แพทย์เตือน ‘ไข้หวัดใหญ่’ ใกล้ถึงฤดูระบาด เร่งป้องกันด้วยวัคซีน มีทั้งชนิดพ่นจมูกและฉีด
“ไข้หวัดใหญ่” เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่หลายคนมักเข้าใจว่าเป็นเพียงอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยคล้ายไข้หวัดธรรมดา แต่ในความเป็นจริง โรคนี้สามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและอันตรายถึงชีวิตได้ “มูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่” โดย รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ประธานมูลนิธิ ออกโรงเตือนก่อนเข้าสู่ฤดูการระบาดว่า ความจริงแล้วมี “รุนแรงกว่าที่คิด” และสามารถลุกลามเป็นปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ สมองอักเสบ และทำให้เสียชีวิตได้

รศ.นพ.ชนเมธ เตชะแสนศิริ สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เล่าถึงสถานการณ์ในช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่รุนแรงในปีที่ผ่านมาว่า “เมื่อปลายปีที่แล้วมีเด็กเสียชีวิต 2 ราย จากภาวะแทรกซ้อนของไข้หวัดใหญ่ มีไข้สมองอักเสบ เด็กที่ไปโรงเรียนมีโอกาสติดเชื้อสูง แล้วก็เอาเชื้อกลับไปที่บ้าน ทำให้ผู้สูงอายุหรือคนที่มีโรคประจำตัวที่บ้าน ติดโรคไข้หวัดใหญ่ตามไปด้วย” สะท้อนให้เห็นว่าไข้หวัดใหญ่ติดต่อง่าย และไม่ใช่เพียงโรคที่ทำให้ไม่สบายชั่วคราว แต่สามารถนำไปสู่การสูญเสียชีวิตได้

สำหรับแนวทางการป้องกันไข้หวัดใหญ่ “วัคซีน” เป็นทางออกที่ดีในการป้องกันและลดความรุนแรงของโรคได้คุ้มค่าที่สุด ซึ่งปัจจุบันวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่มี 2 ชนิดหลัก ได้แก่
- ชนิดฉีด ใช้ได้ในผู้ที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป
- ชนิดพ่นเข้าจมูก ใช้ได้ในผู้ที่มีอายุระหว่าง 2-49 ปี โดยข้อดีของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก คือ สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ที่บริเวณจมูกทำให้กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เร็ว ภูมิคุ้มกันสูง และอยู่ได้นาน
แม้ว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูกจะมีประสิทธิภาพโดยรวมดีกว่าชนิดฉีดในการป้องกันและลดความรุนแรงของโรค แต่ยังมีข้อจำกัดเนื่องจากเป็นวัคซีนเชื้อเป็น จึงไม่สามารถใช้ได้ในหญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องได้
เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ควรมีใครต้องป่วยหรือเสียชีวิตจากโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน


