เปิด 7 เหตุผลที่ต้องดูแลสุขภาพ “ตับ” ลดเสี่ยงโรค
ช่วงเข้าพรรษา ประโยคที่ทุกอาจจะคุ้นเคยกันก็คือ งดเหล้าเข้าพรรษา ฟังดูผ่านๆ อาจจะนึกถึงเฉพาะคนที่ดื่มเหล้า หรือแอลกอฮอล์เท่านั้น แต่ที่จริงแล้ว การงดเหล้าก็เพื่อให้ ‘ตับ’ ได้พักผ่อน หรือลดการทำงานลงนั่นเอง
พญ.อนงนุช ชวลิตธำรง แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) กล่าวว่า แอลกอฮอล์ที่เป็นส่วนประกอบของเหล้า เบียร์ ไวน์ และอื่นๆ มีผลในการทำลายเซลล์ตับโดยตรง กระตุ้นมีไขมันสะสมในตับ ส่งผลให้เซลล์ตับเกิดการอักเสบ หรือมีพังผืดเกิดขึ้น จนกลายเป็นภาวะตับแข็ง ซึ่งถ้าปล่อยไว้เรื้อรังนาน ๆ เข้าอาจกลายเป็น มะเร็งตับ ได้ในที่สุด แต่นอกจากเหล้าแล้ว ก็มีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำลายเซลล์ตับของเราโดยที่เราอาจคาดไม่ถึง เช่น การได้รับสารพิษจากสิ่งแวดล้อม สารโลหะหนักที่ปนเปื้อนจากอาหาร เครื่องดื่ม ข้าวของเครื่องใช้อุปโภคต่างๆ หรือการรับประทานยาบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานานๆ หรือคนที่มีโรคประจำตัวเช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ก็มีผลต่อตับได้ เมื่อเซลล์ตับเราแย่ลง ก็ส่งผลให้การกำจัดของเสียต่างๆ ลดลง อวัยวะอื่นๆก็ทำงานแย่ลง ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมทั้งร่างกายได้

นับว่ายังดีที่เซลล์ตับของเรามีความสามารถพิเศษที่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ แต่ด้วยปัจจุบันที่สารพิษมีอยู่รายรอบตัวเรา ลำพังกลไกปกติในการฟื้นฟูของตับโดยลำพังอาจไม่เพียงพอ เราจึงจำเป็นต้องช่วยตับ โดยเราสามารถช่วยให้ตับเราดีขึ้นได้ โดยการปฏิบัติตัว ดังนี้
1.งดพฤติกรรมทำร้ายตับ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่
2.เพิ่มการออกกำลังกาย เพื่อช่วยลดไขมันสะสมในตับ
3.หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่น้ำตาลสูง ไขมันสูง อาหารปิ้งย่าง
4.ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์พอดี เพราะความอ้วนเป็นสาเหตุของไขมันพอกตับได้
5.ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอและบี
6.ไม่รับประทานยาหรืออาหารเสริมเอง โดยไม่อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
7.ตรวจสุขภาพร่างกาย และการทำงานของตับเป็นประจำทุกปี
นอกจากการดูแลตัวเองแล้ว เราอาจใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยฟื้นฟูการทำงานของตับได้อีกทางหนึ่ง เช่น การทำคีเลชั่น (Chelation Therapy) โดยการใช้สารพิเศษเพื่อกำจัดโลหะหนักออกจากร่างกาย, การเติมสารอาหารทางหลอดเลือดที่ช่วยตับกำจัดสารพิษ เช่น N-Acetyl-Cysteine เป็นต้น รวมถึงการรับประทานวิตามินหรืออาหารเสริมที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยตับกำจัดสารพิษ

อย่างไรก็ดีต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้ชำนาญการเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด

