’หมอเพื่อน กอบกุลยา’ เจาะเทรนด์สุขภาพ 10 ปีข้างหน้า เพื่อความ ‘เฮลตี้’ อย่างยั่งยืน

24.12.24 | 20:19 น.

’หมอเพื่อน กอบกุลยา’ เจาะเทรนด์สุขภาพ 10 ปีข้างหน้า เพื่อความ ‘เฮลตี้’ อย่างยั่งยืน

ในสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยมลภาวะ ตลอดจนปัญหาเชิงโครงสร้างในสังคมที่กระทบต่อ ‘สุขภาพ’ ทั้งทางด้านสุขภาพกาย และสุขภาพใจ ทั้งหมดทั้งมวลนั้นส่งผลโดยตรงกับการดำเนินชีวิต ซึ่งการที่จะมีสุขภาพที่ดีท่ามกลางความ ‘เละเทะ’ ของสังคมปัจจุบันนั้นคงเป็นเรื่องที่ ‘ยาก’ แค่ตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตในแต่ละวันก็แทบจะไม่มีแรงเจียดไปทำกิจกรรมอื่นแล้ว กับเรื่องที่ต้องดูแลสุขภาพสำหรับคนยุคปัจจุบันคือ ยิ่งลืมไปได้เลย แต่ถ้าหากมีตัวช่วยเรื่องสุขภาพ ที่เปรียบเสมือนเลขาส่วนตัว เป็นที่ปรึกษาด้านการคัดสรรสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อการดูแลในเบื้องต้น โดยไม่ต้องเสียเวลารีเสิร์ชข้อมูลเอง แต่ได้รับผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพประหนึ่งผู้เชี่ยวชาญมาเองคงจะเป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อยกับคนยุคใหม่ที่ใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ

ซึ่งเครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ได้เปิดตัวแพลตฟอร์ม ‘The Selection’ สำหรับคนยุคใหม่ เพื่อตอบโจทย์คนรักสุขภาพที่ใส่ใจในการเลือกผลิตภัณฑ์ และบริการที่เชื่อถือได้ โดยมีทีมที่ปรึกษา ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากหลากหลายสาขา รวบรวมผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการคัดสรรข้อมูลสุขภาพที่น่าเชื่อถือ และยังสนับสนุนผู้ประกอบการไทยทั้งรายใหญ่และรายย่อย ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์ และบริการที่มีคุณภาพเหมาะสมในทุกช่วงของการดูแลสุขภาพ ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘เลือกที่ใช่ให้สุขภาพ’

หมอเพื่อน-กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี

ทว่าเพียงแค่การเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีให้กับสุขภาพแล้วนั้น ยัง ‘ไม่เพียงพอ’ กับการที่จะมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน ‘หมอเพื่อน-กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี’ ผู้อำนวยการศูนย์ Premier Life Center โรงพยาบาลพญาไท 2 ได้ออกมาอัพเดตเทรนด์สุขภาพที่น่าสนใจในปี 2025 พร้อมทั้งแนะวิธีการรักษารูปแบบใหม่ที่ลดการใช้ยา แต่เห็นผลในระยะยาว ในงาน ‘The Selection 2024: Your Wellness Discovery’ ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น G สามย่านมิตรทาวน์

Advertisement

หมอเพื่อนเผยว่า ปัจจุบันมีคนไข้ที่มาพบแพทย์ 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ คนไข้ที่มีสุขภาพที่ดีอยู่แล้ว แต่ต้องการให้ดีขึ้นไปอีก และกลุ่มที่ 2 คือกลุ่มผู้ป่วยในเจเนอเรชั่นปัจจุบันที่มาด้วยอาการนอนไม่หลับ เครียด เป็นไมเกรน ลำไส้แปรปรวน ลดน้ำหนักไม่สำเร็จ

“ถ้ามีอาการต่อไปนี้ควรเริ่มหันมาดูแลสุขภาพ เนื่องจากร่างกายภายในเริ่มส่งสัญญาณว่าสุขภาพย่ำแย่ลง” ก่อนจะยกตัวอย่างอาการที่มักเกิดขึ้นกับชาวออฟฟิศ เช่น รู้สึกตื่นเช้าแล้วไม่สดชื่น กดปุ่มเลื่อนนาฬิกาปลุกเสมอ อ่อนเพลีย หิวบ่อย และง่วง เป็นต้น ขณะเดียวกันกลับรู้สึกสดชื่นในช่วงเย็น อาการทั้งหมดที่ว่ามานี้หมอเพื่อนระบุว่าเป็นอาการขั้นต้นของ ‘เบิร์นเอาต์ ซินโดรม’ หรือที่เราๆ รู้จักกันในชื่อ ‘ภาวะหมดไฟ’

หมอเพื่อน-กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี

“โดยภาวะหมดไฟนี้จะมีอาการอื่นๆ ที่แฝงอยู่อันเนื่องมาจากความเครียด เช่น กรดไหลย้อน มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย มีผื่นคันขึ้นตามตัว เป็นไมเกรน เป็นต้น ซึ่งนี่เป็นสัญญาณเตือนให้เราเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพภายใน”

