สงกรานต์ในสายตา ‘Gen Z’ เล่นน้ำ VS อยู่บ้าน เทศกาลที่(เคย)สนุก หรือ ‘อาจจะยังน้าา’
เมื่อสายลมร้อนของเดือนเมษายนพัดผ่านมาอีกครั้ง พร้อมกับน้ำที่สาดกระเซ็นกลางถนน ภาพจำของ “สงกรานต์” ค่อยๆ ถูกปลุกขึ้นมา เสียงเพลงจังหวะสนุก น้ำที่กระเซ็นกระทบผิวกาย รอยยิ้มของผู้คนที่ไม่รู้จักกัน แต่กลับหัวเราะร่วมกันได้อย่างง่ายดาย ทั้งหมดนี้เคยเป็นภาพจำที่ชัดเจนในเทศกาลสงกรานต์ของใครหลายคน แต่ในวันนี้ เมื่อเราหันกลับไปมองคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ “Gen Z” วัย 17-27 ปี คำถามที่น่าสนใจจึงเกิดขึ้นว่า ในโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ประเพณีขึ้นปีใหม่ไทยยังสามารถ “แตะหัวใจ” ของพวกเขาได้อยู่หรือไม่ จากบทสัมภาษณ์ของคนรุ่นใหม่ 4 คน ที่เติบโตมาในช่วงรอยต่อระหว่างโลกอนาล็อกและดิจิทัล โดยมีช่วงอายุ อาชีพ และพื้นเพแตกต่างกัน ซึ่งเราอาจได้คำตอบที่ไม่ใช่แค่ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” แต่เป็นความรู้สึกที่ซับซ้อน ลึกซึ้ง และสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของสังคมในหลายมิติ
- สงกรานต์ในวันวาน : ภาพจำที่ยังอุ่นอยู่ในใจ
สำหรับหลายคน “สงกรานต์” ไม่ได้เริ่มต้นที่เสียงเพลงหรือการเล่นน้ำ แต่เริ่มจากการเดินทางกลับบ้าน
“ปอย-ฐิติพร เตอะอำภา” วัย 26 ปี เจ้าของธุรกิจลานกางเต็นท์ The forester สะปัน จ.น่าน เล่าด้วยน้ำเสียงอบอุ่นว่า ทุกปีเธอจะกลับบ้านไปหาครอบครัว ใช้เวลาอยู่กับญาติพี่น้อง และร่วมกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เธอรู้สึกว่า “บ้าน” มีความหมายมากที่สุด “มันไม่ใช่แค่พิธี หรือเทศกาลที่ทำต่อเนื่องกันมา แต่มันคือวันที่เราได้กลับไปเจอคนที่เรารัก ได้เห็นรอยยิ้มของตากับยาย ซึ่งมันเป็นความรู้สึกที่อบอุ่นมาก” คำพูดของเธอสะท้อนสิ่งที่คนรุ่นใหม่หลายคนยังคงยึดถือ แม้โลกจะเปลี่ยนไปเพียงใด “ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว” ก็ยังคงเป็นแก่นสำคัญของเทศกาลนี้ เพียงแต่อาจไม่ได้แสดงออกผ่านการออกไปเล่นน้ำเสมอไป
ขณะที่ “ฟิว-กฤตภักค สิงห์ขรณ์” นักเรียนชายวัย 17 ปี จ.เพชรบุรี ตัวแทนวัยรุ่นเจน Z เลือดข้น และ “เดียร์-ธีรดา หลวงใหญ่” พนักงานการเงินหญิง วัย 26 ปี จ.ลำปาง ที่แม้ทั้งคู่เป็นคนต่างรุ่น หากแต่ยังมีมุมมองคล้ายคลึงกัน ในเรื่องที่พวกเขามองว่าเทศกาลสงกรานต์คือ “การพักผ่อน” จากชีวิตที่เร่งรีบ เป็นเวลาที่ได้หยุดหายใจ และกลับมาอยู่กับตัวเองหรือคนใกล้ชิด “มันเหมือนเป็นการรีเซตชีวิตนิดๆ นะ ได้หยุดจากทุกอย่างจริงๆ” นักเรียนชายกล่าว ในขณะที่ “น้ำอิง-วรดา เครือวิเสน” นักศึกษาหญิง วัย 20 ปี จ.ชลบุรี ขอเลือกใช้ช่วงเวลาเทศกาลสงกรานต์อย่างเรียบง่าย ไม่ว่าจะเป็นการได้นอนพัก อยู่กับคนที่รัก ไปจนถึงการทำบุญ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ดูธรรมดา แต่กลับมีคุณค่าทางจิตใจ

- จาก ‘เล่นน้ำหน้าบ้าน’ สู่ ‘สังเวียนคอนเทนต์’
