สูงวัยไร้กังวล! เปิดเทคนิค ‘วางแผนชราอย่างไรให้ยั่งยืน’ ในงาน SX 2024 แพทย์แนะ 5 วัคซีนจำเป็น ฉีดไว้ก่อน ลดป่วยหนัก
เมื่อวันที่ 30 กันยายน ในงาน Sustainability Expo 2024 (SX 2024) มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียนภายใต้แนวคิด “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainability) จัดโดย 5 องค์กรธุรกิจต้นแบบด้านความยั่งยืนระดับโลก ได้แก่ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), เอสซีจี, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พร้อมทั้งเครือข่าย TSCN (Thailand Supply Chain Network) และพันธมิตรหลากหลายภาคส่วน โดยจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ
บรรยากาศเวลา 11.00 น. เริ่มเวทีเสวนา หัวข้อ “วางแผนวัยชะ-รา-ล่า กับคุณหมอหลานอาม่า” โดย นพ.เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลผู้สูงอายุ Chersery Home International และ ทศพล ทิพย์ทินกร ผู้เขียนบทภาพยนตร์เรื่องหลานม่า
ในตอนหนึ่งของช่วงทอล์ก ได้มีการสะท้อนมุมมองปัญหาเรื่องการสื่อสารระหว่างคนในครอบครัว โดยทศพล กล่าวว่า ผู้สูงอายุจะเป็นคนที่รักนะแต่ไม่แสดงออก จะไม่บอกรักและไม่พูดตรงๆ ยกตัวอย่างอาม่าของผมที่ปวดท้องมาหลายปีมาก แต่ไม่บอกใคร เพราะกลัวลูกหลานจะลำบาก กลัวที่จะเป็นภาระ เขาเลยไปซื้อยาชุด และกินยานี้มาเป็นเวลานานมากจนพวกเราเพิ่งมารู้ทีหลังว่าอาม่ากินยามาเป็นปีโดยที่ไม่บอกใครเลยว่าปวดท้อง
“แม้กระทั่งพ่อกับแม่ของเราเอง เมื่อเจอปัญหาอะไรก็ตามจะไม่บอกเรา พูดเพียงว่า ไม่ต้องรู้หรอก เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ซึ่งเรารู้สึกว่าการที่เราเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่ไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน และไม่รู้ว่าเขามีปัญหาอะไร ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งนี่คือปัญหาใหญ่สำหรับหลายครอบครัว” ทศพลกล่าว
ด้าน นพ.เก่งพงศ์ เผยเทคนิคในการดูแลผู้สูงวัย และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนต่างช่วงวัยว่า ก่อนอื่นเราต้องมองว่าเขาสวมแว่นสายตาสีอะไร หรือมีประสบการณ์ในชีวิตมาอย่างไร ยกตัวอย่างอาม่าของหมอที่เกิดในยุคสมัยข้าวยากหมากแพง และสงครามโลก เขาจะรู้สึกว่าทุกอย่างนั้นอัตคัด ขัดสน ทุกอย่างต้องใช้เงินและเราก็ไม่ได้ร่ำรวย ซึ่งอาม่ามีอาการปวดท้อง ถ่ายเป็นสีดำ ทานข้าวได้ในปริมาณน้อย โดยที่ไม่มีใครทราบเลยเช่นเดียวกัน จนกระทั่งไม่ไหวแล้วเราถึงเพิ่งจะรู้ เราก็ถามว่าเพราะอะไรถึงทนได้ขนาดนี้ เขาก็ว่ากลัวว่าจะเสียเงินเยอะในการรักษา เมื่อเราเข้าใจว่าอาม่าคิดอย่างไร จะทำให้เราเข้าใจผู้ป่วยได้มากยิ่งขึ้น
“ต่อมาคือการที่ผู้สูงวัยจะเอ่ยปากชมลูกหลานสักครั้งเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เพราะกลัวจะเหลิงและได้ใจ ซึ่งเราก็ต้องเข้าใจว่ามันมาจากวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของเขา เขาโตมาด้วยความขัดสน ไม่มีช่วงเวลาที่ได้อยู่อย่างสุขสบาย แต่เมื่อเราเข้าใจแล้วเราก็จะเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อมากยิ่งขึ้น และมีความสุขกับการใช้ขีวิตร่วมกันได้มากขึ้น” นพ.เก่งพงศ์กล่าว
ในส่วนของคำแนะนำสำหรับลูกหลานที่อยู่ห่างไกลผู้สูงวัย แต่อยากดูแลและกระชับความสัมพันธ์ นพ.เก่งพงศ์ เผยว่า “100 บ้าน 100 แบบ เพราะแต่ละคนบริบทการเติบโตมาแตกต่างกัน แต่หมอคิดว่าในเชิงด้านการแพทย์ ในอดีตแพทย์จะเน้นด้านโรคเป็นหลัก ส่วนหมอสมัยใหม่ค่อนข้างจะมีแนวคิดที่ใหม่ เพราะเวลาเราดูแลคน เราดูแลกันเป็นครอบครัว เราจะมองในมุมที่แตกต่างกัน มีมิติอื่นๆ ที่จะทำให้เราดูแลคนได้อย่างครบถ้วน ซึ่งมีอยู่ 3 สิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อม คือ ร่างกาย จิตใจ และสังคม ความสัมพันธ์ นี่คือสิ่งที่ห้ามทิ้งในการดูแลคน” นพ.เก่งพงศ์ กล่าว
ด้าน ทศพล เสริมว่า “การดูแลไม่ว่าจะเป็นคนที่เจ็บป่วย หรือผู้สูงวัย เราไม่เคยเรียนเรื่องนี้ ซึ่งเหมือนเป็นเรื่องใหม่ เราต้องปรับตัวอย่างมากในหลายๆ ด้าน เช่น การที่เราจะพาเขาไปรักษาแล้วเขาไม่อยากไปมันเป็นเพราะอะไร เราต้องหาจุดที่สมดุลกัน จะต้องมีการอธิบายให้เข้าใจว่าเราพร้อมที่จะดูแล เรามีเงินนะ เรามีสวัสดิการ มีประกัน ซึ่งมันจะทำให้เขารู้สึกว่าการไปหาหมอไม่ใช่อย่างที่เขาคิด เราต้องอธิบายให้เขาค่อย ๆ เข้าใจ” ทศพลกล่าว

ขณะที่ นพ.เก่งพงศ์ ระบุว่า บางครั้งการที่จะผู้สูงวัยในครอบครัวให้รับการรักษา อาจจะมีการใช้วิธีทางจิตวิทยา ซึ่งก็คือการโกหก หรือ White lie เพื่อให้เขาสบายใจ แต่เป็นการเดินทางที่ผิด
ถึงอย่างนั้น อย่างน้อยก็เป็นวิธีที่ทำให้เขาสบายใจ ซึ่งมีหลายบ้านที่ใช้วิธีนี้ แต่พอเรามานั่งตระหนัก จริง ๆ แล้วการที่เราจะโกหกควรใช้ในบางกรณีเท่านั้น แต่หากเจอกรณีที่เป็นโรคที่ซีเรียส เช่น มะเร็ง การโกหกอาจจะมีผลในระยะสั้น แต่ในระยะยาวการบอกความจริงอาจจะเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่า
ซึ่งกับเรื่องนี้ ทศพล กล่าวว่า การดูแลคนป่วยคืองานกลุ่ม คนดูแลและคนป่วยต้องให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งเราต้องพูดความจริงเพราะเขาจะได้มีสิทธิในการตัดสินใจ ว่าจะรับการรักษาในแบบใด และต้องการอะไร
