คอลัมน์ เดินไปในเงาฝัน : วัฏจักรของชายวัยกลางคน

6.08.17 | 13:11 น.

ก่อนหน้านี้หลายปี ผมเห็นรุ่นพี่ที่ทำงานด้วยกันเขานัดแนะเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขาตระเวนเที่ยวและกินอาหาร ทั้งในต่างจังหวัด มหานครกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล

ตอนนั้นผมคิดแบบเร็วๆ ว่า…น่าสนุกดี

นอกจากจะได้กินและเที่ยวไปในคราวเดียวกัน ยังเป็นการก่อความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เพราะแต่ละคนทำงานกันมายาวนานแล้ว

ลูกเต้าก็เริ่มโตกัน

หรือบางครั้งลูกเมียของแต่ละคนร่วมทริปแจมไปด้วย จึงทำให้วงของครอบครัวครื้นเครง เพราะบรรดาภรรยาจัดการเรื่องกับข้าวกับปลากัน ส่วนใครมีลูกเล็กก็วิ่งเล่นกันสนุกสนาน โตขึ้นมาหน่อย เขาก็เล่นเกมกัน

Advertisement

เพราะสมัยนั้นยังไม่มีสมาร์ทโฟน, ไอแพด

ส่วนผู้ชายก็เพลินสิครับ

ทั้งรัมมี่

ป๊อกเด้ง

หรือนั่งจิบน้ำสีอำพันคุยกันตลกโปกฮาไปเรื่อย

ผมเห็นและฟังพวกเขาเล่าแล้ว ทำให้คิดว่า ถ้าวันหนึ่งเราเดินทางมาถึงจุดที่อายุเท่ากับพวกเขาบ้าง คงอยากหาความสุขเช่นนี้บ้าง

แต่ยังไม่มีโอกาสเสียที

อาจเป็นเพราะบรรยากาศของการทำงานหนังสือพิมพ์สมัยก่อนกับตอนนี้แตกต่างกันด้วย เมื่อก่อนทำงานเสร็จก็แล้วเสร็จ ไม่ต้องแบกรับภาระความรับผิดชอบอะไรมากมาย

แต่งานหนังสือพิมพ์สมัยนี้เต็มไปด้วยการแข่งขัน

โลกของการทำงานเกิดขึ้นทุกวินาที

ใครเร็วกว่าเป็นผู้ชนะ

เพราะฉะนั้น คนที่ทำงานหนังสือพิมพ์จึงต้องปรับตัวตามให้ทันกับโลกของการอ่านที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป แต่กระนั้นก็ใช่ว่าคนรุ่นเราจะไม่ให้รางวัลอะไรกับตัวเอง

ก่อนกลับบ้านอาจจะนัดสังสรรค์พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องข่าวที่เกิดขึ้นในรอบวัน, สัปดาห์ หรือเหตุบ้านการเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคตบ้าง

สักสี่ทุ่มก็เผ่นกลับบ้านกัน

เพราะทุกคนกลัวด่านตรวจแอลกอฮอล์ ไม่อยากมีปัญหา และไม่กล้ามีปัญหาด้วย เพราะฉะนั้น ในแต่ละคืนของการพูดคุย หลายเรื่องที่เล่าสู่กันฟัง จึงไม่มีบทสรุป

เพราะคุยยังไม่ทันสะเด็ดน้ำ ก็ต้องรีบกลับแล้ว

ผมสังเกตเองว่า ระยะหลังๆ ของการพูดคุย หลายคนชอบเล่าถึงร้านอาหารที่ตัวเองชื่นชอบ อาจเป็นเพราะอาชีพด้วยกระมัง ที่ทำให้พวกเราต้องเดินทางอยู่เสมอ

ไปไหนก็ต้องเสาะแสวงหาของดีของดังกินกัน

ที่สำคัญ อายุของคนในวงก็ไม่ใช่น้อย ก็น่าจะเดินทางเจอะเจอของดีของดังกันหลายแห่งด้วย ใครที่ถนัดอาหารอีสานก็จะแนะนำร้านนั้นร้านนี้

ใครที่ถนัดอาหารปักษ์ใต้ก็จะบอกว่า ถ้าไปจังหวัดนี้ต้องไปร้านนี้ และต้องสั่งไอ้นี่มากินให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะพลาดอย่างแน่นอน

หรือใครที่ปักหลักทำข่าวภาคเหนือมาก่อนก็จะเล่าให้ฟังว่า แถวย่านนี้ ถนนเส้นนี้ มีอาหารเหนือแท้ๆ อร่อยเลิศอยู่หลายร้าน

ส่วนใครที่ถนัดอาหารภาคกลางก็จะโม้บ้างว่า ที่นี่ก็อร่อย ที่นั่นก็อร่อย ผมว่ารวมๆ กันแล้วร้านแต่ละร้านที่แนะนำผ่านวงน้ำสีอำพันในแต่ละคืน น่าจะมากกว่าสามสิบร้านขึ้นไป

บางคนมีประสบการณ์ในการนั่งชิค ชิล ชิม แบบคนรุ่นใหม่ ก็จะบอกเพิ่มเติมว่า ร้านนี้น่านั่ง บรรยากาศดี และมีบริกรสาวสวย น่ารักเป็นกับแกล้มด้วย (ฮา)

หลังๆ เรื่องพวกนี้กลายเป็นหัวข้อหลักของการพูดคุย เพราะอย่างที่ทราบๆ กัน ตอนนี้คุยเรื่องการเมืองก็ไม่สนุก คุยเรื่องเศรษฐกิจก็น่าหดหู่

หรือจะคุยเรื่องแวดวงบันเทิงก็ไม่รู้จักดารา

ที่สุดเรื่องอาหารการกินนี่แหละเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนวัยอย่างเรา

จนบางคนคิดอยากจะชวนพวกเราในกลุ่มตะลอนทัวร์ เพื่อไปหาของกินอร่อยๆ ที่ทุกคนแนะนำกัน ซึ่งผมคิดเอาเองว่า…คงยาก

แต่ละคนงานก็ไม่ใช่น้อย

ประเภทที่รวมตัวกันเพื่อไปกันโดยเฉพาะคงแทบเป็นไปไม่ได้ หรือถ้าใครมีโอกาสไปร้านต่างๆ ที่เล่าให้ฟัง และแวะซื้อติดไม้ติดมือมา ก็ไม่อร่อยเหมือนกับการไปนั่งกินที่ร้าน

ที่สุดเรื่องตะลอนทัวร์ยังเป็นความฝันต่อไปของคนวัยกลางคน

แต่กระนั้น ต้องยอมรับว่าร้านอาหารอร่อยๆ หรือร้านอาหารข้างทางไม่ว่าจะในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัดที่ยังเปิดๆ อยู่ บางทีรสชาติไม่เหมือนเดิม

ไปกินแล้วรู้สึกไม่ใช่

ไปกินแล้วรู้สึกรสชาติเปลี่ยนไป

หรือบางร้านปิดกิจการไปแล้ว

เพราะคนรุ่นพ่อ-แม่ตายบ้าง คนรุ่นที่สอง-สามไม่สานต่อกิจการ หรืออาจสานต่อกิจการ แต่ตอนพ่อ-แม่มีชีวิตอยู่พวกเขาไม่ได้เข้ามาช่วยในครัว

ไม่ได้มาเรียนรู้เคล็ดลับ

หรือไม่ได้ฝึกความเชี่ยวชาญในการปรุงรส จนทำให้สูตรความอร่อยพลอยหายไปด้วย ซึ่งหลายร้านเลยนะครับที่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้

พูดไปก็น่าเสียดาย