รู้จัก ‘วิธีสำรองสมอง’ ชะลอ ‘สมองเสื่อม’ ทำงานอดิเรกแก้เหงาช่วยลดความเสี่ยง

12.12.25 | 14:22 น.

รู้จัก ‘วิธีสำรองสมอง’ ชะลอ ‘โรคสมองเสื่อม’ ทำงานอดิเรกแก้เหงาช่วยลดความเสี่ยง

ในยุคที่โลกกำลังหมุนเร็วขึ้น แต่ประชากรสูงวัยกำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราอาจไม่ทันรู้ตัวว่า “สังคมผู้สูงอายุ” ได้ก้าวเข้ามาใกล้กว่าที่คิด ซึ่งในแต่ละปีมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นหลายล้านคน โดยในปี 2021 มีผู้สูงอายุทั่วโลกกว่า 50 ล้านคน และคาดว่าในอีกไม่เกิน 20 ปีข้างหน้า ตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็วนี้ หนึ่งในโรคที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ คือ “โรคสมองเสื่อม” โดยเฉพาะในประเทศที่มีรายได้ปานกลางถึงรายได้ต่ำ ซึ่งมักมีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างเช่น ประเทศในภูมิภาคเอเชีย เป็นต้น

พญ.พิชญา ชาญนคร จิตแพทย์ประจำสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคสมองเสื่อม ในการประชุมมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ในพระราชูปถัมภ์ฯ ณ ห้องประชุมนิตย์-ถนมฤดี แสงอุทัย ดร.อาษา-คุณหญิงส่องแสง เมฆสวรรค์ อาคารเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา

พญ.พิชญา ชาญนคร

ซึ่ง พญ.พิชญาเผยว่า โรคสมองเสื่อมไม่ใช่เพียงโรคทางการแพทย์ แต่คือโรคที่เปลี่ยนชีวิตทั้งของผู้ป่วยและคนรอบข้าง ทำให้ “ความทรงจำ” ที่เคยอบอุ่น หรือ “บุคลิกภาพ” ที่เคยเป็นเอกลักษณ์ ค่อยๆ เลือนหายไปอย่างช้าๆ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรทำความเข้าใจโรคนี้อย่างลึกซึ้ง เพื่อดูแลผู้สูงอายุที่เรารักให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่สุด

Advertisement

หลายคนมักนึกถึงโรคสมองเสื่อมว่าเป็นอัลไซเมอร์เพียงอย่างเดียว แต่ในความจริงแล้ว โรคสมองเสื่อมเป็นภาวะที่ครอบคลุมการเสื่อมของการทำงานของสมองหลายด้าน ที่ค่อยๆ เกิดขึ้นทีละน้อยจนกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างเห็นได้ชัด อาการที่พบบ่อยและสังเกตได้ง่ายมีดังนี้

1.ความจำถดถอย เริ่มจากการลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ลืมนัดหมาย หรือวางของแล้วจำไม่ได้ว่าตั้งไว้ที่ใด การลืมที่ถูกมองว่าเป็น “เรื่องธรรมดาของคนแก่” อาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นของการเสื่อมของสมอง

2.ภาษาเริ่มติดขัด นึกคำไม่ออก พูดผิดคำ หรืออธิบายบางอย่างที่เคยพูดได้อย่างคล่องแคล่วกลับกลายเป็นเรื่องยาก

3.การคิดและตัดสินใจลดลง เริ่มสับสนเรื่องวัน เวลา หรือสถานที่ กิจกรรมง่ายๆ เช่น การทำอาหาร หรือการจัดการค่าของใช้ อาจกลายเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้เหมือนเดิม

4.อารมณ์และบุคลิกเปลี่ยนไป จากคนที่เคยอารมณ์ดี กลายเป็นหงุดหงิดง่าย หรือดูเฉยชา ไม่กระตือรือร้นเหมือนเคย จนบางครั้งครอบครัวอาจรู้สึกว่า “เขาไม่ใช่คนเดิม”

อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นภายในวันเดียว หากแต่ค่อยๆ เปลี่ยนไปตามเวลา และหากเข้าใจตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ก็สามารถชะลอหรือบรรเทาได้ด้วยการดูแลที่เหมาะสม

สำหรับโรคสมองเสื่อมนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เผยแนวคิดสำคัญที่สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของผู้สูงอายุในศตวรรษนี้ ภายใต้ชื่อ Healthy Ageing (2020-2030) ซึ่งมีหัวใจสำคัญว่า “ผู้สูงอายุทุกคนควรมีความสามารถในการทำสิ่งที่ต้องการ และใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า” เนื่องจากความสุขของผู้สูงอายุไม่ได้เกิดจากการไร้โรคเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงสภาพแวดล้อมที่ดี การสนับสนุนจากสังคม และความรู้สึกว่าตนเองยังสามารถสร้างประโยชน์ให้กับครอบครัวและชุมชน

โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุมีชีวิตดีขึ้น ประกอบด้วย 2 ส่วนหลักๆ ได้แก่

1.สุขภาพแข็งแรง ห่างไกลจากโรค และ 2.สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่ปลอดภัย เส้นทางเดินที่สะดวก หรือโอกาสในการพบปะผู้คน

นอกจากนี้ โรคสมองเสื่อมไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นกะทันหันในวัยชรา แต่เป็นผลลัพธ์ของการสะสมมาตลอดชีวิต

ขณะที่ปัจจัยบางอย่างเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก หรือวัยเรียนด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ระดับการศึกษามีผลโดยตรงต่อพัฒนาการของสมอง ผู้ที่ได้รับการศึกษามักมี “สำรองสมอง” มากกว่า ซึ่งช่วยชะลออาการเสื่อมได้ในอนาคต ดังนั้น การสนับสนุนการศึกษาของลูกหลานคือการลงทุนเพื่อสุขภาพระยะยาว

สำหรับ “วัยกลางคน” วัยนี้มักเป็นจุดเริ่มต้นของความเสี่ยงที่มองไม่เห็น ทั้งการได้ยินลดลง เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด เพราะสมองที่ไม่ได้รับเสียงอย่างครบถ้วนจะเริ่มทำงานผิดปกติ การใช้เครื่องช่วยฟังจึงช่วยได้มากกว่าที่หลายคนคิด สายตาย่ำแย่แต่ไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้สมองต้องใช้พลังงานมากขึ้น อารมณ์ซึมเศร้า ความเครียดเรื้อรัง การล้มบ่อยๆ หรือศีรษะกระแทก รวมไปถึงโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันสูง และโรคอ้วน ตลอดจนพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์มาก หรือการขาดการเคลื่อนไหว

ในส่วนของ “วัยสูงอายุ” แน่นอนว่า “ความเหงา” คือ “ศัตรูเงียบของสมอง” งานวิจัยยืนยันว่าความเหงาและความรู้สึกแปลกแยกจากสังคมเป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นสำคัญของโรคสมองเสื่อม ไม่จำเป็นต้องออกไปงานสังสรรค์ทุกวัน เพียงมีปฏิสัมพันธ์เล็กๆ มีงานอดิเรก หรือมีบทบาทในครอบครัว ก็เพียงพอที่จะลดความเสี่ยงได้แล้ว

สำหรับวิธีที่ให้ “สมองแข็งแรง” และ “ใช้งานได้อย่างยาวนาน” เพราะการป้องกันโรคสมองเสื่อมไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม หากเริ่มวันนี้ก็สามารถชะลอความเสื่อมของสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1.เลี่ยงบุหรี่ทุกชนิด สารพิษในควันบุหรี่ทำลายหลอดเลือดและเร่งการเสื่อมของสมองอย่างรวดเร็ว

2.ป้องกันการบาดเจ็บที่ศีรษะ ไม่ว่าจะเป็นการสวมหมวกกันน็อกเมื่อออกนอกบ้าน การจัดบ้านให้ปลอดภัย และการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัว ล้วนเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยลดการล้มได้มาก

3.ทำกิจกรรมกระตุ้นสมองอย่างต่อเนื่อง เพราะสมองต้องการการใช้งานไม่ต่างจากกล้ามเนื้อ กิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นสมอง ได้แก่ อ่านหนังสือ, เล่นเกมฝึกความจำ, ต่อจิ๊กซอว์, ทำงานฝีมือ, ดูแลสวน, พูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น, เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เช่น ดนตรี ภาษา หรือการวาดรูป กิจกรรมเหล่านี้ช่วยสร้าง “สำรองสมอง” ทำให้สมองแข็งแรงและทนต่อการเสื่อมได้มากขึ้น

4.ดูแลสุขภาพหัวใจให้ดี เพราะสุขภาพหัวใจสะท้อนสุขภาพสมองโดยตรง ควบคุมความดัน เบาหวาน และไขมัน ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ปรับอาหารให้สมดุล นอนหลับให้เพียงพอ เพราะสุดท้ายแล้วหัวใจที่ดีคือพื้นฐานของสมองที่แข็งแรง

นอกจากนี้ อาหารยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่นักวิจัยทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยพบว่าอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนเป็นรูปแบบมื้ออาหารที่ดีต่อสมองที่สุด เน้นอาหารสด และหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป ในส่วนของอาหารที่ควรกินเป็นประจำคือ ผักและผลไม้หลากสี ปลา ธัญพืช ถั่ว และเมล็ดพืช เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ น้ำมันมะกอก เนื่องจากอาหารเหล่านี้ช่วยลดการอักเสบ และทำให้หลอดเลือดไหลเวียนดีขึ้น

สุดท้ายแล้ว ทุกคนล้วนมีผู้สูงอายุที่เรารักและอยากให้มีชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การเข้าใจโรคสมองเสื่อมและการดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คนที่เรารักยังคงใช้ชีวิตอย่างสง่างาม มีคุณค่า และมีความสุขในทุกวัน

การดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่เพียงการดูแลร่างกาย แต่คือการดูแลหัวใจ ให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่า “พวกเขายังสำคัญ” และ “ยังเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวและสังคม” เพราะความสุขของผู้สูงอายุ คือความสุขของทุกคนที่อยู่รอบข้างเช่นเดียวกัน