จาก ‘วิศวกร’ สู่ ‘เชฟ’ ร.ร.ดัง ‘วิไลรัตน์ กรนพเกล้า’ เผยมุมมอง ‘ต่างชาติ’ สนใจเรียนอาหารไทยเยอะมาก
เป็นอีกหนึ่ง “ผู้หญิงเก่ง” ในฐานะ “เชฟผู้สอนทำอาหาร” ที่เป็น “ผู้หญิง” หนึ่งเดียวในบรรดาเชฟผู้ชายแห่ง “โรงเรียนสอนการประกอบอาหารเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต” สำหรับ “เชฟวิไลรัตน์ กรนพเกล้า” เชฟผู้สอนในหลักสูตร “วิชาการครัวไทย” ที่มีลูกศิษย์ทั้งคนไทยและต่างชาติมากมาย
เชฟวิไลรัตน์ ในวัย 42 เผยถึงชีวิตก่อนมาเป็นเชฟว่า เธอเรียนสายวิทย์มาตลอดจนกระทั่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเครื่องกล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชีวิตการทำงานก็เริ่มต้นด้วยการเป็นวิศวกร จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนที่ตั้งใจอยากไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งเธอเลือกเรียน “วิชาการทำอาหาร”
“เราเกิดในครอบครัวที่มีชีวิตประจำวันด้วยการทำกับข้าว 3 มื้อ ก็เหมือนเป็นสิ่งที่ซึมซับมาโดยไม่รู้ตัว พอตัดสินใจว่าจะเรียนต่อเมืองนอก ก็เลยเลือกเรียนทำอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่สนใจที่สุด”

เชฟวิไลรัตน์ สำเร็จการศึกษาที่ William Angliss Institute กรุงเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย หลักสูตร 2 ปี ซึ่งสำหรับเธอแม้จะเรียนมาทาง “ด้านอาหารฝรั่ง” ที่มีเทคนิคการประกอบอาหารมากมาย แต่ท้ายที่สุดก็ยัง “ชอบอาหารไทย” โดยจุดหนึ่งเกิดจากการได้เห็น “เชฟฝรั่ง” ทำอาหารไทยแล้วรู้สึกว่า “อาหารไทยเจ๋ง”
“เชฟฝรั่งคนนี้ เปิดร้านอาหารไทยในเมลเบิร์น ในงานเทศกาลอาหารเขาสาธิตการทำน้ำพริกแกง ซึ่งเขาโขลกพริกแกงเองทุกขั้นตอน ทั้งเตรียมเครื่องแกง ใช้ครกตำ ผู้ชมที่ไปชมเขาต่างรู้สึกตื่นเต้นและสนุกที่ได้ดูเขาสาธิตการทำพริกแกง เราก็รู้สึกว่า มันน่าจะดีถ้าเชฟที่ทำเป็นคนไทย เพราะคนไทยจะอธิบายได้ลึกกว่าในแง่วัฒนธรรมและวิถีชีวิต ก็เป็นจุดที่รู้สึกว่า อาหารไทยดี”

ครั้นเรียนจบ เธอจึงตัดสินใจกลับบ้านมาเป็น “เชฟอาหารไทย” ด้วยแรงบันดาลใจว่า “อยากนำความรู้ที่ได้กลับไปทำอะไรที่เมืองไทยแล้วเป็นประโยชน์ทั้งกับตนเองและผู้อื่น”
“แม้ในตอนนั้น วงการอาหารบ้านเราไม่ได้คึกคักเหมือนตอนนี้ เลอ กอร์ดอง เบลอ เพิ่งมาเปิด เซเลบริตี้เชฟก็เพิ่งมีเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่เรารู้สึกว่า เราได้มีโอกาสมาเรียนทำอาหารฝรั่ง แล้วเราก็ชอบอาหารไทย ลองกลับมาทำงานในเมืองไทย ความรู้ที่เรียนมาจะได้ไม่อยู่แค่กับเราคนเดียว”
ซึ่งจากประสบการณ์สอนทำอาหารไทยทั้งจากโรงเรียนสอนทำอาหารไทยใบพาย โรงเรียนการอาหารนานาชาติสวนดุสิต มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและสอนการประกอบอาหาร และปัจจุบันที่ เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต เชฟวิไลรัตน์ เผยว่า “ชาวต่างชาติสนใจเรียนทำอาหารไทยเยอะ”

