‘คลองใหญ่’ อันซีน จ.ตราด เปิดเสน่ห์เมืองชายแดน สัมผัสวิถีชุมชน 3 วัฒนธรรม ริมทะเล
หาก “ตราด” ในความทรงจำของใครหลายคนคือประตูสู่หมู่เกาะทะเลตะวันออก ภาพที่ปรากฏอาจเป็นท้องทะเลสีคราม หาดทราย และการเดินทางสู่เกาะช้าง หรือเกาะกูด แต่เบื้องหลังภาพจำของเมืองท่องเที่ยวทางทะเลแห่งนี้ ยังมีอีกด้านที่กำลังรอให้นักเดินทางออกไปค้นพบ นั่นคือ “อำเภอคลองใหญ่” ผืนแผ่นดินปลายสุดด้านตะวันออกของไทยที่ทอดตัวขนานไปกับทะเล ก่อนสิ้นสุดลงที่ชายแดนไทย-กัมพูชา
การเดินทางครั้งนี้ได้มีโอกาสออกสำรวจคลองใหญ่ไปพร้อมกับ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ซึ่งพาเราออกจากเส้นทางท่องเที่ยวที่คุ้นเคย ไปทำความรู้จักเมืองชายแดนแห่งนี้ผ่านผู้คน วิถีชีวิต อาหาร ธรรมชาติ และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ยิ่งเดินทางก็ยิ่งพบว่าคลองใหญ่ไม่ได้มีเพียงทะเลสวยหรือเป็นทางผ่านไปยังชายแดน แต่เป็นพื้นที่ที่ประวัติศาสตร์ ผู้คน และวัฒนธรรมเดินทางมาพบกัน จนเกิดเป็น “ชุมชนพหุวัฒนธรรม” ที่มีทั้งรากของวัฒนธรรมไทย เวียดนาม และจีน ขณะเดียวกันธรรมชาติริมฝั่งยังทำหน้าที่เป็นแหล่งอาหารและบ้านของผู้คนมาหลายชั่วอายุคน

การเดินทางมายังคลองใหญ่จึงคล้ายกับการเปิดหนังสือสารคดีเล่มหนึ่งที่แต่ละหน้ามีทั้งกลิ่นทะเลโชย เสียงเรือ วิถีประมง ศาลเจ้าเก่าแก่ กระทั่งเรื่องราวของผู้คนที่เลือกจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ มากกว่าจะเอาชนะธรรมชาติ
-
‘บ้านไม้รูด’ เมื่อทะเลคือทั้งบ้านและแหล่งประกอบอาชีพ
จุดเริ่มต้นที่ดีของการทำความรู้จักคลองใหญ่อาจเป็น “บ้านไม้รูด” ชุมชนประมงพื้นบ้านเก่าแก่ริมคลองไม้รูด ที่ยังรักษาวิถีชีวิตแบบชาวเลเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ ภาพแรกที่เห็นอาจเป็นเพียงเรือประมงจอดเรียงราย บ้านเรือนริมคลอง และผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่าย แต่หากค่อยๆ เดินเข้าไป จะพบว่าทุกองค์ประกอบมีเรื่องราวของตัวเอง ตั้งแต่เครื่องมือประมงพื้นบ้าน ไปจนถึงอาหารทะเลที่เดินทางจากเรือของชาวบ้านมาสู่สำรับอาหาร

เสน่ห์ของบ้านไม้รูดไม่ได้เป็นเพียง “สถานที่ท่องเที่ยว” หากแต่เป็นชุมชนที่เปิดโอกาสให้นักเดินทางเข้าไปเรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คน ตั้งแต่การทำประมง การแปรรูปอาหารทะเล ไปจนถึงการเรียนรู้ระบบนิเวศของป่าชายเลน หนึ่งในกิจกรรมที่ได้สัมผัสคือการ “งมหอย” เป็นประสบการณ์ที่เมื่อได้ลงมือจริงกลับเต็มไปด้วยความสนุก เพราะต้องอาศัยทั้งการสังเกตและความชำนาญในการค้นหาหอยตามพื้นที่ชายเลน

