ก่อนหน้านี้หลายปี ผมเห็นรุ่นพี่ที่ทำงานด้วยกันเขานัดแนะเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขาตระเวนเที่ยวและกินอาหาร ทั้งในต่างจังหวัด มหานครกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล
ตอนนั้นผมคิดแบบเร็วๆ ว่า…น่าสนุกดี
นอกจากจะได้กินและเที่ยวไปในคราวเดียวกัน ยังเป็นการก่อความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เพราะแต่ละคนทำงานกันมายาวนานแล้ว
ลูกเต้าก็เริ่มโตกัน
หรือบางครั้งลูกเมียของแต่ละคนร่วมทริปแจมไปด้วย จึงทำให้วงของครอบครัวครื้นเครง เพราะบรรดาภรรยาจัดการเรื่องกับข้าวกับปลากัน ส่วนใครมีลูกเล็กก็วิ่งเล่นกันสนุกสนาน โตขึ้นมาหน่อย เขาก็เล่นเกมกัน
เพราะสมัยนั้นยังไม่มีสมาร์ทโฟน, ไอแพด
ส่วนผู้ชายก็เพลินสิครับ
ทั้งรัมมี่
ป๊อกเด้ง
หรือนั่งจิบน้ำสีอำพันคุยกันตลกโปกฮาไปเรื่อย
ผมเห็นและฟังพวกเขาเล่าแล้ว ทำให้คิดว่า ถ้าวันหนึ่งเราเดินทางมาถึงจุดที่อายุเท่ากับพวกเขาบ้าง คงอยากหาความสุขเช่นนี้บ้าง
แต่ยังไม่มีโอกาสเสียที
อาจเป็นเพราะบรรยากาศของการทำงานหนังสือพิมพ์สมัยก่อนกับตอนนี้แตกต่างกันด้วย เมื่อก่อนทำงานเสร็จก็แล้วเสร็จ ไม่ต้องแบกรับภาระความรับผิดชอบอะไรมากมาย
แต่งานหนังสือพิมพ์สมัยนี้เต็มไปด้วยการแข่งขัน
โลกของการทำงานเกิดขึ้นทุกวินาที
ใครเร็วกว่าเป็นผู้ชนะ
เพราะฉะนั้น คนที่ทำงานหนังสือพิมพ์จึงต้องปรับตัวตามให้ทันกับโลกของการอ่านที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป แต่กระนั้นก็ใช่ว่าคนรุ่นเราจะไม่ให้รางวัลอะไรกับตัวเอง
ก่อนกลับบ้านอาจจะนัดสังสรรค์พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องข่าวที่เกิดขึ้นในรอบวัน, สัปดาห์ หรือเหตุบ้านการเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคตบ้าง
สักสี่ทุ่มก็เผ่นกลับบ้านกัน
เพราะทุกคนกลัวด่านตรวจแอลกอฮอล์ ไม่อยากมีปัญหา และไม่กล้ามีปัญหาด้วย เพราะฉะนั้น ในแต่ละคืนของการพูดคุย หลายเรื่องที่เล่าสู่กันฟัง จึงไม่มีบทสรุป
เพราะคุยยังไม่ทันสะเด็ดน้ำ ก็ต้องรีบกลับแล้ว
ผมสังเกตเองว่า ระยะหลังๆ ของการพูดคุย หลายคนชอบเล่าถึงร้านอาหารที่ตัวเองชื่นชอบ อาจเป็นเพราะอาชีพด้วยกระมัง ที่ทำให้พวกเราต้องเดินทางอยู่เสมอ
ไปไหนก็ต้องเสาะแสวงหาของดีของดังกินกัน
ที่สำคัญ อายุของคนในวงก็ไม่ใช่น้อย ก็น่าจะเดินทางเจอะเจอของดีของดังกันหลายแห่งด้วย ใครที่ถนัดอาหารอีสานก็จะแนะนำร้านนั้นร้านนี้
ใครที่ถนัดอาหารปักษ์ใต้ก็จะบอกว่า ถ้าไปจังหวัดนี้ต้องไปร้านนี้ และต้องสั่งไอ้นี่มากินให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะพลาดอย่างแน่นอน
หรือใครที่ปักหลักทำข่าวภาคเหนือมาก่อนก็จะเล่าให้ฟังว่า แถวย่านนี้ ถนนเส้นนี้ มีอาหารเหนือแท้ๆ อร่อยเลิศอยู่หลายร้าน
ส่วนใครที่ถนัดอาหารภาคกลางก็จะโม้บ้างว่า ที่นี่ก็อร่อย ที่นั่นก็อร่อย ผมว่ารวมๆ กันแล้วร้านแต่ละร้านที่แนะนำผ่านวงน้ำสีอำพันในแต่ละคืน น่าจะมากกว่าสามสิบร้านขึ้นไป
บางคนมีประสบการณ์ในการนั่งชิค ชิล ชิม แบบคนรุ่นใหม่ ก็จะบอกเพิ่มเติมว่า ร้านนี้น่านั่ง บรรยากาศดี และมีบริกรสาวสวย น่ารักเป็นกับแกล้มด้วย (ฮา)
หลังๆ เรื่องพวกนี้กลายเป็นหัวข้อหลักของการพูดคุย เพราะอย่างที่ทราบๆ กัน ตอนนี้คุยเรื่องการเมืองก็ไม่สนุก คุยเรื่องเศรษฐกิจก็น่าหดหู่
หรือจะคุยเรื่องแวดวงบันเทิงก็ไม่รู้จักดารา
ที่สุดเรื่องอาหารการกินนี่แหละเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนวัยอย่างเรา
จนบางคนคิดอยากจะชวนพวกเราในกลุ่มตะลอนทัวร์ เพื่อไปหาของกินอร่อยๆ ที่ทุกคนแนะนำกัน ซึ่งผมคิดเอาเองว่า…คงยาก
แต่ละคนงานก็ไม่ใช่น้อย
ประเภทที่รวมตัวกันเพื่อไปกันโดยเฉพาะคงแทบเป็นไปไม่ได้ หรือถ้าใครมีโอกาสไปร้านต่างๆ ที่เล่าให้ฟัง และแวะซื้อติดไม้ติดมือมา ก็ไม่อร่อยเหมือนกับการไปนั่งกินที่ร้าน
ที่สุดเรื่องตะลอนทัวร์ยังเป็นความฝันต่อไปของคนวัยกลางคน
แต่กระนั้น ต้องยอมรับว่าร้านอาหารอร่อยๆ หรือร้านอาหารข้างทางไม่ว่าจะในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัดที่ยังเปิดๆ อยู่ บางทีรสชาติไม่เหมือนเดิม
ไปกินแล้วรู้สึกไม่ใช่
ไปกินแล้วรู้สึกรสชาติเปลี่ยนไป
หรือบางร้านปิดกิจการไปแล้ว
เพราะคนรุ่นพ่อ-แม่ตายบ้าง คนรุ่นที่สอง-สามไม่สานต่อกิจการ หรืออาจสานต่อกิจการ แต่ตอนพ่อ-แม่มีชีวิตอยู่พวกเขาไม่ได้เข้ามาช่วยในครัว
ไม่ได้มาเรียนรู้เคล็ดลับ
หรือไม่ได้ฝึกความเชี่ยวชาญในการปรุงรส จนทำให้สูตรความอร่อยพลอยหายไปด้วย ซึ่งหลายร้านเลยนะครับที่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
พูดไปก็น่าเสียดาย

