ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวปาฐกถาในงานประชุมสุดยอดผู้นำด้านชีวเภสัชภัณฑ์ ร่วมขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นความร่วมมือของ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ หรือทีเซลส์ สมาคมผู้วิจัยและเภสัชภัณฑ์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย และผู้นำองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยของประเทศ ตอนหนึ่งว่า หนึ่งในมิติสำคัญสังคมที่ดำเนินนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ได้มีประสิทธิภาพ คือ ระบบสาธารณสุข ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลกให้เป็นต้นแบบของการการจัดระบบหลักประกันสุขภาพ ผ่านอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ทำให้ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงการบริการของประชาชน
ดร.พิเชฐ กล่าวว่า จากข้อมูลของดีล๊อยท์ ซึ่งเป็นบริษัทรับจ้างทำวิจัย ระบุไว้ชัดเจนว่าไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ภาระต่อสุขภาพเปลี่ยนจากโรคติดเชื้อมาเป็นโรคไม่ติดต่อ เช่น มะเร็ง เบาหวาน หัวใจ ฯลฯ ปัจจุบันยาดั้งเดิมยังไม่สามารถรักษาโรคดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่เทคโนโลยีการบำบัดรักษาโรครุ่นใหม่ ๆ กำลังมุ่งสู่การใช้ยาชีวเภสัชภัณฑ์ กลับเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและสามารถพัฒนาเทคโนโลยีไปได้อีกไกล แต่ปัญหาคือ เวลานี้ค่าใช้จ่ายในการทำวิจัยทางคลินิกในโรคเหล่านี้ยังสูงถึง 75% ของค่าใช้จ่ายในการวิจัยทั้งหมด ทำให้ต้นทุนในการผลิตยาบ้านเราสูงกว่าในต่างประเทศ นอกจากจะยังไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้แล้ว ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคดังกล่าวของคนไทยก็ยังสูงอยู่
ดังนั้นการที่ประเทศไทยจะเข้าไปแข่งขันในตลาดโลกได้ รวมถึงการลดภาระค่าใช้จ่ายในประเทศ จำเป็นที่จะต้องวางรากฐานการวิจัยและสร้างนวัตกรรมที่เข้มแข็ง ทั้งจาก การเพิ่มขีดความสามารถของหน่วยวิจัยทางคลินิก การลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรม การพัฒนากำลังคน ตลอดจนการปรับกฎระเบียบและการรับรองมาตรฐานให้มีความคล่องตัว การรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายของผู้นำด้านชีวเภสัชภัณฑ์ในรูปแบบประชารัฐในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงและยั่งยืน

ด้านดร.นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการทีเซลส์ กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงอุตสาหกรรมยาและเภสัชภัณฑ์ในประเทศไทยว่ายังก้าวไปได้อีกมาก เนื่องจากความพร้อมและศักยภาพในหลาย ๆ ด้าน หากแต่ที่ผ่านมาการทำวิจัยในประเทศไทยมักจะทำในระยะที่ 3 ซึ่งเทำต่อจากกลุ่มตัวอย่างพันธุกรรมที่แตกต่างจากคนไทยและกลุ่มประชากรอาเซียนในเฟสแรก ทำให้ก้าวไม่ถึงอุตสาหกรรมยา ในส่วนของทีเซลส์ เองได้ดำเนินโครงการเภสัชพันธุศาสตร์หรือการรักษาโรคเฉพาะบุคคล ได้ทำการวิเคราะห์ สังเคราะห์ แล้วเห็นว่าพันธุกรรมของชาวเอเชียแตกต่างจากพันธุกรรมของกลุ่มประชากรตะวันตก ดังนั้นหากมีการวางโครงสร้างที่จะมารองรับการวิจัยเพื่อการผลิตยาใหม่ให้เข้ากับพันธุกรรมของชาวเอเซีย จะเพิ่มคุณภาพและความเข้มข้นของการวิจัยมากขึ้น นอกจากนี้ ตลาดที่จะรองรับอุตสาหกรรมยาก็จะเป็นตลาดของอาเซียนที่มีประชากรรวม 600 ล้านคน

