ครั้งแรกเปิด ‘วังหน้า’ โชว์ ‘งานศิลป์’ เคียงคู่ ‘วัตถุโบราณ’ บทสนทนาใหม่เชื่อมต่อ ‘อดีต-ปัจจุบัน’
เป็นครั้งแรกในของการจัดงาน เทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ “บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2024” โดย มูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นำเสนอผลงานจากศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ “พระราชวังบวรสถานมงคล” หรือ “วังหน้า”
นับได้ว่า เป็นการนำงานอาร์ตมาจัดใน “วัง” เคียงคู่ไปกับ “วัตถุโบราณ” ซึ่งเป็นเรื่องหาชมได้ไม่ง่ายนักในประเทศไทย

ทั้งนี้ “บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2024” จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิด รักษา กายา (Nurture Gaia) มุ่งเน้นถ่ายทอดความหมายที่แตกต่างของธรรมชาติ การเลี้ยงดู ความเป็นผู้หญิง และการครุ่นคิดเกี่ยวกับนิเวศวิทยา การเมือง หรืออำนาจเหนือธรรมชาติต่างๆ ผ่านผลงานศิลปะร่วมสมัยจากทั่วโลกด้วยสื่อศิลปะที่หลากหลาย เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงสภาพปัจจุบัน
กระตุ้นให้ฉุกคิด รวมทั้งมองหาวิธีใหม่ในการจัดการกับประเด็นปัญหาของอนาคตในด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม จัดเต็มผลงานศิลปะมากกว่า 200 ผลงาน จาก 76 ศิลปิน 39 สัญชาติ ชั้นนำทั่วโลก
หนึ่งในศิลปินที่นำผลงานมาจัดแสดง “คมกฤษ เทพเทียน” ศิลปินไทยวัย 39 ปี ที่นำผลงานมาจัดแสดง 4 ชิ้น จัดวางกลมกลืนกับโบราณวัตถุต่างๆ ได้อย่างลงตัว ทั้งผลงาน พระอาทิตย์แห่งวังหน้า งานแกะสลักหินทราย ทองเหลืองผสมวัสดุ, สิงโตทอง งานไฟเบอร์กลาส เรซิ่นใส, พระเสริม ส่วนหนึ่งของชุดงานไทม์แมชชีน, ทองเหลือง, รวมถึง ผลงานสุรสีห์แห่งศิวโมกข์ ซึ่งเป็นงานแกะสลักไม้ประกอบโลหะ ผสมวัสดุ

คมกฤษ มีความสนใจในรูปปั้น รูปเคารพและภาพแทนต่างๆ ในอดีตจนถึงปัจจุบัน เขามักใช้ประติมากรรมเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ และให้ความสำคัญกับเรื่องเล่าระดับย่อย ผลงานของเขามักมีการผสมผสานระหว่างความเป็นวัตถุโบราณและรูปแบบของเล่นของสะสม งานชุดไทม์แมชชีน ซึ่งประติมากรรมทั้ง 4 ชิ้นนี้ เผยให้เห็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์หลายท่านที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน นับตั้งแต่การสร้าง บูรณะ และการพัฒนาปรับเปลี่ยนการใช้งานของพื้นที่จนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงเกร็ด เรื่องเล่าของรูปเคารพอันเกี่ยวข้องและสะท้อน ความเชื่อ พิธีกรรม และประเพณีต่างๆ ในยุครัตนโกสินทร์ เพื่อเผยให้เห็นความหลากหลายของเชื้อชาติ ศาสนา และความเชื่อในพื้นที่บริเวณพระที่นั่งศิวโมกพิมาน และวังหน้า

“ชิ้นงานแต่ละชิ้นไม่เหมือนกัน โดยผมเอาประวัติศาสตร์แต่ละพาร์ตในแต่ละยุคของวังหน้าที่มีผลต่อพื้นที่มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน เป็นการเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ แต่ยังคงรูปแบบโบราณไว้ ก่อนทำก็จะรีเสิร์ชประวัติศาสตร์ก่อน ผมชอบเอาประวัติศาสตร์มาแปลงให้มาเป็นงานศิลปะ”
“อย่างผลงานสิงโตทอง จะเห็นว่าเป็นสิงโตที่มีเงาสะท้อน สื่อให้เห็นถึงพื้นที่ของวังหน้า ที่ปัจจุบันด้านหลังเป็น ม.ธรรมศาสตร์ แล้วสิงโตตัวนี้ ในประวัติศาสตร์มีเกร็ดบอกไว้ว่า มีทั้งหมด 2 ตัว บางที่ก็ว่า 3 ตัว ซึ่งจมอยู่ใต้แม่น้ำเจ้าพระยา ตอนนี้ก็เลยเหลือตัวเดียว ซึ่งมันผิดแผกไปกับความเชื่อ”

