สวัสดีค่ะ สัปดาห์ที่แล้วเราคุยกันถึงความแตกต่างระหว่างความเศร้า โรคซึมเศร้ากันไปแล้วนะคะสัปดาห์นี้เรามาคุยกับคุณหมอโน้น ชาวิทกันต่อในประเด็นที่ว่า ถ้าเพื่อนเราเศร้า หรือเป็นโรคซึมเศร้าเข้าซะแล้ว แม้เราจะไม่ใช่พี่อ้อยพี่ฉอด เราจะช่วยอะไรเพื่อนเราได้บ้าง
P : ถ้าเราคิดว่า เพื่อนเราน่าจะเป็นโรคซึมเศร้าเข้าซะแล้ว เราควรจะทำอย่างไรคะ (นอกจากแนะนำให้ไปหาหมอ)
N : ก่อนอื่นต้องเปิดใจตัวเราเองก่อนครับ ว่าคนเราพอเป็นโรคซึมเศร้าเข้าแล้ว มองอะไรก็จะเศร้าไปหมด มองอะไรอยู่มุมเดียว ชีวิตนี้เหลือแค่นี้ สิ่งสำคัญคือ การให้คนที่ซึมเศร้า “กลับไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตให้ได้” โดยไม่ต้องรอให้อารมณ์ดีก่อนแล้วค่อยไปทำ ซึ่งส่วนใหญ่พอเราชวนไปแล้ว คนไข้ก็มักจะปฏิเสธ แต่จงอดทนต่อการปฏิเสธนะครับ และอาจชวนไปแค่ช่วงสั้น ๆ ทำนิด ๆ หน่อย ๆ แทน กิจกรรมที่ว่าคือการดูแลตนเอง การเรียนหรือการทำงาน และกิจกรรมทางสังคม แม้จะเรียนหรือทำงานไม่ได้ ก็ยังดีกว่าจมอยู่บ้านครับ ถ้าพอเริ่มทำได้แล้ว ก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น จนใกล้เคียงชีวิตปกติครับ และที่สำคัญนะครับ หมอเห็นวัยรุ่นส่วนใหญ่ เวลาเพื่อนเสียใจมักจะชวนกันไปกินเหล้าให้ลืมเศร้า ขอย้ำเลยนะครับว่าควรหลีกเลี่ยงการใช้เหล้า หรือยาเสพติดเพราะมักไม่ได้ทำให้อารมณ์ดีขึ้น และเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ และการติดสารเสพติดอีกด้วย
P : เห็นไหมคะ เหล้าไม่ได้ทำให้ลืมไม่ได้แก้ปัญหา แถมยังทำลายสุขภาพ และคุณภาพของอสุจิด้วยนะคะ (พยายามวกเข้าเรื่องเจริญพันธุ์) แล้วถ้าเพื่อนซึมเศร้า มีเราเป็นที่ปรึกษา (หรือพยายามจะเข้าไปเป็นที่ปรึกษา) เราควรจะเข้าไปไม้ไหนดีคะ
N : การรับฟังการระบายของคนไข้ก็เป็นสิ่งที่ดีครับ แต่ก็ขึ้นกับคนไข้แต่ละคนว่าอยากเล่าหรือไม่ ไม่ควรจะไปตอแยเซ้าซี้เขามากเกินไป เราเองก็ไม่ได้อยากเล่าทุกอย่างให้ทุกคนฟังในทุกเวลาจริงไหมครับ บางครั้งแค่มีเพื่อนมาอยู่ใกล้ ๆ ถึงไม่เข้าใจเรื่องราวอะไรมาก ก็ทำให้คนไข้รู้สึกดีขึ้นได้ ถ้าคนไข้อยากเล่า ก็ควรรับฟังโดยไม่ตัดสิน ไม่ด่วนให้ความเห็นก็เป็นสิ่งสำคัญครับ และสิ่งที่ควรระวังในการช่วยเหลือคนไข้คือ อย่าเอาความคิดเราไปใส่ เช่น ไปแนะนำ (บางทีบังคับ) ให้ทำตามที่เราคิดว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด หรือการพูดแรง ๆ โดยหวังว่าจะเป็นตัวกระตุ้นให้คนไข้ได้คิด ส่วนมากก็ไม่ได้ช่วยอะไร บางครั้งทำให้คนไข้มองตัวเองแย่ลงไปอีกครับ “คำปลอบใจง่าย ๆ และการให้เวลาอยู่ด้วยกัน” เป็นสิ่งที่ช่วยได้มากกว่ามากนะครับ
P : แล้วเราควรจะถามเพื่อนเรารึเปล่าคะว่าเคยคิดเรื่องฆ่าตัวตายรึเปล่า จะเป็นการชี้โพรงให้กระรอกรึเปล่าคะ
N : ควรถามครับ เพราะการถามเรื่องความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรือการฆ่าตัวตาย เป็นการประเมินความรุนแรงของความเศร้าที่สำคัญมาก และคำตอบที่ได้จะนำไปสู่การดูแลที่เหมาะสม โดยที่ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายครับ แต่อย่างไรก็ตาม มารยาทก็เป็นเรื่องสำคัญ เช่น ไม่ควรทำเป็นเรื่องตลก ไม่ควรถามคาดคั้น หรือถามซ้ำ ๆ ครับ อีกมุมหนึ่งคือ แม้ว่าเพื่อนเรามีความคิดฆ่าตัวตาย แต่ไม่อยากบอกเรา หรือปฏิเสธเมื่อถาม เราก็สามารถสังเกตสัญญาณอื่น ๆได้นะครับ เช่น การแยกตัว หรือเก็บตัวคนเดียวอย่างมาก มีความคิดไม่สมเหตุผล หวาดระแวง หรือเก็บสะสมยา อาวุธ หรือวัตถุมีพิษครับ
P : แล้วความเศร้า โรคซึมเศร้า เรามีวิธีรักษาอย่างไรบ้างคะ
N : ถ้าเป็นความเศร้าธรรมดา ก็เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ครับ ไม่ต้องไปหาหมอก็ได้ ถ้ามันไม่นาน หรือรุนแรงจนเกินไป การอยู่กับเพื่อนและครอบครัว รวมถึงการพยายามกลับมาใช้ชีวิตประจำวันให้ได้ปกติก็เพียงพอแล้ว เวลาจะรักษาใจเราเอง (ฮิ้ว-แต่จริงครับ)
ถ้าเป็นโรคซึมเศร้า ถ้าไม่รุนแรงอาจรักษาโดยการทำจิตบำบัด กับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญในการทำจิตบำบัด หรือร่วมไปกับการกินยาต้านเศร้า ถ้าซึมเศร้ารุนแรงควรได้รับยาต้านเศร้า และการตรวจติดตามใกล้ชิดในคนไข้ที่มีความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายสูง หรือมีอาการแทรกซ้อน อาจต้องรักษาเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาล โรคซึมเศร้าใช้เวลานานหลายสัปดาห์ในการรักษา จนกว่าอาการเศร้าจะลดลงเกือบหมด (โดยทั่วไป 2-3 เดือน) และต้องกินยาต้านเศร้าเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นใหม่อีกในระยะยาวครับ
วันนี้คงพอได้ความรู้ในการช่วยเหลือเพื่อนหรือบุคคลรอบตัวที่เศร้าหรือซึมเศร้าแล้วนะคะว่าต้องอาศัยเวลาและความเข้าใจถ้าหนักหนาเกินกว่าจะรับไหวควรปรึกษาแพทย์นะคะสวัสดีค่ะ
ขอบพระคุณนายแพทย์ชาวิทตันวีระชัยสกุลอาจารย์จิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

