ตะลุย ‘ฮ่องกง’ สวรรค์นักกิน ที่คนรักอาหาร ตกหลุมรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า

4.10.25 | 16:45 น.

ตะลุย ‘ฮ่องกง’ สวรรค์นักกิน ที่คนรักอาหาร ตกหลุมรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ถ้าหากพูดถึงสถานที่ที่สามารถเดินทางไป “ตะลุยกิน” ได้บ่อยแบบไม่มีเบื่อ ชื่อของ “ฮ่องกง” คงเป็นชื่อแรกที่หลายคนนึกถึง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยว “สายกิน” ที่ยกให้ฮ่องกงเป็นหนึ่งใน “Food Paradise” สวรรค์ของคนรักอาหาร ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวสายกินจากทั่วทุกมุมโลก ให้มาลิ้มลองเสน่ห์ของฮ่องกงผ่านจานอาหาร ตั้งแต่สตรีทฟู้ดที่เรียงรายอยู่ตามซอกซอย หรือร้านโลคอลที่เย้ายวนเราด้วยกลิ่นอาหารหอมฟุ้ง ซึ่งทุกคำที่ได้ลิ้มลองไม่เพียงแต่บอกเล่าเรื่องราวของอาหาร แต่ยังสะท้อนวัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ฮ่องกงจึงไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทาง แต่เป็นประสบการณ์ที่จะทำให้คนรักอาหาร “ตกหลุมรัก” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ซึ่งเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปสัมผัสความเป็น Food Paradise ของฮ่องกงด้วยตัวเองกับ การท่องเที่ยวฮ่องกง ซึ่งการเดินทางครั้งนี้นำทริปโดย “พี่แป๋ว จากเพจ Eat Like 852” หรือ “นันทนา ลี” เจ้าของเพจที่อัพเดตข่าวสารเกี่ยวกับฮ่องกงทั้งกิน เที่ยว ดื่ม รวมถึงข่าวประจำวันต่างๆ ได้อาสาพาเราออกตะลุย “ชิม” พิสูจน์ความเป็นสวรรค์แห่งอาหารในย่านเด็ด ร้านดัง ที่คัดมาเพื่อสายกินโดยเฉพาะชนิดที่ “ไม่มีผิดหวังแน่นอน” 

ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีที่พี่แป๋วย้ายมาอยู่ฮ่องกง เธอกลายเป็นเหมือน “คีย์แมนด้านอาหาร” ของคนไทยในฮ่องกง สำหรับการรีวิวที่เธอทำไม่ใช่แค่การแชร์ร้าน แต่คือการบันทึกวัฒนธรรมการกินของท้องถิ่นที่ยังคงดำเนินอยู่ และทริป 3 คืน 4 วันที่ฮ่องกงในครั้งนี้ ก็เปรียบเสมือนเป็น “คู่มือการชิมฉบับพิเศษ” ที่อยากชักชวนให้เก็บกระเป๋ามาเที่ยวฮ่องกงด้วยกัน

Advertisement

เริ่มต้นที่ย่าน “หว่านจ๋าย” (WanChai) ย่านที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งอดีต ทั้งศิลปะ วัฒนธรรม และการช้อปปิ้ง รวมไปถึงการ “มูเตลู” แต่การมาเยือนหว่านจ๋ายในครั้งนี้ แน่นอนว่าจุดมุ่งหมายหลักคือการหาของอร่อย ซึ่งหลังจากที่เดินออกจากสถานีรถไฟฟ้า MTR ไม่กี่ก้าว จะได้กลิ่นน้ำซุปหอมๆ ลอยมาตามลมที่พัดลอดใต้สะพาน “Bowrington Bridge” ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน “Bowrington Bridge Hotpot” ที่คึกคักด้วยคนท้องถิ่น นั่งล้อมหม้อไฟ ท่ามกลางเสียงน้ำซุปเดือดปุดๆ คลอไปกับเสียงหัวเราะของกลุ่มเพื่อนและครอบครัว โดยทางร้านมีน้ำซุปให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ “ซุปไก่มะพร้าว” หอมละมุน ไปจนถึง “ซอสสะเต๊ะ” เข้มข้น ที่เพียงแค่ยกตะเกียบคีบลูกชิ้นปลาโฮมเมดจากทางร้านก็รู้สึกได้ถึงความใส่ใจของเชฟ

Bowrington Bridge Hotpot

นอกจากนี้ ยังมีเมนูเซตเล็กสำหรับให้ลูกค้าที่มาเพียง 2 คน ก็ยังสามารถทานฮอตพอตได้ ในร้านตกแต่งแบบฮ่องกงวินเทจ มีโคมไฟสีแดงที่ใช้ในตลาดสมัยก่อนเป็นพร็อพ และอุปกรณ์บนโต๊ะอาหารที่ตกแต่งด้วยข้อความภาษาจีน สำหรับสายชาบูหม้อไฟ หากมีโอกาสมาเยือนหว่านจ๋ายห้ามพลาดร้านนี้ด้วยประการทั้งปวง

เดินจากร้านหม้อไฟมาอีกนิด ไม่ไกลมีร้าน “Bakehouse Wan Chai Bakery & Cafe” ร้านขนมอบที่มีคนต่อคิวตั้งแต่เช้า กลิ่นครัวซองต์เนยกรุ่นๆ ผสมกับกลิ่นซาวโดว์อบใหม่ๆ ชักชวนให้คนที่เดินผ่านเป็นต้องแวะทุกครั้ง ซึ่งร้านนี้เป็นหนึ่งในร้านยอดฮิตของนักท่องเที่ยว โดยมีเมนูไฮไลต์คือ “sourdough egg tart” ทาร์ตไข่รสชาติหวานละมุน ยิ่งรับประทานตอนร้อนๆ การันตีความฟินแบบทะลุปรอท

Bakehouse Wan Chai Bakery & Cafe

หลังจากสำราญไปกับทาร์ตไข่เจ้าดังแล้ว อย่าลืมแวะ “Kee Wah Bakery & Studio” ร้านขนมเก่าแก่ที่เป็นหนึ่งในหมุดหมายของนักท่องเที่ยว เพราะนอกจากจะได้เพลิดเพลินไปกับการเลือกซื้อของฝากที่มีให้เลือกทั้ง พายสับปะรดหรือคุกกี้ ยังมีกิจกรรม “เวิร์กช็อปทำขนมไหว้พระจันทร์” ที่รับประกันทั้งความสนุกและเรื่องเล่าเก็บกลับบ้าน

Kee Wah Bakery & Studio
Tea Room
เวิร์กช็อปทำขนมไหว้พระจันทร์

หรือยกระดับมื้ออาหารไปอีกขั้น โดยการไปเยือนภัตตาคาร “Seventh Son” ร้านอาหารมิชลิน 1 ดาว จาก Hong Kong Macau Michelin Guide 2025 โดยมีเมนูซิกเนเจอร์อย่าง หมูหัน กรอบนอกแต่ละมุนในปาก ไปจนถึง “ไก่ทอดกรอบสูตรลับ” ที่หลายคนยกให้เป็น “ที่สุดในฮ่องกง” ซึ่งเมนูอาหารทั้งหมดเปรียบเสมือนบทเรียนที่เชฟ “Chui Wai Kwan” ถ่ายทอดมาจากผู้เป็นพ่อ ซึ่งเรียกได้ว่า หากใครได้ลิ้มลองจะรู้สึกได้ถึงรสชาติที่สะท้อนประวัติศาสตร์การกินของตระกูลนี้อย่างแน่นอน

หมูหัน

เชฟ Chui Wai Kwan

แต่ถ้าหากใครอยากลอง “ชานมแบบฮ่องกงแท้ๆ” ต้องมาที่ร้าน “Ho Wah Restaurant” เป็นหนึ่งในร้านสไตล์ชาชางเตง (Cha Chaan Teng) หรือร้านอาหารเช้าแบบฮ่องกงที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1952 ในอดีตเคยเป็นเพียงรถเข็น ที่เร่ขายไปตามถนน Mallory Street ก่อนจะได้ย้ายเข้ามาเปิดเป็นร้านถาวรในตัวอาคาร จากนโยบายการจัดระเบียบเมืองของรัฐบาล และได้ขยายร้านออกมาอีกหนึ่งห้อง ปัจจุบันดำเนินการโดยทายาทรุ่นที่สามคือคุณ “Bill Ho” ซึ่งร้านแห่งนี้เสิร์ฟชานมสไตล์ฮ่องกง กาแฟ ทานคู่กับอาหารง่ายๆ เช่น เฟรนช์โทสต์ และขนมปังลูกเกดสอดไส้ “คายา” (สังขยาแบบฮ่องกง) และเนยสด

สาธิตการทำชานมสไตล์ฮ่องกง
เซตเมนูอาหารเช้า เฟรนช์โทสต์ และขนมปังลูกเกดสอดไส้ คายา หรือ สังขยาฮ่องกง

หลังจากชิมทั่วย่านหว่านจ๋ายแล้ว มาต่อกันที่ “ย่านเซ็นทรัล” (Central) ที่ครั้งนี้ได้เปลี่ยนบรรยากาศไปเยือนบาร์ “The Opposites” โปรเจ็กต์บาร์ล่าสุดของบาร์เทนเดอร์ชื่อดังแห่งฮ่องกง “Antonio Lai” เจ้าของ Quinary บาร์ที่ได้รางวัลของทั้ง Asia’s 50 Best Bars และ The World’s 50 Best Bars มาอย่างต่อเนื่องและ Samuel Kwok อดีตเพื่อนร่วมทีมได้ร่วมกันผนึกกำลังสร้างสรรค์บาร์แห่งใหม่ ที่ผสมผสานสไตล์ค็อกเทลของแต่ละคน ที่แม้จะตรงข้ามกัน แต่กลับส่งเสริมกัน ซึ่งแสดงออกผ่านเมนูค็อกเทล ซึ่งจะมีเมนูหลักแตกออกเป็นเมนูแบบ classic และ innovative ให้ได้ลอง

“ย่านจิมซาจุ่ย” (Tsim Sha Tsui) ย่านยอดฮิตของนักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างชาติ ซึ่งในทริปนี้ได้มีโอกาสไปชิมขนมหวาน และของว่างสไตล์จีนที่ Lobby Lounge ในโรงแรม “Kowloon Shangri-la Hong Kong” สัมผัสช่วงเวลา “Moonlight Hours” ที่จะเสิร์ฟเมนูขนมหวาน และของว่างกว่า 20 รายการ ท่ามกลางบรรยากาศหรูหราริมอ่าววิคตอเรีย

โรงแรม Kowloon Shangri-la Hong Kong

หลังจากนั้น เดินทางไปสำรวจของอร่อยกันต่อที่ “ย่านเหยามาเต่ย” (Yau Ma Tei) เป็นย่านนักท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ในย่านเกาลูนตะวันตก (West Kowloon) พิกัดเด็ด คือ “ตลาดค้าส่งผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในฮ่องกง” (Yau Ma Tei Fruit Market) ได้ยินชื่อก็ไม่ต้องกลัวจะต้องซื้อยกลังเพราะสามารถซื้อปลีกได้ด้วย นอกจากนั้นยังมี “ตลาดขายหยกและเครื่องประดับ” (Yau Ma Tei Jade Market) และ “ถนนสายเครื่องครัว” บนถนน Shanghai Street

ตลาดค้าส่งผลไม้
ตลาดค้าส่งผลไม้
ถนนเซี่ยงไฮ้

“ย่านเกาลูนซิตี้ (Kowloon City)” โดยย่านนี้เรามาฝากท้องกันที่ “Lok Hau Fook Restaurant” เป็นร้านอาหารจีนแต้จิ๋วแบบดั้งเดิมที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1954 เชี่ยวชาญในการทำอาหารแต้จิ๋วคุณภาพเยี่ยม ท่ามกลางบรรยากาศย้อนยุคที่ถ่ายทอดความเป็นต้นตำรับได้อย่างสมบูรณ์แบบ เมนูของร้านมีตั้งแต่เมนูดังและเมนูประจำถิ่นที่หาทานได้ยากในฮ่องกง ไม่ว่าจะเป็นแพนเค้กเมล่อนแบบแต้จิ๋ว เกี๊ยวไก่ หรือเผือกทอดเคลือบน้ำตาล

Lok Hau Fook Restaurant

 

นอกจากนั้นคนไทยอย่างเรายังสามารถสัมผัสกลิ่นอายแบบไทยๆ ที่หากไปแล้วอาจจะคิดถึงบ้าน บนถนน “South Wall Road” ถนนในเกาลูนซิตี้ที่อบอวลไปด้วยความเป็นไทย มีร้านอาหารไทย ร้านนวด รวมไปถึงร้านขายของชำจากไทยเรียงรายสองข้างทาง ในความรู้สึกเหมือนได้แวะกลับไทยในทันที เพราะไม่ว่าจะเป็นสินค้าไทยแบรนด์ใด ที่นี่ก็มีจำหน่ายหมด รวมไปถึงลอตเตอรี่ไทยอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีร้านจำหน่ายใบชา “Ming Heung Tea Co” โดยเปิดมาตั้งแต่ปี 1963 มีใบชาซิกเนเจอร์คือชาทิกวนอิม (Tie Guan Yin) ซึ่งเป็นชาอู่หลงกึ่งหมักจากมณฑลฝูเจี้ยน มากไปกว่านั้นยังมีอาหารฮาลาลจากร้าน “Islam Food” ที่เป็นหนึ่งในร้านประจำย่านเกาลูนซิตี้มาตั้งแต่ยุค 1980 และเป็นที่รู้จักทั่วฮ่องกงจากเมนูซิกเนเจอร์อย่างขนมปังยัดไส้เนื้อวัวทอด สำหรับใครที่ชอบทานแกง ร้านนี้ก็มีเมนูอร่อยให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแกงแพะ แกงลิ้นวัว หรือแกงกะหรี่วุ้นเส้นเนื้อส่วนอกที่เข้ากันได้ดีกับอาหารจานหลักอื่นๆ ในร้าน หากเป็นของหวานต้องร้าน “Queen Sophie” ทาร์ตไข่สไตล์ฮ่องกงที่ได้รับความนิยมในย่านเกาลูนซิตี้

Islam Food

ปิดท้ายด้วย “ย่าน Sai Ying Pun” กับบาร์ค็อกเทลแบบโอมากาเสะอย่าง “Mostly Harmless” ที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องสีขาว ซึ่งจะมีชื่อของแขกและวัตถุดิบหลักของเมนูเขียนไว้ที่กำแพง โดยคอนเซ็ปต์ของบาร์นี้คือการเสิร์ฟเมนูที่เปลี่ยนไปทุกสัปดาห์ จากวัตถุดิบหลักจากฟาร์มพันธมิตรที่ผลัดเปลี่ยนกันมาส่ง วัตถุดิบที่ไม่ซ้ำกัน ทำให้บาร์แห่งนี้เปิดเพียงอาทิตย์ละ 4 วัน เท่านั้น เพื่อให้เวลาทีมงานได้คิดค้นเมนูใหม่ๆ โดยมีทั้งเมนูแบบค็อกเทล และม็อกเทล

นอกจากร้านอาหารโลคอลแล้ว หากอยากเปลี่ยนบรรยากาศเป็นการจิบไวน์ดีๆ เคล้าไปกับไฟระยิบระยับของตึกสูง ยังมีร้านอาหารตะวันตกอย่าง “CulinArt 1862” ร้านฝรั่งเศสสไตล์ “กรีนๆ” ภายใต้การร่วมมือกับ “Towngas” ในย่านคอสเวย์เบย์ แนวคิดหลักของร้านคือการใช้วัตถุดิบจากฟาร์มของตัวเอง และสนับสนุนเกษตรกรในฮ่องกง พร้อมให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในทุกๆ ขั้นตอนการปรุงอาหาร ทั้งนี้ ยังมีการเปิดคลาสสอนทำอาหารทั้งอาหารจีน อาหารตะวันตก และเบเกอรี่ ขนมหวาน โดยหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นไปตามแนวทางของของรัฐบาลฝรั่งเศส เมื่อจบหลักสูตรจะได้รับใบประกาศจากรัฐบาลฝรั่งเศสเป็นการรับรอง เพื่อให้นักเรียนที่เรียนจบไปสามารถนำความรู้ไปใช้งานได้จริง

ย่านคอสเวย์เบย์
Fruit Garden Salad

 

Wild Mushroom Risotto
Basque Burnt Cheescake

 

 

เรียกได้ว่าสมกับฉายาการเป็น “Food Paradise” แห่งเอเชียอย่างไม่มีข้อกังขา เพราะนอกจากสถานที่ท่องเที่ยว และบ้านเมืองที่สวยงามแล้ว ยังเต็มไปด้วยรสชาติให้ค้นหา ในทุกคำที่ได้ลิ้มลองในแต่ละย่าน ซึ่งทำให้เห็นความหลากหลายของวัฒนธรรมผ่านจานอาหาร จากหม้อไฟ ถึงค็อกเทลในบาร์ล้ำๆ จากเฟรนช์โทสต์ จนถึงบุฟเฟต์ขนมหวานโรงแรมหรู ทุกที่คือเรื่องราวที่ถักทอเป็น “รสชาติของฮ่องกง” ที่ไม่เหมือนใคร