นพ.ชัยรัตน์ ซีอีโอรพ.สมิติเวช อยากเห็นเด็กไทยโตไปไม่ป่วย ยินดีให้ก๊อบปี้ Smart Hospital

14.03.25 | 15:09 น.

นพ.ชัยรัตน์ CEO รพ.สมิติเวช อยากเห็นเด็กไทยโตไปไม่ป่วย ยินดีให้ก๊อบปี้ Smart Hospital

จากแรงบันดาลใจที่อยากเห็น “เด็กไทยโตไปไม่ป่วย สุขภาพแข็งแรง” เพราะถ้า “เด็กไทยแข็งแรง ประเทศชาติก็แข็งแรง”

นพ.ชัยรัตน์ ปัณฑุรอัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช และโรงพยาบาลบีเอ็นเอช พลิก “มิติใหม่” โรงพยาบาลเด็ก เปิดอาคารใหม่ “โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล”

ยกระดับการบริการสู่ความเป็น Smart Hospital อย่างเต็มรูปแบบ ดีไซน์ออกแบบเพื่อแก้ Pain Points ของผู้รับบริการด้วย Smart Healthcare Ecosystem สัมผัสประสบการณ์การรับบริการไร้รอยต่อด้วยระบบดิจิทัล

ตั้งแต่ก่อนมาโรงพยาบาลถึงการดูแลต่อเนื่องหลังกลับบ้าน เน้นการป้องกันรักษาทุกมิติสุขภาพ Self-care, Early Care, Risk Care, Sick Care โดดเด่นด้วยศักยภาพของกุมารแพทย์เฉพาะทางรักษาโรคยาก โรคซับซ้อนในเด็ก โดยอาคารใหม่สาขาศรีนครินทร์ออกแบบเน้นความปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

Advertisement

นพ.ชัยรัตน์ กล่าวว่า หากเด็กโตไปไม่ป่วยจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโดยรวมของประเทศลดลง เมื่อผู้คนสุขภาพดีขึ้นก็นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดังนั้น สมิติเวชจึงออกแบบโรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล แยกเป็นอาคารเด็กโดยเฉพาะ อยู่ในบริเวณโรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ จำนวนทั้งหมด 8 ชั้น 111 เตียง ด้วยความตั้งใจที่จะยกระดับการดูแลสุขภาพเด็กสู่ระดับนานาชาติ รวมถึงการรักษาโรคยาก และโรคซับซ้อนในเด็ก

“เราเป็นโรงพยาบาลที่มีทีมกุมารแพทย์ที่มีประสบการณ์สูงและมีความชำนาญครบทุกสาขามากกว่า 100 ท่าน ซึ่งได้ฝึกปฏิบัติการขั้นสูงจากต่างประเทศ ผสานความเป็น Smart Hospital โดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ยึดผู้รับบริการเป็นหลัก แก้ Pain Points ตอบโจทย์ความต้องการและได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เหนือความคาดหมาย ใช้งบประมาณในการลงทุนไปกว่า 2,000 ล้านบาท”

“จุดเด่นของเราเป็นโรงพยาบาลเด็กเอกชนในประเทศไทย รักษาโรคยากและซับซ้อนในเด็ก เช่น รักษาโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย โรคมะเร็ง และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องปฐมภูมิ ด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก ด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ทำให้มีอัตราการรอดชีวิตหลังรักษา 1 ปี สูงถึง 92% ดูแลทารกคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่า 500 กรัม ผ่าตัดผู้ป่วยเด็กและทารก กว่า 1,000 ราย รวมทั้งการผ่าตัดแบบแผลเล็ก เป็นต้น”

ทั้งนี้ โรงพยาบาลรองรับทั้งคนไข้ทั้งในและต่างประเทศ แบ่งเป็นคนไทย 65 เปอร์เซ็นต์ ต่างประเทศ 35 เปอร์เซ็นต์ มีทั้งญี่ปุ่น จีน อาหรับ เป็นต้น ซึ่งสถานการณ์ฝุ่นพิษพีเอ็ม2.5 เป็นสถานการณ์ที่ “น่าเป็นห่วง” เป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กป่วยจำนวนมาก

“ปัจจุบันโรคต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปมาก การรักษาของเราจึงนำเทคโนโลยีเข้ามาเสริม” นพ.ชัยรัตน์กล่าว แล้วยกตัวอย่าง แอพพลิเคชั่น “Well Kidz” ที่สามารถดูแลสุขภาพของเด็กได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็น Self-care: ไม่ป่วยเริ่มต้นที่ตัวเอง ใช้ AI ประเมินสุขภาพ, Early Care: ไม่ป่วยป้องกันได้ด้วยโปรแกรมตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนแต่ละช่วงวัย, Risk Care: ไม่ป่วยเพราะรู้ทันก่อนเกิดโรคด้วย Risk Score Screening และ Kidz Check ประเมินความรุนแรงของอาการจากที่บ้าน หรือใช้บริการ Kids Telehealth พบแพทย์เฉพาะทางแบบเรียลไทม์ เป็นต้น