“ถ้ามองในมุมมองคนไทย ก็เป็นสิ่งที่เราทานทุกวัน แต่ถ้ามองในมุมมองต่างชาติอาหารไทยมีความพิเศษ ตอนที่เราอยู่เมืองนอก คนที่มากินอาหารไทยก็จะมาในโอกาสพิเศษ เช่น วันเกิด วันครบรอบ หรือวันสำคัญอื่นๆ พอเขามาไทย ก็อยากเรียนอาหารไทยแบบต้นฉบับ ในมุมที่ลึกว่าทำยังไง ไม่ใช่มาเพื่อสนุกๆ จึงทำให้รู้ว่า แม้คนไทยไม่ได้มองว่าพิเศษ แต่ชาติอื่นเขามองเห็นถึงความพิเศษของอาหารไทย”
ตลอดระยะเวลา 9 ปีในเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต เชฟวิไลรัตน์ เผยว่า แม้เธอจะเป็นเชฟผู้หญิงคนเดียว หากก็ไม่ได้รู้สึกพิเศษกว่าใคร รู้สึกเป็นงานที่ชอบ และในวงการเชฟ ปัจจุบันไม่มีเรื่องเพศมาเกี่ยวข้อง ในครัวผู้ชายกับผู้หญิงเท่ากัน ไม่มีการแบ่งงานว่างานสำหรับผู้ชายหรือสำหรับผู้หญิง
“อาชีพนี้เป็นอาชีพที่งานหนัก ทำงาน 8 ชั่วโมง พัก 1 ชั่วโมง ต้องยืนทำอาหาร เดินไปเดินมา ไม่รวมยกของ ทำให้สมัยก่อนผู้ชายเป็นเชฟเยอะ แต่ปัจจุบันต่อให้เหนื่อยถ้าชอบก็ทำได้ เพราะขับเคลื่อนด้วยแพชชั่น จึงทำให้มีเชฟผู้หญิงมากขึ้น”

ส่วนการเป็น “เชฟผู้สอน” เชฟวิไลรัตน์ บอกท้าทายไม่น้อย แม้ตลอด 9 ปีขั้นตอนและกระบวนการสอนจะไม่เปลี่ยน แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือเทรนด์อาหาร และผู้เรียนที่มีอายุตั้งแต่ 17-60 ปี แบ่งเป็นต่างชาติ 60% คนไทย 40% หลักสูตรรับรองโดยกระทรวงศึกษาธิการ
“เราไม่ใช้คำว่าสอนอย่างเดียว แต่เราเรียกว่าถ่ายทอดและแลกเปลี่ยน ด้วยความตั้งใจที่อยากให้นักเรียนทำได้และประสบความสำเร็จในสิ่งที่เป็นแพชชั่น ความพิเศษของเราคือ ทำยังไงให้สอนให้ดีที่สุดในวันนั้น สอนให้เขาทำได้ และการทุกการสอนเหมือนเราเป็นนักเรียนอยู่ตลอดเวลา เทรนด์อาหารเปลี่ยน คนมองภาพอาหารชัดขึ้น เดี๋ยวนี้คลิกหาในอินเตอร์เน็ตก็เจอแล้ว เพราะฉะนั้นมุมมองในคำถามจะลึกมาก เราต้องอัพเดตเทรนด์เยอะ บางคำถามจะเกี่ยวกับกระแสในช่วงนั้น อะไรดังในโซเชียลก็เอามาถาม เป็นการสอนที่ตื่นเต้นตลอดเวลา แต่สิ่งที่ภูมิใจคือ นักเรียนได้รับผลงานและผลลัพธ์ที่ดีจากการสอนของเรา”