หากย้อนกลับไปเมื่อ 10-15 ปีก่อน ภาพของสงกรานต์ในต่างจังหวัดคือภาพของถังน้ำหน้าบ้าน ซุ้มเล็กๆ ที่ตั้งเรียงราย และเสียงหัวเราะของคนในชุมชน เด็กๆ วิ่งเท้าเปล่าบนถนนคอนกรีตที่ร้อนระอุ ผู้ใหญ่ยืนถือขันน้ำคอยสาดอย่างเอ็นดู บางบ้านเปิดเพลงลูกทุ่งคลอเบาๆ ให้จังหวะของความสุขไหลไปพร้อมกับสายน้ำที่ถูกสาดออกมาอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย รวมถึงรถกระบะที่ขับผ่านช้าๆ กลายเป็นเป้าหมายของเสียงเฮ ผู้โดยสารบนรถเองก็ไม่ต่างกัน ต่างฝ่ายต่างยิ้มให้กันราวกับรู้จักกันมานาน ทั้งที่อาจไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน กับเรื่องนี้ ปอย ฐิติพร เล่าด้วยรอยยิ้มว่า “เมื่อก่อนแค่ขี่รถผ่านบ้านไหนก็โดนสาดน้ำแล้ว ทุกบ้านเล่นหมด มันสนุกแบบไม่ต้องคิดอะไรเลย” แต่ในปัจจุบัน ภาพเหล่านั้นกลับค่อยๆ เลือนหาย แทนที่ด้วยกิจกรรม อีเวนต์ขนาดใหญ่ แสง สี และฝูงชนจำนวนมากในพื้นที่จัดงาน
ด้าน ฟิว กฤตภักค มองว่า สงกรานต์ยุคใหม่กลายเป็น “อีเวนต์” มากกว่าประเพณี “มันดูเป็นคอนเทนต์มากขึ้น ทุกคนถ่ายรูป ลงสตอรี่ เหมือนมาเพื่อสร้างภาพอะไรบางอย่าง” คำว่า “คอนเทนต์” ในที่นี้กลายเป็นคำสำคัญที่สะท้อนยุคสมัย เมื่อทุกช่วงเวลาสามารถถูกบันทึกและเผยแพร่ได้ทันที ความหมายของกิจกรรมก็อาจเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่ง น้ำอิง วรดา เสริมผ่านมุมมองของการเป็น “ผู้หญิง” ที่เคยสนุกกับเทศกาลสงกรานต์ว่า การเปิดรับวัฒนธรรมจากภายนอกผ่านสื่อ ทำให้รูปแบบการเล่นน้ำในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ทั้งการแต่งกายที่วาบหวิวขึ้น และพฤติกรรมที่บางครั้งมีการ “ล้ำเส้น”
“มันไม่เหมือนเดิมแล้ว บางทีมันรู้สึกไม่ปลอดภัย และไม่ให้เกียรติกัน” นั่นก็คือเสียงสะท้อนอีกด้านหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงที่เมื่อความสนุกบางรูปแบบอาจแลกมาด้วยความไม่สบายใจของใครบางคน ความรู้สึกเช่นนี้ค่อยๆ ก่อให้เกิดระยะห่างระหว่างผู้คนกับเทศกาลที่เคยคุ้นเคย จากพื้นที่แห่งความสุขที่เปิดรับทุกคน กลายเป็นพื้นที่ที่บางคนต้อง “ชั่งใจ” ก่อนจะก้าวเข้าไป ความสนุกที่เคยบริสุทธิ์จึงแฝงไปด้วยความระแวดระวัง หลายคนเลือกถอยออกมาอยู่ในโซนปลอดภัยของตัวเอง เลือกเล่นกับกลุ่มเพื่อนเล็กๆ หรือบางครั้งก็เลือกไม่เข้าร่วมเลย ไม่ใช่เพราะไม่สนับสนุน แต่เพราะพวกเขากำลังตั้งคำถามกับรูปแบบของมันในวันนี้ว่าความสนุกนั้นยังคงเคารพกันและกันอยู่หรือไม่ และยังเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถยิ้มได้อย่างสบายใจเหมือนในวันวานหรือเปล่า
ในขณะที่ ปอย ฐิติพร เล่าว่า มีช่วงที่เธอยังคงออกไปเล่นน้ำกับเพื่อนๆ และมองว่าสงกรานต์เป็นโอกาสที่ดีในการเข้าสังคม ได้เจอกับเพื่อน ออกไปใช้ชีวิตบ้าง มันก็สนุกดี แต่สำหรับนักเรียนชาย ที่แม้จะอายุเพียง 16 ปี ความรู้สึกสนุกสนานนั้นกลับลดลง “มันยังสนุกนะ แต่ไม่สุดเหมือนตอนเด็กๆ แล้ว เหมือนเราเหนื่อยง่ายขึ้น แล้วก็ไม่อยากเจออะไรที่วุ่นวาย”

