพู มะพร้าวคั่ว แห้ว และความกรอบของกระทงมันฝรั่ง ท็อปด้วยกุ้งชุบเกล็ดขนมปัง เป็นเมนูอาหารไทยโบราณที่อร่อยคุ้มค่าแก่การลิ้มรส

อีกหนึ่งเมนูยำที่คนรุ่นใหม่อาจไม่คุ้นเคยกับ “ยำหัวปลีกุ้งสด” หรือกัทลียำ ซึ่งกัทลี (กัด-ทะ-ลี) หมายถึงกล้วย โดยสูตรยำหัวปลีสูตรนี้รสชาติกลมกล่อม หอมกลิ่นหอมเจียว กระเทียมเจียวและถั่วลิสงคั่วป่น

นอกจากนี้ ยังมี “ยำตะไคร้กุ้งสด” ให้เลือกรับประทานและสนุกไปกับรสหอมของสมุนไพรไทย อย่างตะไคร้ นำมาซอยบางๆ คลุกเคล้าด้วยน้ำยำสามรส โรยด้วยมะพร้าวคั่ว เสิร์ฟพร้อมกุ้งลวกด้วยน้ำเกลือ รับประทานแล้วจะได้รสชาติที่รู้สึกเบาสบาย สดชื่น

มาต่อกันที่สำรับกับข้าวจานหลักมีให้เลือกครบสำรับ ทั้งน้ำพริก แกง ต้มจืด ไม่ว่าจะเป็น “น้ำพริกมะกรูดวังวรดิศ” น้ำพริกหอมกลิ่นมะกรูดหาทานได้ยาก รสชาติคล้ายคลึงน้ำพริกกะปิ แต่เด่นด้วยการใช้มะกรูดมาเป็นตัวชูรสเปรี้ยว ทำให้มีกลิ่นหอมของมะกรูดที่กินแล้วรู้สึกสดชื่น เป็นตำรับที่ท่านผู้หญิงประสานสุขได้มาจากวังวรดิศ โรยด้วยแคบหมูแบบครัมเบิ้ล (Crumble) ที่เวลารับประทานคู่กับน้ำพริกจะให้ความรู้สึกกรุบกรอบ ทานคู่กับผักเคียงตามฤดูกาล

อีกหนึ่งเมนูที่นำความเป็นไทยมาผสานกับวัตถุดิบฝรั่งด้วยการนำ “แกงมัสมั่น” เมนูอาหารที่ครองแชมป์ติดอันดับอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกเป็น “ราชาแห่งเครื่องแกง” มาผสมผสานกับความเปรี้ยวของ ส้มซันคิส แทนน้ำมะขามเปียก รังสรรค์เป็น แกงมัสมั่นไก่ใส่ส้ม ให้รสชาติที่หอม เปรี้ยว หวาน หอมกลิ่นส้ม

“แกงฮังเล” อาหารชาวเหนือ หอมกลิ่นสมุนไพรไทยอย่างข่า ขมิ้น หากใครได้ลิ้มลองเป็นต้องติดใจ ด้วยรสชาติ 4 รสกลมกล่อม ทั้งเผ็ด หวาน เปรี้ยว และเค็ม ที่ซึมลึกลงไปในเนื้อหมูสามชั้นชิ้นโต เคี้ยวจนนุ่มละลายในปาก ทานคู่กับกระเทียมโทนดอกอร่อยเหาะ

ปิดท้ายกับ 2 เมนู ชื่อแปลกที่ต้องได้ลองสักครั้ง “ไก่สำอาง” หอมกรุ่นกลิ่นกะทิเคล้ากลิ่นขมิ้น ครบรสด้วย น้ำตาล น้ำปลา มะนาว ทานคู่กับขิงหั่นฝอยทอด และน้ำมันพริก อาหารสำรับแบบไทยๆ

ที่ขาดไม่ได้ แกงจืด หรือต้มจืด กับเมนู “แกงจืดหมูเม็ดแมงลัก” หอมหวานด้วยน้ำสต๊อกซดคล่องคอ เนื้อหมูบดปั้นก้อนที่ปรุงรสด้วยกระเทียมสับ ซีอิ๊วขาว พริกไทย เพิ่มรสสัมผัสกรุบกรับของเม็ดแมงลัก จัดเสิร์ฟสไตล์ไซฟอน เพื่อสร้างสุนทรียะแห่งกลิ่นอโรมาของสมุนไพรไทยขณะลิ้มรสความอร่อยของเมนูสุดพิเศษนี้

เพลิดเพลินกับ 10 เมนูพิเศษจากโครงการ “รอยัล โอชา ร่วมกับหนังสือ บันทึก นึกอร่อย” ตำรับอาหารชาววังของ ท่านผู้หญิงประสานสุข ตันติเวชกุล แบบอาลาคาร์ท หรือแบบ 6 คอร์สเมนู หรือ Chef’s Table 10 คอร์สเมนู ได้ที่ ณ รอยัล โอชา ถนนวิทยุ ซอยร่วมฤดี เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 11.30-23.00 น. สอบถามได้โทร 02-256-6555 หรืออีเมล์ [email protected]