“เพราะสิงโตจะต้องมีซ้ายขวา ซึ่งผมก็ไปหาข้อมูล ก็มีอ้างอิงว่าจมอยู่จริง ซึ่งก็เป็นคำถามต่อมาว่า สิงโตมีอยู่จริงไหม ซึ่งหลังจากนี้เราจะมีโปรเจ็กต์ที่จะลองไปดูจริงๆ อาจจะใช้หน่วยกู้ภัยดำดูว่ามีไหม ถ้ามีจะยกขึ้นมาจริงๆ ได้ไหม ถ้าเกิดมันไม่ได้ถูกนำลงไว้ในเชิงความเชื่อ เช่น บางคนเขาบอกว่า เขาฝังไว้ใต้น้ำเพื่อแก้ทางสามแพร่งของบางกอกน้อย งานของผมก็จะมีหน้าที่เล่าให้ฟัง เพื่อบอกว่ามีบางอย่างอยู่ใต้น้ำ”

คมกฤษ เผยถึงการนำผลงานมาจัดแสดงในวังหน้าว่า เป็นสิ่งที่ดี เพราะพื้นที่แห่งนี้มีประวัติศาสตร์ทับซ้อนเยอะ แล้วมีเรื่องราวมากมายที่จะทำให้ได้เห็นความเป็นรากเหง้าของเรา ซึ่งงานร่วมสมัย คือ ร่างกายใหม่ของงานอนุรักษ์ สมมุติเราอนุรักษ์อะไรไว้นานๆ แล้วเราไม่ยอมเปลี่ยนร่างเลย วันหนึ่งมันจะเน่า มันจะเก่า มันจะตายไปพร้อมกับคนที่อนุรักษ์

“ข้อดีของพื้นที่ตรงนี้ นอกจากศิลปินจะได้โอกาสที่ดีแล้ว ตัวพื้นที่เองก็ทำให้ร่วมสมัยขึ้น ทำให้คนสนุกได้มากกว่าการแค่มาอ่านประวัติศาสตร์อย่างเดียว เช่น งานผมที่ถูกซ่อนอยู่ภายในงานทั้งหมด ก็จะเริ่มเกิดการตั้งคำถามว่า อันไหนงานจริง อันไหนงานโบราณ แล้วความอยากรู้ทำให้เกิดความสนุก มันจะเริ่มสนุกว่า ชิ้นนี้ทำไมต้องเป็นแบบนี้ การตั้งคำถามจะเกิดการคุย การถกเถียงกัน”
ปิดท้าย คมกฤษ ชวนคนไทยมาเสพงานศิลป์งาน บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2024 โดยว่า งานนี้มีศิลปินทั่วโลกมาหมดเลย แล้วก็มีทีมชาติไทยอยู่ประมาณนึง ก็อยากให้มาเชียร์ทีมชาติไทย เพราะเราก็ไม่แพ้ใคร เหมือนเป็นโอลิมปิกในศิลปะ มาช่วยกันเชียร์ แล้วก็มาดูงานระดับโลกหลายงาน ถ้าไปต่างประเทศต้องซื้อตั๋วเข้าชม แต่บ้านเรานำมาจัดแสดงให้ชมฟรี

อีกหนึ่งศิลปินไทย “นักรบ มูลมานัส” อายุ 34 ปี ที่สร้างงานศิลปะขึ้นจากชิ้นส่วนของประวัติศาสตร์และวรรณคดีไทยที่พัวพันไปกับเรื่องเล่าต่างๆ และประวัติศาสตร์โลก ศิลปินใช้วิธีการตัดปะ (Collage) ในการสำรวจและสร้างภาพความทรงจำของสยามขึ้นมาอีกครั้ง กระบวนการนี้เผยให้เห็นมิติที่ซับซ้อนของอดีตและการก่อร่างสร้างประวัติศาสตร์ เศษเสี้ยวของถ้อยคำและภาพจากอดีตของไทยและดินแดนอื่นๆ ประกอบกันขึ้นเป็นเรื่องเล่าทางเลือกที่เชื้อเชิญให้ผู้ชมได้ใคร่ครวญถึงเรื่องราวในอดีตอีกครั้ง