ในส่วนของมุมมองเรื่องความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ว่ามีสำคัญอย่างไรกับการวางแผนดูแลในอนาคต ทศพล กล่าวว่า “ปกติพ่อไม่เคยไปตรวจสุขภาพเลย เพราะกลัวเปลืองเงิน และกลัวลูกเสียเวลา แต่พอเราอธิบายให้เขาฟังว่าถ้าหากเรารู้ก่อน เราก็จะสามารถรักษาให้หายได้ อย่างน้อยเราจะได้รู้ว่าขณะนี้ร่างกายของเรากำลังอยู่ในสภาวะใด เสี่ยงเป็นโรคอะไรบ้าง เราจะได้ป้องกันได้ ประกอบกับการที่พ่อเห็นตัวอย่างจากคนรอบข้างที่ไม่ไปตรวจสุขภาพและเจออีกทีคือเป็นหนักเลย ซึ่งก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เขายอมไปตรวจสุขภาพ สำหรับเราคือการชวนเขาคุยกับเรื่องสุขภาพเพราะมันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก” ทศพลกล่าว
ด้าน นพ.เก่งพงศ์ แนะวิธีว่า เรื่องสุขภาพต้องพูดคุยกันด้วยเหตุผล หากรู้ก่อนจะสามารถดูแลได้ทันท่วงที เดี๋ยวนี้คนเป็นมะเร็งไม่ได้จะหมดหวังทุกคน หลายมะเร็งสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากไปตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ ซึ่งเราต้องชี้ให้เขาเห็นถึงความสำคัญว่าปัจจุบันการรักษาดีมาก เบิกจ่ายได้ บางครั้งการสื่อสารต้องใช้ตัวช่วย อาจจะต้องให้คนที่น่าเชื่อถือมาคุยด้วย เช่น ลูก หลาน หรือญาติ
อีกหนึ่งสิ่งที่ แนะนำให้ผู้สูงวัยทำคือ ‘advance care plan’ หรือ กระบวนการวางแผนดูแลสุขภาพที่ทำไว้ก่อนที่ผู้ป่วยจะหมดความสามารถในการตัดสินใจหรือเข้าสู่ระยะสุดท้ายของชีวิต ซึ่งอาม่าของเราในวัยเกือย 70 ปี จะมีกระเป๋าอยู่ใบหนึ่ง ข้างในจะมีชุดกี่เพ้า รองเท้าหนึ่งคู่ พัดหนึ่งอัน รูปถ่ายที่อาม่าเตรียมไว้เพื่อใช้ในงานฌาปนกิจของตัวเอง
“ซึ่งอาม่าเตรียม advance care plan มานานมากและมีการบอกลูก หลานทุกคนว่าหากวันไหนเขาตายไป ขอให้ไม่ยื้อ ขอให้เขาได้ไปอย่างสบาย ๆ ทำให้ทุกคน มองว่าการตายของอาม่าเป็นเรื่องปกติ ทุกคนก็เข้าใจในบริบทที่อาม่าได้ตั้งความประสงค์ไว้ ซึ่งทำให้ทุกคนก้าวข้ามความยากลำบากนี้ไปได้ เพราะฉะนั้นแล้ว จึงอยากให้ทุกบ้านมองเรื่องความตายเป็นวัฏจักรหนึ่งของชีวิต การตายเป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านจากสถานะหนึ่งไปอีกสถานะเท่านั้น”
สำหรับการวางแผนชีวิตวัยชรา และการดูแลผู้สูงวัยอย่างไรเพื่อให้มีชีวิตไปถึงบั้นปลายได้อย่างมีความสุข
ทศพล กล่าวว่า ได้ยินคำว่าผู้สูงอายุแล้วนึกถึงประเทศญี่ปุ่น เพราะเราเห็นว่าผู้สูงอายุที่นั่นยังทำงานอย่างกระฉับกระเฉง ซึ่งการที่เราจะสามารถทำงานไปจนถึงอายุ 70-80 ปี เกิดจาก 3 สิ่งนี้ คือ กินดี นอนดี และออกกำลังกายดี สามสิ่งนี้คือสำคัญมาก เมื่อเรากลายเป็นผู้สูงอายุ เราจะมีต้นทุนที่ดี หากเจ็บป่วยขึ้นมา ลูกหลานเราอาจจะไม่ต้องเหนื่อยมาก