บ้านไม้รูดไม่ได้มีเพียงทะเลที่เป็นทั้งบ้านและครัวของผู้คน หากยังมี อาหารพื้นบ้าน ที่บอกเล่ารากวัฒนธรรมของชุมชนผ่านรสชาติ ตั้งแต่แกงหอยถ่าน มะพร้าวคั่ว กะปิคั่ว แกงส้มใบสันดาน มันเทียมต้มกะทิ กระดูกปลาต้มกะทิใส่ฟัก ไปจนถึง “ขนมบันดุ๊ก” ขนมพื้นบ้านที่พบได้ในพื้นที่ชายฝั่งตะวันออก
“บันดุ๊ก” เป็นขนมพื้นบ้านเนื้อนุ่มหนึบ ทำจากแป้ง นำมาปรุงกับกะทิและน้ำตาล ก่อนห่อหรือจัดเป็นคำตามแบบของคนในท้องถิ่น รสชาติหวานมันและมีกลิ่นหอมของกะทิ เป็นอีกหนึ่งเมนูที่อาจไม่ได้พบเห็นบ่อยในร้านขนมทั่วไป แต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาการใช้วัตถุดิบเรียบง่ายที่มีอยู่ในชุมชนมาสร้างเป็นอาหารกินเล่นของคนริมทะเล

ส่วน “กระดูกปลาต้มกะทิใส่ฟัก” ก็เป็นอีกเมนูที่ชวนให้เห็นภาพวิถีครัวของคนริมทะเลได้อย่างชัดเจน ใช้ส่วนของปลาที่หาได้ในท้องถิ่นมาต้มกับกะทิและฟักจนได้รสหวานมัน หอมกลิ่นกะทิ เป็นอาหารเรียบง่ายที่สะท้อนแนวคิดการใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่า และเปลี่ยนของที่มีอยู่ใกล้ตัวให้กลายเป็นสำรับอาหารประจำบ้าน เสน่ห์ของอาหารเหล่านี้จึงไม่ได้อยู่ที่ความแปลกใหม่ หากอยู่ที่การได้รู้ว่าอาหารหนึ่งจานหรือขนมหนึ่งชิ้น ล้วนมีเรื่องราวของผู้คนและพื้นที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
เสน่ห์อีกอย่างของเส้นทางนี้คือการได้เห็นว่า “การท่องเที่ยว” กับ “การอนุรักษ์” ไม่จำเป็นต้องแยกออกจากกัน การล่องเรือเข้าไปตามคลอง ทำให้เห็นป่าชายเลนสองฝั่งที่ยังคงความเขียวชอุ่มของต้นโกงกาง ขณะที่สายน้ำค่อยๆ พาเราออกจากโลกของถนนเข้าสู่โลกของชุมชนและธรรมชาติ ในครั้งนี้กิจกรรม CSR ถูกออกแบบให้ผู้มาเยือนได้ลงมือทำจริง ทั้งล่องเรือ งมหอย และปลูกป่า จากเดิมที่เราอาจเป็นเพียงคนดู กลายเป็นคนที่ได้สัมผัสพื้นที่ด้วยตัวเอง

การปลูกต้นไม้ต้นเล็กๆ ริมป่าชายเลนอาจดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อรู้ว่าพื้นที่สีเขียวเหล่านี้เกี่ยวพันกับทั้งระบบนิเวศและวิถีทำกินของชุมชน ความหมายของต้นไม้หนึ่งต้นจึงเปลี่ยนไป เราไม่ได้เพียงมาเที่ยวแล้วกลับบ้านพร้อมรูปถ่าย แต่ได้ทิ้งบางสิ่งไว้ และในทางกลับกันก็ได้ความตระหนักรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมกลับไปด้วย

-
ปั่นจักรยานผ่านคลองใหญ่ เมืองเล็กๆ ที่มีเรื่องราว ‘ใหญ่’ กว่าที่คิด
จากบ้านไม้รูด มุ่งเข้าสู่ชุมชนคลองใหญ่ ลองเปลี่ยนพาหนะเป็นจักรยาน แล้วค่อยๆ ปั่นไปตามถนนและชุมชน การปั่นจักรยานทำให้การเดินทางมีจังหวะช้าลง เราได้เห็นบ้าน ร้านค้า ผู้คน และรายละเอียดเล็กๆ ที่รถยนต์อาจพาเราผ่านไปโดยไม่ทันสังเกต คลองใหญ่มีเสน่ห์จากการเป็นพื้นที่ที่วัฒนธรรมหลายสายมาพบกัน ทั้งไทย เวียดนาม และจีน ร่องรอยของการตั้งถิ่นฐาน การค้าขาย และความเชื่อจึงไม่ได้อยู่ในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน

หนึ่งในสถานที่ที่สะท้อนรากวัฒนธรรมจีนได้ชัดเจนคือ “ศาลเจ้าแม่ทับทิมคลองใหญ่” ศาลเจ้าที่เป็นที่เคารพของชาวประมงในพื้นที่ เรื่องเล่าของศาลเจ้าระบุว่า องค์เจ้าแม่ทับทิมเป็นไม้แก่นจันทน์แกะสลักที่ลอยมากับทะเล ก่อนถูกชาวประมงอัญเชิญขึ้นจากน้ำและสร้างศาลให้เป็นที่ประทับ ลองยืนอยู่หน้าศาลเจ้าแล้วมองย้อนกลับไปยังทะเล จะเข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมความเชื่อเรื่องเทพผู้คุ้มครองการเดินทางทางน้ำจึงมีความหมายกับชุมชนประมง ศาลเจ้าแม่ทับทิมคลองใหญ่ จึงเปรียบเสมือนอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การเดินทางของผู้คนที่ผูกชีวิตไว้กับทะเล



ยิ่งเดินทางไปทางตะวันออก คลองใหญ่ยิ่งให้ความรู้สึกถึงคำว่า “ชายแดน” อย่างชัดเจน จนมาถึงบริเวณบ้านหาดเล็ก จุดหมายปลายทางที่ทำให้เห็นภาพว่าแผ่นดินไทยทอดตัวมาถึงปลายสุดของฝั่งตะวันออก ก่อนเชื่อมต่อกับพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณนี้ยังมีพื้นที่ที่เป็นที่รู้จักในฐานะ “จุดที่แคบที่สุดของประเทศไทย” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภาพจำของคลองใหญ่ความน่าสนใจไม่ได้อยู่เพียงการได้มายืนถ่ายรูป หากอยู่ที่ภูมิศาสตร์ซึ่งทำให้เราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างทะเล ชายแดน และชุมชนได้พร้อมกัน ที่นี่ทำให้คำว่า “สุดชายแดน” เป็นมากกว่าข้อความบนแผนที่ แต่เป็นพื้นที่จริงที่ผู้คนใช้ชีวิต ทำมาหากิน และเดินทางข้ามผ่านพรมแดนทางวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน

จากเรื่องของผู้คนและการเดินทาง อีกสถานที่หนึ่งที่ไม่ควรพลาดคือ “ศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน” สถานที่แห่งนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะเคยเป็นพื้นที่รับและช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาที่หนีภัยสงคราม
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2522 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในฐานะสภานายิกาสภากาชาดไทย เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมผู้อพยพที่บ้านเขาล้าน และมีพระราชเสาวนีย์ให้จัดตั้งศูนย์สภากาชาดไทยเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ปัจจุบันพื้นที่ได้รับการพัฒนาเป็นศูนย์ราชการุณย์ฯ และมีพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวของผู้ลี้ภัย ทั้งภาพถ่าย สิ่งของเครื่องใช้ และเรื่องราวการให้ความช่วยเหลือของสภากาชาดไทย

การมาเยือนที่นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่แตกต่างจากการเที่ยวทะเลโดยสิ้นเชิง เพราะจากเสียงคลื่นและสีเขียวของป่าชายเลน เราจะได้หยุดนิ่งเพื่อฟังเสียงของประวัติศาสตร์ และระลึกว่าครั้งหนึ่งพื้นที่ชายแดนเล็กๆ แห่งนี้เคยเป็นที่พึ่งพิงของผู้คนที่หนีภัยสงคราม