โดยเขานำ 2 ผลงาน มาจัดแสดง โดยผลงานชิ้นแรกชื่อ “พิทักษ์โลกทอแผ่นดิน” เคยนำไปจัดแสดงในนิทรรศการ The Spirits Of Maritime Crossing ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในเทศกาลศิลปะเวนิสเบียนนาเล่ 2024 ซึ่งตอนนี้ยังจัดแสดงอยู่ เป็นผลงานที่ว่าด้วยประวัติศาสตร์ การเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลของชาวไทยไปยังโลกตะวันตก เป็น วิดีโอ อินฟาเรชั่น 2 จอ โดยจอแรกพูดถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เรารู้จักกันดี บอกเล่าถึงการที่ไปยุโรปของคนไทย คณะทูตของพระนารายณ์มหาราช เดินทางไปเฝ้าฯ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และประวัติศาสตร์ของรัชกาลที่ 5 ที่เสด็จฯ ประพาสยุโรป ในยุคล่าอาณานิคม ทรงนำความศิวิไลเซชั่นกลับมาที่ไทย ส่วนอีกจอหนึ่ง เป็นเรื่องราวที่ผู้คนอาจจะไม่ได้รับรู้มากนักหรือหลงลืมไป เช่น อิน-จัน, นายทองคำ สามัญชนชาวเพชรบุรีที่ได้เดินทางไปยุโรป

“วิดีโอนี้ทำขึ้นเพราะอยากบอกเล่าประวัติศาสตร์ ที่ปกติประวัติศาสตร์จะถูกจดจำในแค่เรื่องใหญ่ๆ แต่จริงๆ เรื่องเล็กๆ เรื่องของผู้คนหลากหลาย เขาก็มีเรื่องของเขาเหมือนกัน ความท้าทายของนักประวัติศาสตร์หรือผู้คนทั่วไปก็คือ เราจะไปทราบเรื่องของเขาได้อย่างไร เราก็ช่วยกันดู ช่วยกันค้นหา ช่วยกันเอามาบอกเล่า เราก็จะได้ภาพประวัติศาสตร์ที่เต็มมากขึ้น เป็นประวัติศาสตร์ที่มีมิติ หลากหลายมากขึ้น กว้างขวาง แล้วลุ่มลึกมากขึ้น”


อีกหนึ่งผลงาน “ศรีทันดรสันดาป” นักรบ เผยว่า สันดาปคือการลุกติดขึ้นของไฟ ด้วยธีมของ Nurture Gaia ว่าด้วยเรื่องธรรมชาติ จิตวิญญาณ ตำนาน และความเป็นผู้หญิง จึงอยากบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ซึ่งพื้นที่นี้มีความน่าสนใจมาก เพราะเป็นท้องพระโรงมาก่อน เป็นที่ตั้งของพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า โดยหลังวังพระทวารกลาง มีรูปวาดตำนานของจีน ชื่อว่า ปลาหลี่หื้อกระโดดข้ามประตูมังกร

“ปลาหลี่หื้อ หรือปลาไน หรือถ้าเทียบกับบริบทสากลอาจจะเป็นปลาคาร์ฟ ซึ่งปลาพวกนี้จะว่ายน้ำทวนกระแสน้ำ เพื่อไปยังประตูมังกร ถ้าเกิดปลาที่กระโดดข้ามประตูมังกร เขาจะวิวัฒนาการกลายเป็นปลามังกร ถ้าข้ามขึ้นกระแสน้ำไปอีก ก็กลายเป็นมังกรตัวเล็ก แล้วถ้าข้ามขั้นไปสุดท้าย ก็จะกลายเป็นมังกรตัวใหญ่ 5 เล็บ คือสัญลักษณ์ของจักรพรรดิ์ ตำนานเรื่องสอนเรื่องความเพียรพยายาม ความมุมานะ ผู้คนก็จะจดจำปลาที่เป็นมังกร แต่ว่าน่าจะมีปลาจำนวนมากมาย ที่เฟลกับภารกิจนี้ ซึ่งเราไม่ได้คิดถึงปลาเหล่านั้นเลย”