กับเรื่องนี้ น้ำอิง วรดา ยังคงมองว่าความสนุกสนานถูกลดทอนลงจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม “บางทีเล่นแรงเกินไป หรือมีการแตะเนื้อต้องตัว มันทำให้ไม่อยากเล่น” มุมมองนี้สะท้อนให้เห็นว่า “ขอบเขต” ของความสนุกในสังคมปัจจุบันกำลังถูกท้าทายมากขึ้น จากเดิมที่การเล่นน้ำเพื่อเป็นเพียงกิจกรรมคลายร้อน กลับกลายเป็นพื้นที่ที่บางครั้งผู้คนละเลยความเหมาะสมและการเคารพสิทธิของผู้อื่นโดยไม่รู้ตัวเมื่อความสนุกของบางคนไปกระทบความรู้สึกของอีกคนหนึ่ง ความไว้วางใจที่เคยมีต่อพื้นที่สาธารณะจึงค่อยๆ ลดลง ส่งผลให้หลายคนเลือกถอยห่างเพื่อรักษาความสบายใจของตนเอง และนี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้เสน่ห์ของสงกรานต์ในสายตาคนรุ่นใหม่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ขณะที่ เดียร์ ธีรดา เลือกที่จะชี้ให้เห็นถึงผลกระทบจากสถานการณ์ระดับโลก อย่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้เทศกาลต้องหยุดชะงัก ทั้งยังทำให้ความรู้สึก “อิน” ลดลงตามไปด้วย เพราะกลับกลายเป็นว่าช่วงเวลาที่เทศกาลต้องหยุดลงอย่างกะทันหันนั้น ส่งผลต่อ “ความผูกพัน” ทางความรู้สึกของผู้คนกับเทศกาลนี้ เมื่อความต่อเนื่องถูกตัดขาด หลายคนเริ่มคุ้นชินกับการใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ที่สงบและเป็นส่วนตัวมากขึ้น จนเมื่อทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง ความรู้สึกอยากกลับไปมีส่วนร่วมก็ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เหมือนกับว่าสงกรานต์ในความทรงจำยังคงอยู่ดังเดิม แต่ความรู้สึกของผู้คนกลับเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

เมื่อถามถึงเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจว่าจะออกไปเล่นน้ำหรือไม่ คำตอบที่ได้กลับเต็มไปด้วยรายละเอียดที่สะท้อนชีวิตจริงของคนรุ่นนี้ เดียร์ ธีรดา ตอบในฐานะเจน Z วัยทำงาน ว่า “เพื่อน” คือหนึ่งในแรงจูงใจสำคัญ ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงสำหรับหลายคน สงกรานต์คือโอกาสหนึ่งในการรวมตัว “มันเป็นช่วงที่ทุกคนว่างตรงกันจริงๆ” เพราะท่ามกลางตารางชีวิตที่วุ่นวาย การนัดหมายในวันปกติอาจกลายเป็นเรื่องยาก สงกรานต์จึงเป็น “พื้นที่เชื่อมความสัมพันธ์” ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ซึ่งช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้อยู่ด้วยกันนั้น กลายเป็นคุณค่าที่หลายคนโหยหา ยิ่งเมื่อก้าวเข้าสู่วัยทำงานหรือมีภาระหน้าที่มากขึ้น การได้เจอเพื่อนพร้อมหน้าพร้อมตาเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นช่วงเวลาพิเศษที่ควรค่าแก่การรักษาไว้
แต่ในขณะเดียวกัน ปัจจัยที่ทำให้ “ไม่อยากไป” ก็มีน้ำหนักไม่แพ้กัน ทั้งอากาศที่ร้อนจัดในประเทศไทย ฝุ่น PM2.5 ที่กระทบต่อสุขภาพ ความแออัดเบียดเสียดของผู้คน ความไม่ปลอดภัย กระทั่งความเหนื่อยล้าจากชีวิตประจำวัน ซึ่งสาวเจ้าของธุรกิจลานกางเต็นท์ พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “ทำงานเหนื่อยมาทั้งปี พอได้หยุดก็อยากนอนเฉยๆ หรือดูซีรีส์มากกว่า” นี่คือภาพสะท้อนของวิถีชีวิตยุคใหม่ ที่ความสมดุลระหว่างความสนุกและการดูแลตัวเองก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
การเลือกอยู่บ้านในช่วงวันหยุดเทศกาลของคนรุ่นใหม่ คือการยอมถอยออกจากความวุ่นวายเพื่อพักผ่อน นอนให้เต็มอิ่ม หรือใช้เวลาเงียบๆ กับกิจกรรมที่ชื่นชอบ ซึ่งนั่นกลายเป็นรูปแบบของความสุขแบบใหม่ เป็นความสบายใจที่ได้กลับมาเติมพลังให้ตัวเองอย่างแท้จริง

- สงกรานต์ยุคดิจิทัล โซเชียลมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจจริงหรือ?
ในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การเห็นเรื่องราวของเพื่อนๆ และกิจกรรมต่างๆ สามารถกระตุ้นความรู้สึกอยากมีส่วนร่วมได้ สำหรับ ฟิว กฤตภักค เผยว่า การส่องสตอรี่หรือคลิปสั้นของเพื่อนที่กำลังเล่นน้ำในช่วงสงกรานต์สร้างแรงดึงดูดราวกับ “FOMO” (Fear of Missing Out) ทำให้เขารู้สึกอยากออกไปมีส่วนร่วม แต่เมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจ เขาเลือกฟังเสียงของตัวเองมากกว่าอยู่ดี ความเหนื่อยล้าที่แท้จริงจากชีวิตประจำวันยังคงมีน้ำหนักมากกว่าแรงกระตุ้นจากหน้าจอ
ในส่วนของนักศึกษาอย่าง น้ำอิง วรดา ให้มุมมองที่ลึกกว่า โดยชี้ว่าโซเชียลมีเดียมีสองด้านที่ชัดเจนในเชิงอิทธิพลต่อพฤติกรรมของวัยรุ่น บางครั้งคลิปหรือโพสต์ที่สนุกสนานก็สามารถกระตุ้นความอยากไปเล่นน้ำได้เช่นเดียวกัน แต่บางครั้งภาพที่เห็นกลับทำให้รู้สึกว่าเทศกาลเต็มไปด้วยความวุ่นวายและไม่ปลอดภัย ทำให้ผู้คนถอยออกมาและเลือกอยู่บ้านแทน ในทางกลับกัน ปอย ฐิติพร แทบไม่ได้รับผลกระทบจากโซเชียลมากนัก เธอยังคงตัดสินใจตามความสะดวกและความรู้สึกของตัวเองมากกว่า นั่นสะท้อนให้เห็นว่า แม้ทั้งน้ำอิงและปอยจะอยู่ในยุคเดียวกัน การรับอิทธิพลจากสื่อดิจิทัลของคนเจน Z ก็ไม่เหมือนกันเลย ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความสนใจ และมุมมองส่วนบุคคลมากกว่า

สิ่งที่น่าสนใจคือ จากบทสัมภาษณ์ของทั้ง 4 คน สะท้อนถึงแนวโน้มของคน Gen Z ที่เลือก “อยู่บ้าน” ในช่วงสงกรานต์ ไม่ใช่เพราะไม่ชอบเทศกาล แต่เพราะมีทางเลือกในการสร้างความสุขมากขึ้น ทั้งการดูซีรีส์ อ่านนิยาย ท่องเที่ยวแบบสงบ หรือแม้แต่นั่งเฉยๆ สำหรับสงกรานต์ในอนาคต ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การรักษาประเพณี แต่เป็นการปรับให้สอดคล้องกับยุคสมัย เช่น การเล่นน้ำอย่างปลอดภัย เคารพสิทธิผู้อื่น ลดความแออัด สร้างพื้นที่ควบคุมได้ เพิ่มกิจกรรมสร้างสรรค์ ใช้ดนตรี ศิลปิน หรือคอนเสิร์ตดึงดูด และปลูกฝังคุณค่าทางวัฒนธรรมตั้งแต่เด็ก เพราะแม้คนรุ่นใหม่จะมีทางเลือกที่หลากหลาย แต่ก็ยังพร้อมเข้าร่วมกิจกรรมที่ชอบ
“ถ้ามีศิลปินที่ชอบ ก็พร้อมไปเลย ต่อให้เหนื่อยก็ยอม” ปอย ฐิติพร กล่าวพร้อมหัวเราะ
สำหรับ Gen Z เทศกาลสงกรานต์ไม่ได้สูญเสียเสน่ห์ไป หากแต่ในมุมมองของคนรุ่นใหม่ เทศกาลสงกรานต์เป็นมากกว่าการเล่นน้ำ เป็นช่วงเวลาพักผ่อน ได้เติมพลังชีวิต และเชื่อมสัมพันธ์กับครอบครัว เพื่อน หรือแม้แต่ให้เวลากับตัวเอง ซึ่งหากรัฐบาลปรับให้สอดคล้องกับยุคสมัย สร้างพื้นที่ที่ปลอดภัย ให้ทุกคนสนุกสนานบนความเคารพซึ่งกันและกัน สงกรานต์ก็จะยังคงเป็นเทศกาลที่ทุกคนสามารถเข้าร่วมได้อย่างสบายใจ

