แพทย์เผยงานวิจัยใหม่ น้ำมันหมู ไม่ใช่ตัวร้ายต่อหัวใจ-หลอดเลือด ชี้เหมาะทอดอาหารไทย

23.03.26 | 22:31 น.

หมอเผยงานวิจัยใหม่ ชี้ “น้ำมันหมู” ไม่ใช่ตัวร้ายอย่างที่คิด หากใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

วันที่ 23 มีนาคม นพ.ฆนัท ครุธกูล นายกสมาคมโภชนาการเพื่อกีฬาและสุขภาพ เปิดเผยข้อมูลสำคัญที่อาจพลิกความเข้าใจเดิมของคนไทยเกี่ยวกับโภชนาการ โดยระบุว่าจากงานวิจัยล่าสุดทั้งในไทยและต่างประเทศ (อัปเดตปี 2569) พบว่า น้ำมันหมู (Lard) ไม่ได้ส่งผลเสียต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดอย่างที่เคยมีการประชาสัมพันธ์ในอดีต โดยเฉพาะเมื่อนำมาใช้ในการปรุงอาหารประเภท “ทอด” ซึ่งเป็นหัวใจหลักของอาหารไทย

นพ.ฆนัท กล่าวว่า ในอดีตเรามักถูกทำให้กลัวน้ำมันหมูเพียงเพราะมันแข็งตัวเมื่อได้รับความเย็น ซึ่งเป็นเพียงคุณสมบัติทางกายภาพจาก ไขมันอิ่มตัวสูง (ประมาณ 39-41%) ไม่ได้หมายความว่ามันจะไปอุดตันในหลอดเลือดทันที ความเสถียรนี้เองที่กลับเป็นข้อดีเมื่อต้องสัมผัสความร้อนสูง”

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พลิกแนวคิดเดิม คือ การศึกษาในประชากรขนาดใหญ่ งานวิจัยในจีนปี 2566 (Wang et al.) ศึกษาผู้สูงอายุกว่า 15,874 คน พบว่ากลุ่มที่ใช้ไขมันสัตว์ในสัดส่วนที่เหมาะสม มีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ (ASCVD) ต่ำกว่ากลุ่มที่ใช้น้ำมันพืชเพียงอย่างเดียว (17.46% เทียบกับ 31.68%)

นอกจากนี้พบว่า การศึกษาติดตามผลในปี 2569 (Wang K et al., PLOS ONE) ยืนยันว่าการใช้ไขมันสัตว์ปรุงอาหารช่วยให้อัตราการรอดชีวิตจากโรคหัวใจสูงขึ้นในระยะยาว เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันพืชไม่อิ่มตัวหลายพันธะทอดอาหารเป็นเวลานาน

Advertisement

ปัจจัยรวมสำคัญกว่า  รีวิวระดับโลก (Astrup et al., JACC) สรุปว่าการลดไขมันอิ่มตัวเพียงอย่างเดียวไม่ได้ช่วยลดอัตราการตายอย่างมีนัยสำคัญ แต่ปัจจัยอื่น เช่น การกินแป้งขัดสีมากเกินไปและการขาดการออกกำลังกาย มีผลเสียมากกว่า

สำหรับข้อดี สำหรับการปรุงอาหารไทย นพ.ฆนัท กล่าวว่าน้ำมันหมูมีความเสถียรต่อความร้อนสูง (Oxidation Stability) ทำให้เกิดสารพิษกลุ่ม Aldehydes ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งและตัวเร่งโรคหัวใจ น้อยกว่าน้ำมันถั่วเหลืองถึง 3-10 เท่า เมื่อผ่านการทอดซ้ำ นอกจากนี้ไขมันอิ่มตัวยังช่วยสร้าง “เกราะความกรอบ” ทำให้เนื้ออาหารไม่อมน้ำมัน

นพ.ฆนัท กล่าวว่า ประเด็นเรื่องวิตามินดี: สำหรับน้ำมันหมูจากหมูที่เลี้ยงแบบปล่อยธรรมชาติ (Pasture-raised) จะเป็นแหล่งของวิตามินดีและ K2 โดยจากการวิเคราะห์พบว่าอาจมีวิตามินดีสูงเฉลี่ย 100-250 IU ต่อช้อนโต๊ะ (ปรับจากตัวเลขเดิมเพื่อให้สอดคล้องกับค่าเฉลี่ยงานวิจัยทั่วไป) ซึ่งสูงกว่าหมูโรงงานที่ไม่ได้สัมผัสแสงแดด

นพ.ฆนัท กล่าวว่า เพื่อการบริโภคที่ปลอดภัย แนะนำว่า ให้ใช้ น้ำมันหมู สำหรับการทอดหรือผัดไฟแรง และใช้ น้ำมันรำข้าวหรือน้ำมันมะกอก สำหรับการผัดทั่วไปหรือทำสลัด เพื่อให้ร่างกายได้รับกรดไขมันหลากหลาย ปริมาณที่เหมาะสม: ไม่เกิน 1-2 ช้อนโต๊ะต่อวัน โดยรวมไขมันอิ่มตัวทั้งวันไม่ควรเกิน 6-10% ของพลังงานรวม (ประมาณ 13-22 กรัม สำหรับผู้ที่ต้องการพลังงาน 2,000 แคลอรี)

อย่างไรก็ตาม กลุ่มเสี่ยง หรือ ผู้ที่มีภาวะคอเลสเตอรอลสูงหรือโรคประจำตัว ควรตรวจเลือดและปรึกษาแพทย์เพื่อปรับสัดส่วนไขมันให้เหมาะกับบุคคล

นพ.ฆนัท ให้ข้อสังเกตทิ้งท้ายว่า “แม้ข้อมูลใหม่จะดูน่าสนใจและเป็นบวกต่อไขมันสัตว์มากขึ้น แต่เราต้องยอมรับว่า ในปัจจุบันสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (AHA) ยังคงยึดถือคำแนะนำเดิมที่ให้จำกัดการบริโภคไขมันอิ่มตัวอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลานาน”

ดังนั้น ในช่วงเวลานี้จึงถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญที่วงการแพทย์ไทยต้องติดตาม เราคงต้องรอให้มีงานวิจัยเชิงรุกและงานวิจัยเชิงประจักษ์ออกมามากขึ้นกว่านี้ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแนวทางเวชปฏิบัติ (Clinical Guideline) ใหม่ในอนาคต ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงคำแนะนำอย่างเป็นทางการหากหลักฐานมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้องค์กรระดับโลกอย่าง AHA พิจารณาทบทวนใหม่ได้