“ผมก็เลยมาบอกเล่าเรื่องราวของปลาเหล่านี้ แล้วก็ทำปลาขึ้นมา 7 ตัว ซึ่งปลา 7 ตัว ในไตรภูมิพระร่วงก็มีเรื่องราวของปลาใหญ่ 7 ตัวที่อยู่รายล้อมจักรวาล พอจักรวาลในไตรภูมิพระร่วงต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายทางภูมิอากาศ เหมือนสิ่งที่พวกเราเผชิญในทุกวันนี้”
“มันก็มีเรื่องราวอยู่ว่า พอโลกดำเนินผ่านไป ศีลธรรมมนุษย์เสื่อม โลกหมุนไป พระอาทิตย์จากเดิมที่มี 1 ดวง ก็จะค่อยๆ ขึ้นจนครบ 7 ดวง พอครบ 7 ดวง โลกก็ร้อนมาก จักรวาลก็ร้อนมาก ปลาใหญ่ที่อยู่ในมหาสมุทรก็อยู่ไม่ได้ น้ำทะเลก็แห้งขอด ปลาใหญ่เหล่านี้ก็ขับน้ำมันออกมา”
“น้ำมันก็ท่วมโลก แล้วก็เป็นเชื้อเพลิงที่ทำให้โลกโดนเผา แล้วจักรวาลก็มอดไหม้เป็นจุล โลกก็จบลง แล้วกระบวนการนี้ก็จะเกิดขึ้นอีกครั้ง โลกก็ตั้งขึ้น พระอาทิตย์ก็ขึ้น ปลาก็ตายอีก ก็เป็นวงจรไปเรื่อยๆ มันก็บอกเล่าเรื่องราวที่โลกกำลังเผชิญได้เหมือนกัน”

สำหรับการจัดแสดงผลงานศิลปะในวังหน้านั้น นักรบ บอกว่า คนอาจจะลืมบริบทความเป็นวังของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไปแล้ว การได้มาจัดแสดงงานที่นี่อย่างเป็นทางการ ก็รู้สึกขอบคุณมากๆ
“ซึ่งจริงๆ การจัดแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยในสถานที่สำคัญ ที่มีบริบททางประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นทั่วโลก เพื่อให้เกิดบทสนทนา ไม่ใช่เฉพาะเรื่องราวของอดีตที่คอนเน็กต์ต่อกัน แต่เมื่อเราเอาสิ่งในปัจจุบันไปใส่ในตรงนั้นด้วย ก็จะเกิดบทสนทนากันระหว่างสิ่งเก่ากับสิ่งใหม่ในการจะสื่อสารกับคน”

“สมมุติถ้าเกิดงานเป็นงานเก่าหมดเลย ก็จะพูดถึงกับคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่ทุกคนที่จะสนใจประวัติศาสตร์เรื่องราวเก่า แต่ว่าการหยิบจับงานศิลปะมาร่วมสมัยมาใส่ด้วย มันพูดกับผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งเราหวังว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะคอนเน็กต์กัน แล้วก็รู้สึกว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่ดีมากๆ ของ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ และกรมศิลปากร ที่เปิดใจให้มีการเปลี่ยนแปลง ให้มีรูปแบบใหม่เกิดขึ้นบ้าง แล้วก็หวังว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ” นักรบกล่าว

สามารถเข้าชมสุดยอดผลงานศิลปะร่วมสมัยมากกว่า 200 ผลงาน ที่มาร่วมจัดแสดงบนสถานที่สำคัญใจกลางกรุงเทพฯ ทั้งหมด 11 แห่ง ได้แก่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม, วัดอรุณราชวราราม, วัดประยุรวงศาวาส, วัดบวรนิเวศวิหาร, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร,
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หรือหอศิลป์เจ้าฟ้า, หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร, มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้, วัน แบงค็อก, ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่วันนี้ถึง 25 กุมภาพันธ์ 2568