ซึ่งเทรนด์สุขภาพที่น่าจับตามองในปี 2025 จะเป็นการปรับสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจผ่านการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีในการป้องกันและดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว พร้อมแนะนำว่า “การดูแลสุขภาพไม่ควรเป็นเพียงการรักษาเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วย แต่ควรเน้นที่การป้องกันตั้งแต่ต้น ด้วยการหมั่นพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กสุขภาพสม่ำเสมอ การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการพักผ่อนอย่างเพียงพอ”

พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพในปัจจุบัน เนื่องจากมีการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพจำนวนมากผ่านช่องทางต่างๆ ผู้บริโภคจึงควรพิจารณาเลือกผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์และเหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคล โดยควรอ้างอิงข้อมูลจากแพลตฟอร์ม หรือแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ รวมถึงคำแนะนำจากบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านสุขภาพ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมและปลอดภัย

“การดูแลสุขภาพไม่ใช่แค่การทำตามเทรนด์ แต่คือการมองไปในระยะยาว โดยเน้นการดูแลสุขภาพแบบ Preventive & Wellness ซึ่งช่วยป้องกันโรคและลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานที่ต้องเผชิญกับความเครียดและการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ หากพบสัญญาณเตือนทางสุขภาพ เช่น อาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง ปวดศีรษะบ่อย หรืออารมณ์แปรปรวน สิ่งเหล่านี้อาจเป็นผลจากความเครียดสะสม หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งการละเลยอาจนำไปสู่โรคเรื้อรังในอนาคต การดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน”

หมอเพื่อน-กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี

นอกจากนี้ หมอเพื่อนยังพาเราเจาะลึกถึงความหมายของ ‘Preventive Medicine’ หรือเวชศาสตร์การป้องกันว่า ในอนาคตทุกคนจะได้ยินคำนี้มากยิ่งขึ้น หากจะอธิบายอย่างง่ายคือ การรักษาเชิงป้องกัน ซึ่งนักเรียนแพทย์ในคลาสเรียนมักจะถูกสอนเสมอว่าต้องใช้ ‘ยา’ ในการรักษาโรค แต่ในขณะเดียวกันในสหรัฐอเมริกาเน้นย้ำเสมอว่าควรใช้ยาในการรักษาให้น้อยลง ปัจจุบันคนไข้มาโรงพยาบาลด้วยอาการเจ็บป่วยต่างๆ นานา เสร็จแล้วรับยากลับบ้าน แต่ในอนาคตคนไข้จะมาโรงพยาบาลเพื่อปรึกษา “หากมีอาการลักษณะนี้จะรักษาอย่างไรโดยไม่ใช้ยา”

“การรักษาแบบป้องกันคือ ดูแลตั้งแต่ยังไม่มีอาการเจ็บป่วย หรือเจ็บป่วยแล้ว แพทย์มักจะพูดเสมอว่าการที่จะมีสุขภาพดีเราต้องมี 3 อ. 1.อาหารดี 2.ออกกำลังกายดี และ 3.อารมณ์ ซึ่งแน่นอนว่าการรักษาตามฉบับของเวชศาสตร์ป้องกันนั้นจะไม่รอให้ อ.ไหนมีปัญหา เราจะทำการตรวจขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่ระดับฮอร์โมน วิตามิน หรือลักษณะของสิวที่เกิดขึ้น พูดง่ายๆ คือเป็นวิธีการรักษาแบบละเอียดขึ้นไปอีกระดับเพื่อชะลอการเกิดโรคต่างๆ ที่ตามมา” หมอเพื่อนเผย

ก่อนที่หมอเพื่อนจะพาเราท่องไปยังโลกอนาคตเพื่อส่องความเป็นไปของสุขภาพในอีก 10 ปีข้างหน้าที่ต้องรู้ โดยหมอเพื่อนเผยว่า เรื่องของสุขภาพดีและชีวิตจะยืนยาวอยู่ที่ลำไส้ คนจะงามงามที่ลำไส้ สุขภาพดีภายในจากระดับลึกอย่างแท้จริง อะไรที่บริโภคเข้าไปจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงฮอร์โมนและจุลินทรีย์ทั้งหมด ดังนั้น อาหารเป็นสิ่งแรกที่ต้องเลือกสรร ต่อมาคือเรื่องของ Epigenetics เช่น ความดัน เป็นเรื่องของกรรมพันธุ์ กว่า 90% ของร่างกายมนุษย์มียีนส์เหนือ DNA หรือ Epigenetics เป็นตัวบ่งชี้ว่าจะเป็นโรคหรือไม่ แต่หากรักษาสุขภาพดีๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอก็มีโอกาสที่จะหลีกหนีจากโรคทางกรรมพันธุ์ได้ และพึงระลึกไว้ว่า ภูมิคุ้มกันสำคัญที่สุด หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อของ NK Cell หรือเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในร่างกาย เป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกัน และเป็นภูมิต้านทานแต่กำเนิด ซึ่งการรับประทานอาหารและสุขภาพทางการนอนล้วนส่งผลกระทบต่อ NK Cell ทั้งหมด

ทั้งหมดเพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนในอนาคต ในโลกที่แม้จะหาสิ่งดีๆ ยาก อย่างน้อยต้องมีสุขภาพที่ดีในการต่อกรกับโลกที่ปั่นป่วนวุ่นวาย