เรียกว่า “เข้าใจผู้รับบริการยุคใหม่” ด้วยระบบ Smart OPD ปลอดภัย บริการรวดเร็ว ลดเวลาการรอคอย ระหว่างพบแพทย์, ระบบคัดกรองผู้ป่วยทางเดินหายใจกับผู้รับบริการอื่นๆ, ระบบควบคุมการหมุนเวียนอากาศที่ดีเพื่อลดการติดเชื้อ, หุ่นยนต์ทำความสะอาด, การตกแต่งภายในด้วยดีไซน์โค้งมนเพื่อลดอุบัติเหตุ, จอ Crowd Canvas แสดงความหนาแน่นของผู้รับบริการ, Kids Dashboard แสดงคิว และระยะเวลารอพบแพทย์ และ Smart Payment จ่ายเงินง่ายผ่านแอพพลิเคชั่น ลดการรอได้ 60%

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีอีกมากมาย อาทิ Smart IPD ที่ทำให้รักษาตัวในโรงพยาบาลได้สะดวกสบายและหมดกังวล แอดมิตได้รวดเร็ว และลดเวลารอกลับบ้านได้ 76% การประเมินราคาผ่าตัดแม่นยำกว่า 90% ลดเวลาประเมิน 87% รวมไปถึงจอแสดงข้อมูลของคนไข้ สื่อสารระหว่างผู้ป่วยและทีมดูแลแบบเรียลไทม์,

Smart ER การดูแลผู้ป่วยเด็กในภาวะฉุกเฉินและวิกฤต ตั้งแต่จุดเกิดเหตุด้วยรถฉุกเฉินที่ติดตั้งระบบสื่อสารแบบเรียลไทม์ เชื่อมต่อกับศูนย์สั่งการรับส่งต่อผู้ป่วย ในการส่งข้อมูลผู้ป่วยล่วงหน้าเพื่อให้ทีมแพทย์ที่โรงพยาบาลเตรียมการรักษาได้ทันที และเปลี่ยนประสบการณ์ความเจ็บปวดด้วยรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทำให้เด็กและผู้ปกครองคลายกังวล

ห้องผ่าตัดไฮบริด ที่ใช้ Bi-plane Technology บนเครื่อง X-ray ถ่ายภาพได้หลายระนาบ ลดการสัมผัสรังสี จึงลดความเสี่ยงและผลข้างเคียงจากการตรวจได้, หุ่นยนต์กายภาพ Robotic ช่วยในการฟื้นฟู เป็นต้น

นพ.ชัยรัตน์กล่าวว่า โรงพยาบาลเด็กสมิติเวชฯ ไม่ได้ดีไปกว่าใคร ไม่มีการจัดอันดับเกรดเหมือนโรงแรม แต่มองว่า พรุ่งนี้ ถ้าไม่พัฒนาตัวเอง ก็จะมีคนดีกว่า เป็นเรื่องปกติ ใครดีกว่าไม่ดีกว่าไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่ว่าสิ่งที่เราทำอยู่เป็นประโยชน์กับคนไทยไหม เป็นประโยชน์กับประเทศชาติไหม ถ้าใช่ ที่อื่นก็ก๊อบปี้วิธีคิดไปได้ แล้วถ้าก๊อบปี้วิธีคิด ทั้งแผ่นดินเจริญเติบโตขึ้นมาหมดเลย

“โรงพยาบาลเราเป็นองค์กรแห่งความมีคุณค่า ที่เราทำอยู่คือ organize of values ที่เราผลักดันเด็กไม่ให้มาโรงพยาบาล โดยเราสอนวิธีดูแลสุขภาพให้ หรือถ้าเด็กป่วย ก็ไม่ต้องมาโรงพยาบาลเราโบยบินไปรักษาถึงบ้าน แม้ยอดรายได้เราลดลง แต่คุณค่าเราเพิ่มขึ้น”

“ผมไม่ต้องการเงินล้าน แต่ผมต้องการเงินหมื่น เพราะเงินหมื่นมีคุณค่ามากกว่าเงินล้าน การเทียบโรงพยาบาลให้เทียบที่ตรงนี้ เทียบที่ก่อตั้งโรงพยาบาลมาได้เอื้อประเทศชาติ เอื้อเด็ก เอื้อคนไข้ เอื้อผู้คน เอื้อชุมชนได้อย่างไร

“ฉะนั้น โรงพยาบาลไม่มีระดับ ไม่มีดาวเหมือนโรงแรม ซึ่งสิ่งที่เราทำตรงนี้ เราเป็นตัวอย่างให้สร้างคุณค่ากับโรงพยาบาลอื่นก็ได้ ถ้าโรงพยาบาลรัฐมีกำลังก็ทำแบบเราก็ได้ โรงพยาบาลเอกชนเห็นแบบเรา ก็ทำแบบเราก็ได้ ไม่มีปัญหาอะไร”

“เพราะความตั้งใจของเราคือ ต้องการสร้างโรงพยาบาลที่ไม่เป็นแค่โรงพยาบาล แต่ต้องการทำยังไงให้เด็กไทยแข็งแรง ถ้าเด็กแข็งแรง ประเทศชาติก็แข็งแรง สิ่งที่สร้างขึ้นมาเป็นคุณค่า มากกว่ามูลค่า ทำยังไงให้เด็กไม่ป่วย ไม่ต้องมาโรงพยาบาล” นพ.ชัยรัตน์ทิ้งท้าย

ด้วยความตั้งใจอยากให้เด็กทุกคนเติบโตอย่างแข็งแรง มีสุขภาพดีติดตัวไปตลอดชีวิต #โตไปไม่ป่วย