ด้าน นพ.เก่งพงศ์ กล่าวว่า สำหรับคำว่าสังคมผู้สูงวัย หรือ Age Society อีก 5 ปี จะกลายเป็นคำโบราณ เพราะเราจะเป็นสังคมอายุยืนมากกว่า ลูกหลานของเราที่อายุต่ำกว่า 10 ปี ตอนนี้จะมีอายุไขเฉลี่ยที่ 99 ปี การที่เราจะอยู่ในสังคมผู้สูงวัยไม่ใช่การมาเตรียมตัวตอนอายุ 50 ปี เราต้องดูตั้งแต่เด็กว่าจะเติบโตมาอย่างไรที่จะมีต้นทุนเรื่องสุขภาพสูงมากพอที่จะมีอายุถึง 99 ปีได้ อาทิ การได้รับโปรตีนอย่างเหมาะสม การเข้าถึงวัคซีนที่ครอบคลุม การได้รับความรู้เรื่องเพศศึกษาที่ดี การออกกำลังกาย ฯลฯ หากเรามีต้นทุนสุขภาพไม่ค่อยสูง จะทำให้เรากลายเป็นผู้สูงวัยที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพค่อนข้างมาก
การจะเป็นผู้สูงวัยที่มีสุขภาพดี การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอสำคัญมาก อาจจะต้องมีการลงทุนบ้าง เช่น การรับวัคซีน ซึ่งมี 5 วัคซีนที่ผู้สูงวัยจำเป็นได้รับ คือ 1.วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2.โควิด 3. งูสวัด เป็นวัคซีนเชื้อตายที่ปลอดภัยมาก ฉีด 2 เข็ม ตลอดชีวิต ลดอาการเจ็บป่วยหนัก 4.วัคซีนปอดบวม และ 5.วัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก
นอกจากนี้ นพ.เก่งพงศ์ ได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้สูงวัยที่ไม่มีลูกหรือหลานในการดูแลตนเองในอนาคตว่า ในอนาคตเราจะมีชีวิตอยู่กันแบบเฉียดร้อยปี ซึ่งผู้สูงวัยที่ไม่มีกิจกรรมฮีลใจให้ทำนั้น จำนวนกว่า 30% เป็นอัลไซเมอร์ก่อนวัยอันควร จึงเป็นที่มาว่ายังมีกลุ่มงาน และอาชีพที่ผู้สูงวัยยังสามารถทำได้อยู่ เราสามารถรวบรวมความสามารถของตนเอง และทักษะที่มีให้กลายเป็นอาชีพใหม่ในอนาคต
ซึ่งผู้สูงวัยที่ต้องการจะรีไทร์ตัวเอง ต้องมี 4 อย่างที่จะทำให้สามารถเกษียณได้อย่างสบายใจ คือ 1.หาสิ่งที่ถนัด 2.สิ่งที่รัก 3.สิ่งที่สามารถทำเงินได้ และ 4. สิ่งที่สามารถฮีลใจ ฟูลฟีลใจของเราได้ด้วย ขณะเดียวกันก็ต้องตอบโจทย์ครอบครัว และไลฟ์สไตล์ของตนเอง
อีกทั้งยังระบุว่า ตนขอให้กำลังใจคนเจน Y (ช่วงอายุ 21-37 ปี) เพราะเป็นวัยที่ต้องใช้ทุกอย่างทั้งสุขภาพร่างกาย จิตใจ และความเครียดในการดูแลผู้สูงอายุ พร้อมกันนี้ ยังแนะนำให้ผู้สูงวัยทำ “Living will” หรือ การวางแผนในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต เพื่อระบุความต้องการของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น การบริการสาธารณสุข ต้องการรักษาแบบใด หากเสียชีวิตแล้วต้องการให้กู้ชีพ ปั๊มหัวใจหรือไม่ ฯลฯ โดยการทำ Living will สามารถปรับเปลี่ยนเจตนารมณ์ของตนเองได้ตลอดเวลา
ทั้งนี้ ทศพล กล่าวทิ้งท้ายว่า การดูแล คืองานกลุ่ม อยากให้คนที่ดูแลและผู้ป่วยได้พูดคุยกัน จะได้รู้ว่าควรตัดสินใจอย่างไร ซึ่งจะได้ดูแลเขาในแบบที่เขาต้องการ