ในฐานะตัวแทนอาหารไทยที่มีลูกศิษย์เป็นชาวต่างชาติมากมาย เชฟวิไลรัตน์บอกว่า อยากส่งต่ออาหารไทยในแง่ของวัฒนธรรมที่ทำให้รู้จักประเทศไทยมากขึ้น ไม่ใช่แค่เป็นอาหารไทยที่อร่อย
“เวลาสอนจะสอนว่าทำไมคนไทยกินแบบนี้ เราไม่ได้กินแกงเขียวหวาน 1 ถ้วย กับข้าว 1 จาน แต่เรามีวัฒนธรรมร่วมกัน เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนแลกเปลี่ยน พูดคุยกันในครอบครัว เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมไทย”
จากประสบการณ์สอน เธอเผยว่า ผลลัพธ์สุดท้าย นักเรียนฝรั่งจะมีผลการเรียนที่ดีกว่านักเรียนไทย เพราะเขาบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียน ต้องเต็มที่ และการเรียนอาหารไทยต้องมาเรียนประเทศไทยดีที่สุด ซึ่งเราไม่ได้คาดหวังว่า เขาจะนำอาหารไทยไปทำในรูปแบบตามสูตรที่ให้ไป เพียงแต่ให้เข้าใจส่วนประกอบของอาหารนั้นๆ แล้วนำไปปรับตามที่เขาทำ แค่นี้ก็ถือว่าได้นำอาหารไทยไปใช้แล้ว

“เราไม่ได้คาดหวังให้ แกงเขียวหวานที่เม็กซิโก จะต้องหน้าตาเหมือนแกงเขียวหวานที่ไทย นักเรียนญี่ปุ่นมาเรียน ก็ทำอาหารไทยที่ญี่ปุ่น เขาบอกว่าเขาก็ไปปรับสูตรส่วนผสมของซอส ที่ไม่ต้องนำเข้าจากไทย แต่เป็นของพื้นบ้านที่หาได้ ให้สอดคล้องกับฤดูกาลของญี่ปุ่น สิ่งนี้เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จ หรือนักเรียนที่อยู่เกาหลี ก็เปิดร้านอาหารไทยที่โซล เขาพยายามใช้วัตถุดิบที่หาได้ที่โซล แต่ไม่ได้เหมือนเป๊ะ เพราะวัตถุดิบไม่มีขอบเขต”
“ส่วนมีนักเรียนไทยก็มี อย่างคนหนึ่งมาเรียนเพราะตั้งใจจะไปเปิดร้านอาหารไทยที่อเมริกา แล้วก็มีนักเรียนอเมริกันคนหนึ่ง เขาเป็นผู้เข้าแข่งขันรายการทำอาหารใน Food Network เขาบอกว่าเขาแพรวพราวมากที่ได้เรียนอาหารไทย เขาชอบพูดชื่อวัตถุดิบเป็นภาษาไทยในรายการ ซึ่งเป็นจุดเด่นมาก และอีกคนอายุ 18 ปี พ่อแม่ส่งลูกข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียนจากอินโดนีเซีย เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ 2 สาขานู่น มีก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีก ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ก๋วยเตี๋ยวไก่ตุ๋น ตอนนี้เป็นมาสเตอร์เชฟที่อินโดนีเซีย”
ซึ่งนี่คือ “ความภาคภูมิใจ”
“สิ่งที่คนมาเรียนโรงเรียนทำอาหารคาดหวังคือ อยากทำอาหารเป็น แล้วเมื่อเห็นเขาทำได้แล้ว ออกมาเป็นอาหารหนึ่งจานที่ทุกคนทานได้ ยังไม่พูดถึงว่าอร่อยหรือไม่อร่อย แต่อาหารจานนี้สามารถกินได้อย่างสบายใจ ในทุกการปฏิบัติทุกการประกอบอาหารการปรุงมีความปลอดภัย ในฐานะครูผู้สอนนี่คือสิ่งที่ภูมิใจ”
“ที่นี่คอร์สเรียนจะไม่แฟนซี เราจะเชื่อมั่นในความเป็นพื้นฐาน ถ้านักเรียนมาแล้วคาดหวังจะเจออาหารไทยแบบแฟนซี ไม่มีแน่นอน จะเรียบง่าย เป็นพื้นฐาน รักษาความดั้งเดิมไว้ ทุกอย่างมีขั้นตอนทั้งหมด”