กลับเข้าสู่เส้นทางธรรมชาติอีกครั้งที่ “หาดทรายสองสี” จุดเล็กๆ แต่มีภาพจำไม่เหมือนชายหาดทั่วไป เพราะทรายบริเวณนี้มีสีแตกต่างกันอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งเป็นทรายสีขาวจากชายทะเล ขณะที่อีกด้านมีทรายสีแดงจากดินภูเขาริมฝั่งที่ถูกพัดมาผสมกับทรายขาว ยืนมองจากระยะหนึ่งจะเห็นเส้นแบ่งของสีทรายอย่างน่าประหลาด เหมือนธรรมชาติตั้งใจใช้ชายหาดผืนเดียววาดภาพสองโทนสีเอาไว้
ไม่ไกลกันคือ “บ่อญวน” บ่อน้ำจืดขนาดเล็กริมทะเลที่มีเรื่องเล่าย้อนกลับไปกว่าร้อยปี ชื่อของบ่อเชื่อมโยงกับเรื่องราวของชาวเวียดนามที่อพยพเข้ามาในพื้นที่ในอดีต และต้องอาศัยแหล่งน้ำจืดเพื่อดำรงชีวิตระหว่างการเดินทาง สิ่งที่น่าสนใจคือแม้บ่อจะอยู่ใกล้ทะเล แต่กลับมีน้ำจืด และกลายเป็นหนึ่งในหลักฐานเล็กๆ ที่ช่วยบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางและการตั้งถิ่นฐานของชาวเวียดนามในคลองใหญ่

เมื่อมองจากบ่อญวนกลับไปยังทะเล เรื่องราวของคลองใหญ่ก็ยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะสิ่งที่เราเห็นตรงหน้าไม่ใช่เพียงธรรมชาติ แต่คือร่องรอยของผู้คนจากต่างถิ่นที่เข้ามาพบกันบนผืนแผ่นดินเดียวกัน
-
‘คลองใหญ่’ เมืองชายแดนที่ซ่อนวิถีชีวิตและเรื่องราว
คลองใหญ่ยังเป็นอันซีนสำหรับนักเดินทางจำนวนมาก ไม่ใช่เพราะที่นี่ไม่มีสถานที่น่าสนใจหากแต่เมืองเล็กริมชายแดนแห่งนี้มีเสน่ห์จากสถานที่ท่องเที่ยวที่ซ่อนความน่าสนใจไว้ในวิถีชีวิต ผู้คน และเรื่องราวที่ค่อยๆ เปิดเผยระหว่างทางเมื่อเราใช้เวลาค่อยๆ ซึมซับมัน
เริ่มจากเรือประมงและป่าชายเลนที่บ้านไม้รูด ลองงมหอยด้วยมือ ปลูกต้นไม้คืนให้ผืนป่า แล้วปั่นจักรยานผ่านชุมชนที่มีทั้งรากวัฒนธรรมไทย เวียดนาม และจีน แวะไหว้ศาลเจ้าแม่ทับทิม ฟังเรื่องเล่าของผู้คน ก่อนเดินทางไปถึงสุดชายแดนและย้อนกลับมาทำความเข้าใจประวัติศาสตร์มนุษยธรรมที่เขาล้าน ระหว่างทางยังมีหาดทรายสองสีและบ่อญวนเป็นเหมือนบทส่งท้ายที่บอกว่า ธรรมชาติและประวัติศาสตร์ของคลองใหญ่ไม่เคยแยกออกจากกัน


การเดินทางครั้งนี้ทำให้เห็นคลองใหญ่ในอีกมิติหนึ่ง ไม่ใช่เพียงในฐานะเมืองชายแดนหรือทางผ่านสู่ประเทศเพื่อนบ้าน แต่เป็นพื้นที่ที่การท่องเที่ยวสามารถพาเราเข้าไปทำความรู้จัก “คน” และ “เรื่องราว” ที่ซ่อนอยู่หลังสถานที่แต่ละแห่ง
คลองใหญ่ จ.ตราด เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง บนผืนแผ่นดินปลายสุดของประเทศ ยังมีผู้คน วัฒนธรรม ความทรงจำ และธรรมชาติที่รอให้เราเดินทางไปทำความรู้จัก