จาก “วิศวกร” สู่ “เชฟผู้สอนทำอาหาร” เธอเผยว่า “ทุกคนสามารถเป็นทุกอย่างที่อยากเป็นได้ สำคัญที่สุดอยู่ที่ความตั้งใจ”
“เราไม่ได้เรียนทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก แต่เรามักบอกลูกศิษย์เสมอว่า เริ่มช้าหรือเร็วไม่สำคัญเท่ากับการตั้งใจ เพราะถ้ามีเวลาน้อยคุณต้องตั้งใจมาก สมมุติคุณบอกว่าจบปริญญาตรีมา ทำงานมา 5 ปี แล้วอยากเปลี่ยนสาย ก็ต้องขยันพอสมควร แต่ไม่ได้หมายความว่าเปลี่ยนไม่ได้ เป็นคนเชื่อว่าไม่มีอะไรทำไม่ได้ เพราะเกิดมาคนเราทำไม่เป็นซักอย่าง มนุษย์มีความสามารถพิเศษคือ เรียนรู้ได้ แต่ที่ทำไม่ได้ คือคุณไม่เรียนรู้ ก็จะมีทำได้มาก ได้น้อย ไม่มีแบบทำไม่ได้ ที่ทำไม่ได้คือไม่ทำ เพราะฉะนั้นถ้านักเรียนบอกทำไม่ได้ ก็คือคุณไม่ทำ ลองทำก่อน”
คร่ำหวอดวงการอาหารมาตั้งแต่ยุคที่เชฟไม่ได้เป็นอาชีพฮิต จนปัจจุบัน เชฟกลายเป็นอาชีพในฝันของใครหลายคน
เชฟวิไลรัตน์ กล่าวว่า ยุคนี้วงการเชฟน่าสนุกและตื่นเต้น เพราะทุกอย่างเคลื่อนที่ตลอดเวลา จากเมื่อก่อนอยู่ข้างหลัง แต่ตอนนี้ต้องอยู่ข้างหน้า คุณสามารถเป็นคนดังในวงการเชฟได้ เป็นอีกวงการที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วไป เราก็ต้องให้เครดิตกับรัฐบาล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นวงการอาหาร เช่น การนำมิชลินสตาร์เข้ามา ทำให้คนรู้จัก ทำให้คนรุ่นใหม่อยากก้าวเข้ามาแล้วประสบความสำเร็จ ทำให้ครอบครัวภูมิใจในอีกอาชีพหนึ่ง ต้องขอบคุณเชฟดังๆ หลายคนที่ทำได้ดีมากๆ

ในฐานะ “เชฟอาหารไทย” เธอมองทิศทางของอาหารไทยในปัจจุบันว่า อาหารไทยอยู่อันดับต้นๆ ที่คนทั่วโลกรู้จักมากขึ้นว่ามีอาหารที่หลากหลาย ทั้งอาหารเหนือ กลาง ใต้ อีสาน ไม่ได้รู้จักแค่แกงเขียวหวาน ผัดไทย มัสมั่นไก่ ต้มยำกุ้ง แต่รู้จักอาหารไทยที่ทำให้คนอยากมาเมืองไทยเพื่อกินอาหารไทยที่หลากหลายมากขึ้น
“ยูทูบเบอร์ต่างๆ เน็ตฟลิกซ์ นำเสนออาหารไทยที่มีรายละเอียด ทำให้อาหารไทยไปในสเต็ปที่คนอยากมากินในแบบวัฒนธรรมที่คนไทยกิน คนเปิดมุมมองอาหารไทยเยอะขึ้น ชาวต่างชาติกล้าที่จะชิมอาหารไทยมากขึ้น ไม่ใช่แค่ 10 อันดับเมนูอาหารไทยที่เจอ สามารถเป็น Soft Power เป็นตัวสื่อสารความเป็นไทยได้ง่าย เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องกิน อีกทั้งอาหารยังเป็นตัวเชื่อมเข้ากับวัฒนธรรมได้ด้วย”
“แต่ไม่ได้หมายความว่าสารอื่นไม่สำคัญ หากอาหารเป็นสิ่งที่คนเข้ามาแล้วเข้าใจง่ายขึ้น นำไปสู่ช่องทางอื่นๆ ทำให้คนเข้าถึงประเทศไทยได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น” เชฟวิไลรัตน์ทิ้งท้าย

